ทะลุมิติสู่โลกอสูรยุคบรรพกาล ปลูกผักทำไร่ใช้ชีวิต
ตอนที่ 12 — 012 - แผนการ
บทที่ 12 แผนการ
นางไม่รู้ว่าพวกเขาเรียกมีดว่าอะไร จึงทำได้เพียงอธิบายสิ่งที่ต้องการด้วยคำบรรยายกว้าง ๆ
มือของหนีเอ่อร์ยังขุดหลุมไม่หยุด พลางล้วงมีดกระดูกเล่มหนึ่งออกจากหนังสัตว์ที่คาดเอว แล้วโยนให้เซิ่งหลิงโดยตรง
เซิ่งหลิงรับมีดกระดูกมา ก่อนเริ่มทำเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับกับดัก เมื่อคำนึงถึงพละกำลังของเผ่าอสูร นอกจากเหลาไม้ให้แหลมคมแล้ว นางยังทาน้ำพิษจากสมุนไพรพิษที่เก็บมารอบด้านลงไปด้วย
หลังจัดวางกับดักบนพื้นและซ่อนร่องรอยทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว นางจึงเริ่มจัดการกับสิ่งที่อยู่เบื้องบนต่อ เพียงกำชับหนีเอ่อร์ว่า
“จำไว้ เครื่องหมายที่พวกเราทิ้งไว้ อย่าเหยียบลงบนกับดัก”
หนีเอ่อร์พยักหน้าอย่างเหม่อลอย เวลานี้เขาเริ่มเข้าใจรางๆแล้วว่าเซิ่งหลิงกำลังทำอะไร
มองเซิ่งหลิงที่ปีนอยู่บนต้นไม้ มือเท้าคล่องแคล่วว่องไว ดวงตาของหนีเอ่อร์ยิ่งสว่างขึ้นเรื่อย ๆ
ท่านอูอีเซิ่งหลิงช่างฉลาดนัก!
“ท่านอูอีเซิ่งหลิง... ท่าน... หรือว่า... หรือว่าท่านเป็นจื้อเจ่อ?” (จื้อเจ่อ ในที่นี้หมายถึงผู้หยั่งรู้)
ดวงตาหนีเอ่อร์เปล่งประกายด้วยความเลื่อมใส เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าเซิ่งหลิงไม่เพียงเป็นอูอี แต่ยังเป็นจื้อเจ่ออีกด้วย อย่างแรกสามารถช่วยรักษาสตรีและลูกอ่อน ผู้ที่เก่งกล้ายังช่วยเหล่านักรบอสูรได้ ส่วนอย่างหลังคือผู้มีปัญญา รู้หลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งสองต่างเป็นบุคคลที่ช่วยให้เผ่าแข็งแกร่ง เป็นผู้ที่ชนเผ่านับไม่ถ้วนให้ความเคารพและพยายามผูกมิตร แต่อูอีกับจื้อเจ่อนั้นหาได้ยากยิ่งในทวีปเผ่าอสูร หายากยิ่งกว่าสตรีเสียอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ที่มีทั้งสองฐานะพร้อมกัน
สาเหตุที่ทั้งสองประเภทมีน้อยนั้นมีหลายประการ แต่เหตุหลักที่สุดคือสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายของทวีปเผ่าอสูร เหล่าอสูรยังอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์ การสืบทอดองค์ความรู้ของทั้งสองด้านจึงมีอยู่น้อยยิ่ง อูอีเปรียบเสมือนหมอของเผ่ามนุษย์
แม้เผ่าอสูรบางเผ่าที่กินพืชจะแยกคร่าว ๆ ได้ว่าพืชใดมีพิษหรือไม่มีพิษ แต่พวกเขาไม่รู้วิธีใช้สมุนไพรรักษาคน ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการผสมสมุนไพรหลายชนิดร่วมกัน และพวกเขาก็ไม่กล้าทำเช่นนั้นด้วย หากใช้ยาผิด มิใช่เท่ากับทำร้ายผู้อื่นหรือ ยิ่งหากทำอันตรายต่อสตรีอันล้ำค่า ก็ยิ่งอภัยมิได้
ดังนั้นตำแหน่งอูอีจึงค่อย ๆ กลายเป็นสถานะศักดิ์สิทธิ์ สูงส่ง และมิอาจลบหลู่ ผู้ใดแอบอ้างเป็นอูอี จะถูกเผ่าอสูรทั้งหลายไล่ล่าสังหาร ส่วนจื้อเจ่อนั้น มิใช่ว่าเผ่าอสูรโง่เขลา ตรงกันข้าม เพราะได้รับผลจากสภาพแวดล้อม เหล่าอสูรต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการล่า อีกทั้งสายเลือดสัตว์ป่ายังฝังอยู่ในกระดูก นิสัยจึงมักตรงไปตรงมา จื้อเจ่อจำนวนมากจึงเป็นอสูรชราผู้ผ่านประสบการณ์มาโชกโชน แต่เพราะสภาพแวดล้อมเลวร้าย อัตราการตายของเผ่าอสูรจึงสูงมาก
อสูรที่มีชีวิตจนชรามีน้อยยิ่ง
เซิ่งหลิงบนต้นไม้ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับฐานะใหม่ที่ถูกยัดเยียดมาให้อีกอย่าง และยังคงยึดหลักเดิม ความเงียบคือทองคำ เมื่อทั้งสองลงมืออย่างรวดเร็วจนเสร็จทุกอย่างแล้ว ด้านนอกป่าหมอกสีรุ้งก็ยังไร้วี่แววคนในเผ่าที่วิ่งมาทางนี้ หนีเอ่อร์ยิ่งกังวลมากขึ้น เซิ่งหลิงจึงเริ่มเตรียมการชุดที่สอง
กองไฟจากเดิมกองเดียว ค่อย ๆ เพิ่มเป็นหลายกองและใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่เพราะที่นี่คือผืนป่า เซิ่งหลิงจึงเลือกตำแหน่งอย่างระมัดระวัง รอบด้านต้องไม่มีต้นไม้แห้งมากเกินไป ต้องเป็นจุดอับลม และต้องคอยระวังไม่ให้ไฟลามออกไป เมื่อจัดวางกองไฟทั้งสี่กองเสร็จแล้ว นางก็ใส่พืชชื้นน้ำหลายชนิดลงไป ทันใดนั้น ควันหนาทึบพลันพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า
“แค่ก แค่ก แค่ก!”
หนีเอ่อร์ถูกควันรมจนแทบลืมตาไม่ขึ้น เมื่อเห็นท่าทางทรมานของเขา เซิ่งหลิงจึงเอ่ยปลอบ
“เช่นนี้ ก็จะมีเผ่าอสูรสังเกตเห็นทางนี้”
เพราะต่อให้ไม่อยากเห็นก็ยาก ไฟไหม้ป่าทั้งที ผู้ใดจะไม่ระวังตัว บางทีพวกอสูรร่อนเร่อาจตกใจหนีไปด้วย เซิ่งหลิงภาวนาให้เป็นเช่นนั้นที่สุด