Kid-cat logoKid-cat.com
หน้าหลักคลังนิยายชั้นหนังสือเหรียญ
/
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
Kid-cat logoKid-cat.com
เข้าสู่ระบบสมัคร
หน้าหลัก
คลังนิยาย
ชั้นหนังสือ
เหรียญ
Kid-catKid-cat.com

นิยายเสียงและนิยายอ่าน สำหรับคนไทย ฟังสบาย อ่านเพลิน ทุกวัย

เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเราอยากเป็นนักเขียน📘 คู่มือนักเขียนบทความ

ช่วยเหลือ

📖 วิธีใช้งานคำถามที่พบบ่อย📨 แจ้งปัญหา

ข้อกำหนด

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อตกลงการใช้งานนโยบายลิขสิทธิ์⚖️ แจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์
© 2569 Kid-cat · ภาษาไทย
LINE
← สารบัญ ค่ายกลแสวงนิรันดร์

ค่ายกลแสวงนิรันดร์

ตอนที่ 300 — ตอนที่ 300

<ตอนที่ 0300 มารร้าย>

โม่ฮว่ากล่าวลาท่านอาจารย์จวง เดินผ่านป่าไผ่ ข้ามทุ่งหญ้า เลียบผ่านสระน้ำ จนกระทั่งมาถึงใต้ต้นหวายใหญ่

ใต้ต้นหวายใหญ่ ไป๋จื่อเซิ่งและไป๋จื่อซีกำลังนั่งอ่านตำราอยู่

เมื่อไป๋จื่อเซิ่งเห็นโม่ฮว่า นัยน์ตาก็พลันเป็นประกาย รีบวางตำราในมือลงทันทีพลางเอ่ยถาม

"เจ้าไปไหนมาอีกล่ะ? พักนี้ไม่เห็นหน้าค่าตาเจ้าเลย"

โม่ฮว่าเปิดกล่องอาหาร นำเนื้อวัวและขนมที่ท่านแม่เตรียมไว้มาแบ่งให้ไป๋จื่อเซิ่งกับไป๋จื่อซี

"ข้ามีธุระติดพันอยู่นิดหน่อย"

ไป๋จื่อเซิ่งพยักหน้า ไม่ได้ซักไซ้อะไรอีก ก้มหน้าก้มตาตั้งใจกินเนื้อวัวอย่างเอร็ดอร่อย

เขามีจิตใจซื่อตรงเรียบง่าย ขอเพียงมีเนื้อให้กิน โดยทั่วไปก็ไม่คิดเรื่องอื่นใดแล้ว

โม่ฮว่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถาม "จื่อเซิ่ง เจ้าคิดจะสร้างรากฐานเมื่อไรหรือ"

ไป๋จื่อเซิ่งรีบเอ่ยแก้ "เจ้าต้องเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ไป๋!"

โม่ฮว่าไม่สนใจเขา

ไป๋จื่อเซิ่งกำลังกินเนื้อของโม่ฮว่า จะไม่ตอบก็คงกระไรอยู่ จึงเอ่ยว่า

"ยังต้องรออีกสักระยะ ต้องวางรากฐานให้มั่นคงเสียก่อน ถึงจะสร้างรากฐานได้"

โม่ฮว่าพยักหน้า

ดูท่าท่านอาจารย์จวงจะกล่าวไม่ผิด หากศิษย์ตระกูลใหญ่หรือสำนักเซียนปรารถนาจะก้าวไปบนมรรคาแห่งการบำเพ็ญให้ยาวไกล ย่อมไม่ละโมบในความสำเร็จเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ตั้งแต่ขั้นหลอมรวมลมปราณ พวกเขาก็จะขัดเกลาขอบเขตพลังอย่างถี่ถ้วนเพื่อวางรากฐานอันมั่นคงไว้ก่อน

ไป๋จื่อเซิ่งถามโม่ฮว่ากลับ "แล้วเจ้าคิดจะสร้างรากฐานหรือยัง"

"ใช่แล้ว ข้าอยู่ขั้นหลอมรวมลมปราณชั้นเจ็ดแล้ว ย่อมต้องเตรียมตัววางแผนแต่เนิ่นๆ"

ไป๋จื่อซีกินขนมทีละคำเล็กๆ เงยหน้าขึ้นมองโม่ฮว่าแวบหนึ่ง ทันใดนั้นนางก็ชะงักไปเล็กน้อย ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้นว่า

"สัมผัสญาณของเจ้า…"

ได้ยินเช่นนั้น ไป๋จื่อเซิ่งก็กวาดสายตามองสำรวจโม่ฮว่าบ้าง ก่อนจะสะดุ้งตกใจ "โม่ฮว่า สัมผัสญาณของเจ้าเป็นอะไรไป"

"อ้อ สัมผัสญาณของข้าสร้างรากฐานล่วงหน้าไปแล้วน่ะ"

โม่ฮว่าแสร้งทำเป็นสุขุมเยือกเย็น ทว่าระหว่างคิ้วและดวงตายังคงแฝงความภาคภูมิใจอยู่เล็กน้อย

ไป๋จื่อเซิ่งอ้าปากค้าง ส่วนไป๋จื่อซีก็มองเขาตาค้าง ลืมกินขนมไปชั่วขณะ

"เป็นไปไม่ได้!" ไป๋จื่อเซิ่งโพล่งขึ้น

"ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ"

"ผู้บำเพ็ญขั้นหลอมรวมลมปราณ จะมีสัมผัสญาณขั้นสร้างรากฐานได้อย่างไร"

"อ้อ ถ้างั้นก็ตามที่เจ้าว่าแล้วกัน" โม่ฮว่ากล่าวอย่างไม่ยี่หระ

ไป๋จื่อเซิ่งจ้องมองโม่ฮว่าซ้ายทีขวาที ยังคงไม่อยากจะเชื่อ "สัมผัสญาณของเจ้าสร้างรากฐานแล้วจริงๆ หรือ"

"เจ้าไม่ใช่เพิ่งบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรือไร"

ไป๋จื่อเซิ่งเกาศีรษะ พึมพำกับตัวเอง

"ไม่น่าเป็นไปได้นี่นา ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าสัมผัสญาณจะสร้างรากฐานล่วงหน้าได้…"

โม่ฮว่าหยิบขนมชิ้นหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ พลางยิ้มตาหยี

"แล้วสัมผัสญาณของเจ้าสร้างรากฐานได้อย่างไร" ไป๋จื่อเซิ่งอดไม่ได้ที่จะถามต่อ

"ท่านพี่!" เสียงใสกังวานของไป๋จื่อซีดังขึ้น ในน้ำเสียงแฝงการตำหนิติเตียนอยู่เล็กน้อย

ไป๋จื่อเซิ่งพลันนึกขึ้นได้ จึงเอ่ยอย่างรู้สึกผิด

"ข้าไม่ควรถามจริงๆ นั่นแหละ ผู้บำเพ็ญล้วนมีวาสนาและโอกาสเฉพาะตัว โดยทั่วไปย่อมไม่เปิดเผยแก่ผู้อื่น"

"ไม่เป็นไรหรอก" โม่ฮว่าโบกมือ "แต่ตอนนี้ยังบอกเจ้าไม่ได้ ไว้วันหน้าหากมีโอกาส ข้าค่อยบอกเจ้าอีกที"

เรื่องภาพเพ่งพิจารณาญาณ ในยามนี้เขาบอกเพียงท่านอาจารย์จวงเท่านั้น เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทะเลความรู้ อีกทั้งในทะเลความรู้ของเขายังมีศิลาเต๋าอยู่ด้วย ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไรก็ยิ่งดี

อย่างน้อยในตอนนี้ก็ยังไม่อาจบอกไป๋จื่อเซิ่งได้

เมื่อเห็นโม่ฮว่าจริงใจเปิดเผยเช่นนี้ ไป๋จื่อเซิ่งก็พยักหน้า "ตกลง!"

โม่ฮว่าคลี่ยิ้ม

ทว่าเมื่อไป๋จื่อเซิ่งเห็นรอยยิ้มของโม่ฮว่า กลับต้องสะดุ้งตกใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน อดถามไม่ได้ว่า

"เหตุใดจู่ๆ เจ้ายิ้มแล้วดูเย็นเยียบชวนขนลุก ทั้งยังมีกลิ่นอายชั่วร้ายแผ่ออกมาด้วย"

โม่ฮว่าชะงักไปเล็กน้อย พลันนึกขึ้นได้ว่า คงเป็นเพราะความคิดชั่วร้ายของผีพรายหน้าเขียวที่บางครั้งยังผุดขึ้นมา พอตนเองยิ้ม จึงดูเยียบเย็นชวนขนลุกและแฝงกลิ่นอายชั่วร้ายราวกับผีพรายหน้าเขียวตนนั้น

โม่ฮว่านวดแก้มตนเอง "ไม่มีอะไรหรอก ข้ากินอะไรผิดสำแดงจนสมองเพี้ยนไปหน่อย พักเดียวก็คงหายดี"

ไป๋จื่อเซิ่งฟังแล้วก็งงงวยจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ก็มิได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ กลับถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นแทนว่า

"แล้วช่วงนี้เจ้าไปทำอะไรมาหรือ"

โม่ฮว่าคิดทบทวนดู เรื่องภาพเพ่งพิจารณาญาณไม่อาจบอกได้ แต่เรื่องค่ายโจรเขาดำ เล่าให้ไป๋จื่อเซิ่งและไป๋จื่อซีฟังคงไม่เป็นไร

อีกทั้งพวกเขายังเป็นทายาทตระกูลไป๋ มีวิชาความรู้ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ บางทีอาจจะล่วงรู้เบาะแสอื่นใดก็เป็นได้

โม่ฮว่าจึงคัดเลือกเรื่องราวในค่ายโจรเขาดำมาเล่าให้ไป๋จื่อเซิ่งฟัง

ตั้งแต่เส้นทางลับบนหน้าผาสูงชัน ไปจนถึงป่าหมอกที่วางค่ายกลหมอกไว้แน่นขนัด ตลอดจนยามสามกลางดึก ผู้บำเพ็ญอ้วนผอมสองคน การยื่นเทียบแสดงตัวถามทาง จนกระทั่งถึงห้องหลอมโอสถสีเลือดและเตาหลอมโอสถกระดูกขาว…

นอกจากเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาพเพ่งพิจารณาญาณแล้ว สิ่งอื่นใดที่พอจะพูดได้ โม่ฮว่าก็เล่าออกมาจนหมดสิ้น

ไป๋จื่อเซิ่งฟังแล้วทั้งตื่นเต้นระทึกขวัญ ทั้งเดือดดาลด้วยความคับแค้นใจ

ประเดี๋ยวก็เป็นห่วงโม่ฮว่า ประเดี๋ยวก็โกรธแค้นการกระทำอันชั่วช้าของผู้บำเพ็ญฝ่ายมารนอกรีต อยากจะบุกเข้าไปในค่ายโจรเขาดำ บุกตะลุยฝ่าเข้าออกเจ็ดรอบเจ็ดหน สังหารพวกมารนอกรีตให้สิ้นซากเสียเดี๋ยวนี้

ในความทรงจำของโม่ฮว่า ศิษย์จากตระกูลใหญ่มักจะมีกฎระเบียบเข้มงวด ทำสิ่งใดก็เคร่งครัดตามกรอบแบบแผน มิฉะนั้นก็ถูกตามใจจนเสียคน ประพฤติตนเหิมเกริมไม่เห็นหัวใคร

นิสัยรักความยุติธรรมและมีน้ำใจเยี่ยงจอมยุทธ์เช่นไป๋จื่อเซิ่งนี้ ไม่รู้ว่าหล่อหลอมมาจากที่ใดกันแน่

ด้านไป๋จื่อซีเองก็นั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อจนตำราในมือร่วงหล่นลงพื้นโดยไม่รู้ตัว

โม่ฮว่าคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถาม

"พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้บำเพ็ญฝ่ายมารนอกรีตกับผู้บำเพ็ญมารแตกต่างกันอย่างไร"

รองหัวหน้าสามเข้าใจว่าเขาเป็นสัตว์ประหลาดเฒ่าฝ่ายมารที่มาชิงร่างยึดสถิต ตามหลักเหตุผลแล้ว ผู้บำเพ็ญมารน่าจะแข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าผู้บำเพ็ญฝ่ายมารนอกรีต

ทว่ามารทั้งสองประเภทนี้แตกต่างกันอย่างไร โม่ฮว่ากลับยังไม่เคยกระจ่างใจ เคยถามผู้อาวุโสอวี๋ ท่านก็อธิบายอย่างคลุมเครือ คาดว่าในยามปกติคงไม่เคยได้สัมผัส จึงไม่รู้อะไรมากนัก

หากโม่ฮว่ามิได้เข้าไปในค่ายโจรเขาดำ จวบจนบัดนี้เขาก็เคยพบผู้บำเพ็ญฝ่ายมารนอกรีตเพียงคนเดียวเท่านั้น นั่นคือโจรเด็ดบุปผาที่ตนร่วมมือกับจางหลานจับกุมตัวได้ และโจรเด็ดบุปผาผู้นั้นยังถูกโม่ฮว่าหักขาไปข้างหนึ่ง

ส่วนคำว่าผู้บำเพ็ญมารนั้น โม่ฮว่าแทบจะไม่เคยได้ยินเสียด้วยซ้ำ

"เรื่องนี้ข้ารู้!" ไป๋จื่อเซิ่งยิ้มอย่างภาคภูมิใจเล็กน้อย นานทีปีหนจะได้อวดภูมิความรู้ต่อหน้าไป๋จื่อซี

"ผู้บำเพ็ญฝ่ายมารนอกรีตกับผู้บำเพ็ญมารล้วนไม่ใช่คนดีทั้งคู่ วิชาที่ฝึกฝนล้วนเป็นเคล็ดวิชานอกรีตชั่วช้า โดยทั่วไปจะเรียกว่าผู้บำเพ็ญฝ่ายมารนอกรีตหรือผู้บำเพ็ญมารก็ไม่ต่างกัน"

"แต่หากจะจำแนกให้ละเอียด ผู้บำเพ็ญฝ่ายมารนอกรีตโดยทั่วไปหมายถึงผู้ที่ออกนอกลู่นอกทางกลางคัน ละทิ้งมรรคาเดิมแล้วหันเหเข้าสู่วิถีมารนอกรีต ส่วนผู้บำเพ็ญมารหมายถึงผู้ที่มีการสืบทอดมรรคามารอันแท้จริง ฝึกฝนเคล็ดวิชาและวิถีธรรมของฝ่ายมารโดยตรง"

"การสืบทอดของผู้บำเพ็ญมารมีความเป็นทางการและแท้จริงกว่า ส่วนผู้บำเพ็ญฝ่ายมารนอกรีตเป็นเพียงวิชานอกคอก ดังนั้นโดยทั่วไปผู้บำเพ็ญมารจึงแข็งแกร่งกว่า ทว่าพวกมารร้ายนอกรีตเหล่านี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือขึ้นอยู่กับว่าเจ้าชั่วร้ายเพียงใด ยิ่งชั่วช้ามากเท่าไรก็ยิ่งร้ายกาจมากเท่านั้น และแน่นอนว่ายิ่งสมควรตายมากขึ้นไปด้วย!"

…

ไป๋จื่อเซิ่งอธิบายอย่างละเอียดถี่ถ้วน

โม่ฮว่าพลันตระหนักแจ้ง ทว่าก็เกิดความสงสัยขึ้นมา "เหตุใดเจ้าถึงรู้เรื่องพวกนี้ชัดเจนนักล่ะ"

ไป๋จื่อเซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง "ผู้บำเพ็ญที่ปราบปีศาจกำราบมารจึงจะเป็นผู้บำเพ็ญที่ดี! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากไม่รู้เขารู้เรา จะสังหารพวกมารร้ายได้อย่างไรเล่า"

โม่ฮว่าถอนหายใจ "เอาเถอะ"

ที่แท้เขาก็วางแผนเช่นนี้นี่เอง

โม่ฮว่าถามต่อ "แล้วค่ายกลนอกรีตล่ะ แตกต่างจากค่ายกลทั่วไปอย่างไร"

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องค่ายกล โดยเฉพาะต่อหน้าโม่ฮว่า ไป๋จื่อเซิ่งก็เริ่มแสดงความประหม่าไม่มั่นใจออกมา

ระดับค่ายกลของโม่ฮว่านั้น เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจ หากเทียบกับปรมาจารย์ค่ายกลขั้นหลอมรวมลมปราณทั่วไปแล้ว โม่ฮว่าล้ำหน้าไปไกลลิบลิ่วจนเทียบไม่ติด

ไป๋จื่อเซิ่งไม่กล้าพูดจาซี้ซั้ว หากพูดผิดแล้วต้องเสียหน้าต่อหน้าโม่ฮว่า ตนเองก็คงไม่กล้าหน้าหนาวางตัวเป็น 'พี่ใหญ่' ของโม่ฮว่าอีกต่อไป

แม้ว่าโม่ฮว่าไม่เคยยอมรับว่าเขาเป็น 'พี่ใหญ่' เลยก็ตาม…

ไป๋จื่อเซิ่งจึงแอบเหลือบมองไป๋จื่อซีน้องสาวของตน

ไป๋จื่อซีรู้สึกจนใจเล็กน้อย จึงเอ่ยว่า

"ค่ายกลนอกรีตและค่ายกลมาร ผู้อาวุโสในตระกูลสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด ครูฝึกในตระกูลก็ไม่เคยเอ่ยถึง ทว่าข้าเคยเห็นข้อความสั้นๆ เพียงไม่กี่คำในตำราเล่มหนึ่ง…"

แพขนตายาวงอนสีดำขลับของไป๋จื่อซีไหวน้อยๆ นัยน์ตากระจ่างใสดุจสายน้ำสารทเผยแววครุ่นคิด นางหวนนึกถึงบันทึกในตำราเล่มนั้น ชั่วครู่ต่อมาจึงเอ่ยต่อว่า

"ค่ายกลนอกรีตและค่ายกลมาร โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้เลือดเนื้อเป็นสื่อค่ายกล ใช้ความคิดชั่วร้ายวาดลวดลายค่ายกล ฝืนมหาวิถีเต๋าเป็นศูนย์กลางค่ายกล และใช้ชีวิตมนุษย์มาหลอมเป็นตาค่ายกล"

"ส่วนรายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่านี้ ในตำรามิได้ระบุไว้ ความแตกต่างระหว่างค่ายกลนอกรีตกับค่ายกลมาร ข้าเองก็ไม่ทราบแน่ชัดเช่นกัน"

โม่ฮว่าพยักหน้า

ไป๋จื่อเซิ่งกระซิบเสียงเบา "หรือว่า เจ้าลองไปถามท่านอาจารย์จวงดูดีไหม"

โม่ฮว่าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ทว่ากลับเห็นไป๋จื่อซีส่ายหน้า

"ท่านอาจารย์ไม่มีทางบอกเจ้าหรอก"

โม่ฮว่าชะงักไป อดถามไม่ได้ว่า "ทำไมล่ะ"

ไป๋จื่อซีตอบว่า "เพราะเจ้าฉลาดเกินไป ท่านอาจารย์จวงกลัวว่าหากเจ้าได้เรียนรู้แล้วจะทำเป็นได้ในทันทีน่ะสิ"

อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-086a957b/300

← ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป →

เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้

SkilltionSkilltionดูผลงานทั้งหมดของนักเขียน →+ ติดตามนักแต่ง

คุยหลังตอนนี้

ดูทั้งหมด →

ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย