← สารบัญ วันสิ้นโลก ฉันขอช่วงชิงทุกสิ่ง

วันสิ้นโลก ฉันขอช่วงชิงทุกสิ่ง

ตอนที่ 7007

บทที่ 7 แย่งชิงโชคชะตาแล้วมีความสุขดีจริงๆ

แต่จ้าวเฉียงที่บาดเจ็บคนเดียว ไม่มีค่าพอจะแลกกับเหมืองร้างแห่งนั้นได้ เขาไม่มีค่าแม้แต่สลึงเดียว

หลีซูโบกมือเรียกจางเฉิงที่อยู่ด้านหลัง จางเฉิงก้าวออกมาทันที หยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเอกสาร ก่อนมองทุกคนด้วยรอยยิ้ม “ทุกท่านครับ ผมคือจางเฉิง ทนายความของคุณหลีซู สำหรับค่ารักษาพยาบาล ค่าพักรักษาตัว และค่าขาดรายได้ของคุณจ้าวเฉียง ทางกลุ่มบริษัทหลีจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด แม้กระทั่งค่าฟื้นฟูร่างกายในอนาคต พวกเราก็สามารถรับผิดชอบได้จนกว่าเขาจะหายดี ต้องการโทรเรียกรถพยาบาลตอนนี้เลยไหมครับ?”

สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปเล็กน้อย หลีซูกำลังบอกทุกคนอย่างชัดเจนว่า เธอต่อยแล้ว แล้วจะทำไม? อยากได้เหมืองร้างหรือ? ฝันไปเถอะ!

สีหน้าของหลินเถียนโหรวดูแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีเหมืองร้าง พวกเธอก็ไม่มีที่กักตุนเสบียง และไม่มีที่หลบภัย เรื่องนี้เสียเปรียบพวกเธอมากเกินไป

ยิ่งไปกว่านั้น หลีซูก็ไม่ใช่คนที่เกิดใหม่กลับมา เก็บเหมืองร้างไว้ในมือก็มีแต่เปล่าประโยชน์ ทำไมถึงให้พวกเธอใช้ไม่ได้?

ยิ่งคิด หลินเถียนโหรวก็ยิ่งโกรธ แอบด่าหลีซูว่าเป็นคนขี้เหนียวและชอบสร้างปัญหา

เธอหันไปมองเสิ่นเจี้ยนเฉินโดยไม่รู้ตัว แล้วดึงแขนเสื้อเขาเบาๆ ก่อนพูดเสียงต่ำ “เจี้ยนเฉิน ซูซูใจดำเหลือเกิน ในใจเธอไม่มีนายแล้วจริงๆ หรือ?”

เสิ่นเจี้ยนเฉินขมวดคิ้ว หันกลับมาพูดด้วยความรังเกียจที่ต้องฝืนอดทน “หลีซู บ้านเธอเก็บเหมืองร้างไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ไม่สู้ยกให้ฉันเถอะ ฉันให้เธอสองล้าน ถือว่าเห็นแก่ความสัมพันธ์ที่เคยมีต่อกัน เธอไม่ได้ยังชอบฉันอยู่หรอกหรือ? หลายวันนี้ฉันอยู่เป็นเพื่อนเธอได้ตลอด”

โอ้โห นี่กำลังทำให้ใครขยะแขยงกันแน่?

หลีซูขี้เกียจเสียเวลาพูด จึงปล่อยให้จางเฉิงเป็นคนจัดการต่อ เพราะเธอขี้เกียจพูดกับพวกโง่จริงๆ

จางเฉิงยกยิ้มเยาะ “เหมืองร้างที่ทุกท่านพูดถึงนั้นเป็นทรัพย์สินถาวรของกลุ่มบริษัทหลี มีมูลค่าหลายหมื่นล้าน อย่าว่าแต่จ้าวเฉียงคนเดียวเลย ต่อให้มีสิบคนหรือร้อยคน ก็ยังเทียบไม่ได้แม้แต่หนึ่งในหมื่นของมูลค่าเหมืองร้าง ทุกท่านคิดจะใช้คนที่นอนหมดสติคนหนึ่งมาแลกทรัพย์สินมูลค่าหลายหมื่นล้าน แบบนี้ไม่เพ้อฝันเกินไปหน่อยหรือครับ?”

สมกับเป็นทนายความจริงๆ เมื่อเปิดโปงทุกอย่างตรงๆ แบบนี้ ความน่าเกลียดของคนพวกนั้นก็ไม่มีที่ให้ซ่อนอีกต่อไป

หลีซูแทบจะหัวเราะออกมา ในใจสบายอย่างบอกไม่ถูก

เธอก็รู้สึกว่าคนพวกนี้เพ้อฝันเกินไปเหมือนกัน

“ไม่ต้องเสียเวลาพูดกับพวกเขาแล้ว ทนายจาง ดำเนินการตามขั้นตอนเลย”

วันนี้เธอไม่ได้มาดูละคร เรื่องสำคัญยังไม่ได้จัดการเลย

เมื่อเห็นว่าจางเฉิงหยิบเอกสารออกมากองใหญ่จริงๆ และเหมืองร้างก็ไม่มีทางได้แล้ว หลินเถียนโหรวจึงรีบเปิดปากด้วยท่าทางเสแสร้ง

“ทุกคน ช่างมันเถอะค่ะ ซูซูอยู่กับพวกเรามาหลายปี อย่างไรก็มีความผูกพันกัน พวกเรามาคุยกันดีๆ ได้ไหม? แต่ซูซู 80% ให้เธอไม่ได้จริงๆ บริษัทนี้เจี้ยนเฉินทุ่มเทมากกว่าเธอ ยังมีคนอื่นๆ ที่พยายามกันมาตลอด ฉันรู้ว่าบริษัทนี้เธอเป็นคนก่อตั้ง แต่เอาอย่างนี้ไหม พวกเราให้เธอ 10% ดีไหม? มากกว่านี้ไม่ได้จริงๆ”

“เถียนโหรว!”

หนิงเถียนแทบจะเป็นบ้าแล้ว “เธอใจดีเกินไปแล้ว! หล่อนพาทนายมาด้วย ทำตัวหยิ่งผยองมาตลอดทาง แถมยังทำร้ายคนอีก เห็นชัดๆ ว่ากำลังแย่งชิงกันต่อหน้าแบบนี้ เธอยังจะให้หล่อนอีก 10%? ต่อให้ 5% ก็ถือว่าให้เกียรติหล่อนแล้ว! ถ้าเป็นฉัน หลีซูอย่าหวังจะได้เงินแม้แต่สลึงเดียว!”

“ถูกต้อง หล่อนไม่เคยสร้างผลงานอะไรเลย จะเอาเงินไปทำไม!”

“ใช่ ไม่แบ่งให้หล่อน!”

เฟิงว่านหลีและคนอื่นๆ ต่างพากันผสมโรง หลินเถียนโหรวจึงหันไปมองหลีซู แล้วในมุมที่ไม่มีใครเห็น เธอกลับเผยรอยยิ้มยั่วยุออกมา

เธอจงใจขยับปากเหมือนเมื่อก่อน สีหน้าเต็มไปด้วยความได้ใจและการยั่วยุ “หลีซู เธอจะไม่ได้อะไรทั้งนั้น!”

ดูสิ ไม่มีใครเห็นใบหน้าที่แท้จริงของหลินเถียนโหรวเลย ทั้งที่คนที่รังแกเธอมาตลอดคือหลินเถียนโหรว แต่สุดท้ายเธอกลับกลายเป็นฝ่ายผิด

น่าขำสิ้นดี

หลีซูขมวดคิ้ว ก่อนใช้งานสกิลอีกครั้ง [แย่งต่อหน้าต่อตาก็ยังเป็นของฉัน] จะไม่ได้อะไรเลยงั้นหรือ? ไม่ ครั้งนี้เธอต้องการโชคชะตาของหลินเถียนโหรว!

เพราะตอนนี้หลินเถียนโหรวยังไม่มีความสามารถอะไรเลย ยังไม่ปลุกพลังพิเศษ สมองก็ไม่ได้ฉลาด ไม่เก่งบริหารบริษัท แถมยังจนอีกด้วย นอกจากเป็นคนที่เกิดใหม่กลับมาแล้ว ก็ไม่มีข้อได้เปรียบอะไรเลย!

【ติ๊ง! แย่งชิงโชคชะตา 30% หลินเถียนโหรวเหลือค่าโชคชะตาเพียง: 0.175!】

หลีซู : ????

แย่งไปตั้ง 30% แต่คนคนนี้กลับเหลือค่าโชคชะตาแค่ 0.175 งั้นเหรอ?

ค่าโชคชะตายังไม่ถึง 1 ด้วยซ้ำ?

ทำไมถึงต่ำขนาดนี้?

ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงตอนก่อนตายในชาติก่อน ตอนนั้นเธอแย่งโชคชะตาของคนพวกนี้ไปได้ 399 คะแนน ส่วนค่าโชคชะตาที่เหลือของคนทั้งสี่รวมกันมีเพียง 1 คะแนน

“………………”

คดีคลี่คลายแล้ว

ตอนนี้ค่าโชคชะตารวมกันของคนทั้งสี่ก็น่าจะมีแค่ 1 เหมือนกัน

นั่นหมายความว่าโดยเฉลี่ยแต่ละคนมี 0.25

เพียงแต่หลินเถียนโหรวน่าสงสารกว่า ตอนนี้เหลือเพียง 0.175 แล้ว

จู่ๆ ก็รู้สึกเห็นใจหลินเถียนโหรวขึ้นมา

เพราะน่าสงสารมากจริงๆ ฮ่าๆๆ!

ไม่รู้เหมือนกันว่าครั้งนี้สุดท้ายแล้วใครกันแน่ที่จะไม่รอดจากวันสิ้นโลก

หลีซูมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความได้ใจของหลินเถียนโหรว จู่ๆ ก็อยากพูดคุยขึ้นมา เธอพยักหน้าแล้วพูดว่า “มีความสุขดีนะ”

จริงๆ แล้ว มีความสุขมากเลย ฮ่าๆๆ!!!

ค่าโชคชะตาเหลือเพียง 0.175 อะไรแบบนี้ มันน่าสนใจเกินไปแล้ว!

หลินเถียนโหรวชะงักไปครู่หนึ่ง เธอคิดว่าหลังจากยั่วยุแล้ว หลีซูจะต้องรีบแก้ตัวเหมือนเมื่อก่อน จากนั้นก็ทะเลาะกับเธอเสียงดัง แล้วเธอก็จะได้แกล้งทำเป็นดอกบัวขาวผู้อ่อนแอ เรียกความเห็นใจจากทุกคน และทำให้ทุกคนยิ่งเกลียดหลีซู

แต่ไม่เลย

หลีซูกลับดูมีความสุขมาก และตอบกลับมาอย่างจริงใจสุดๆ ว่า “มีความสุขดีนะ”

มีความสุขดีนะ?

เป็นไปได้ยังไง?

เธอมีความสุขเรื่องอะไรกันแน่?

อย่างไรก็ตาม ไม่นานนักเธอก็รู้ว่าทำไมหลีซูถึงมีความสุข

เพราะจางเฉิงนำเอกสารทั้งหมดมาด้วย

“ทุกท่านลองดูให้ชัดๆ ก็ได้ครับ” จางเฉิงดันแว่นขึ้น ปลายนิ้วไล่ไปตามข้อมูลผู้ลงทุนบนหน้าแรกของเอกสาร น้ำเสียงชัดเจนดังกังวาน “เงินลงทุนหลักสองก้อนที่ช่วยให้บริษัทอยู่รอดได้ ผู้ลงทุนคือคุณหลีจุนและคุณหลีโย่ว คิดเป็นสัดส่วนหุ้น 30% และ 25% ตามลำดับ ปัจจุบันทั้งสองท่านได้ออกหนังสือมอบอำนาจเต็มแล้ว โดยมอบสิทธิ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับหุ้น ทั้งเรื่องการจัดสรรทรัพย์สินและอำนาจตัดสินใจ ให้คุณหลีซูเป็นผู้ดำเนินการแทนทั้งหมด นอกจากนี้...”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนมองไปยังเสิ่นเจี้ยนเฉินที่สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน แล้วเน้นเสียงหนักขึ้น “คุณหลีซูเองก็ถือหุ้น 25% ผ่านการลงทุนด้วยเงินส่วนตัว สัญญาทั้งสามฉบับผ่านการรับรองตามกฎหมายทั้งหมด มีผลทางกฎหมายสมบูรณ์ และสามารถตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทุกเมื่อ”

หลีจุน?

หลีโย่ว?

สองชื่อนี้ราวกับสายฟ้าสองสายที่ฟาดลงบนศีรษะของเสิ่นเจี้ยนเฉินอย่างแรง จนร่างกายของเขาแข็งค้าง รูม่านตาหดตัวทันที

เขาจะไม่รู้จักสองชื่อนี้ได้อย่างไร?!

หลีจุนคือผู้กุมอำนาจของกลุ่มบริษัทหลี ส่วนหลีโย่วคือทายาทของตระกูลหลี คนหนึ่งเป็นพ่อแท้ๆ ของหลีซู อีกคนเป็นพี่ชายแท้ๆ ที่เกิดจากแม่เดียวกัน!

ความทรงจำหลั่งไหลกลับมาราวกับคลื่น พร้อมด้วยการเสียดสีอันแหลมคม

ในปีนั้นหลีซูตั้งครรภ์โดยไม่คาดคิด ตระกูลหลีโกรธจนจะตัดขาดกับเธอ และสั่งให้เธอเอาเด็กออกแล้วกลับเข้าตระกูล

แต่หลีซูเป็นคนดื้อรั้น เธอออกจากบ้านโดยไม่เอาอะไรติดตัว และย้ายไปอยู่ในชุมชนเก่าโทรมๆ ชานเมืองที่ผนังกะเทาะหลุดล่อน

ตอนนั้นเขาคิดว่าหากไม่มีตระกูลหลีเป็นที่พึ่ง หลีซูก็เป็นเพียงผู้หญิงที่ท้องลูกไม่มีพ่อคนหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงการช่วยนำทรัพยากรหรือเส้นสายมาให้ แค่เลี้ยงตัวเองยังลำบาก ผู้หญิงแบบนี้แต่งเข้าบ้านมาก็มีแต่จะเป็นภาระ ไม่มีคุณค่าให้ใช้ประโยชน์ได้เลย

แต่ตอนนี้...