เมื่อฉันกลายเป็นลูกสุดรักของพ่อแม่สุดแกร่งในยุค 60
ตอนที่ 17 — 016
บทที่ 16 เด็กแสบตัวน้อยชอบยุแหย่
อินตั้นสะดุ้งโหยง ถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันที ในบ้านเขาไม่ได้รับความสำคัญเท่าจินตั้น จินตั้นเองก็เป็นพวกอันธพาลน้อยมาแต่ไหนแต่ไร เขาจึงชินกับการหลบอยู่ด้านหลังจินตั้น คอยประจบเอาใจแล้วเก็บผลประโยชน์ตามน้ำ ทุกครั้งเขาไม่เคยลงมือเอง ล้วนเป็นจินตั้นบังคับทั้งนั้น เพราะเหตุนี้ในสายตาคนอื่นภาพลักษณ์ของอินตั้นจึงยังพอใช้ได้ ไม่เลวร้ายชัดเจนเหมือนจินตั้น แต่เขาไม่คิดเลยว่า ความคิดเล็กๆ ในใจของตนจะถูกหมิงเฟย เด็กหญิงอายุหกขวบมองทะลุ
“ฉ...ฉัน...” สีหน้าเขาดูตื่นลนอย่างเห็นได้ชัด
หมิงเฟยมองภาพนั้น ใช้นิ้วแตะคางพลางยุแหย่ต่อ “พูดแล้วก็แปลกนะ พวกนายสองคนเป็นคนเอาฉันไปทิ้งบนเขาแท้ๆ ทำไมแม่ฉันไม่ตีอินตั้นล่ะ? หรือว่าอินตั้นแอบหลบอยู่ข้างหลังเงียบๆ อีกแล้ว?”
เธอได้ยินสวี่ชุ่ยฮวาพูดแล้วว่า ตอนนั้นอินตั้นไม่ปริปากสักคำ ไม่ยอมบอกด้วยซ้ำว่าเธออยู่ที่ไหน
คนที่อ้างว่าขี้ขลาดอ่อนแอ แต่เห็นน้องสาวเสี่ยงตายแล้วยังไม่พูดอะไรสักคำ จะเรียกว่าขี้ขลาดธรรมดาได้อย่างไร จินตั้นนั้นสมองไม่ค่อยมี ความร้ายของเขาแสดงออกมาตรงๆ แต่อินตั้นเจ้าเล่ห์กว่าจินตั้นมาก
คำพูดของหมิงเฟยทำให้จินตั้นนึกถึงเรื่องเมื่อสองวันก่อนขึ้นมาทันที สายตาที่มองอินตั้นเปลี่ยนจากสงสัยเป็นดุร้าย คราวนี้อินตั้นตื่นตระหนกจริงๆ หากถูกจินตั้นหมายหัว ต่อไปเขาจะยังมีชีวิตดีๆ ในบ้านได้อย่างไร? พ่อแม่ ปู่ย่าในบ้านล้วนรักจินตั้นมากกว่า อีกฝ่ายยังโตกว่าเขาอีก
“พี่ ผมเปล่านะ! ผมแค่ฟังพี่...”
“ฟังพี่? แบบเห็นจินตั้นโดนแม่ฉันตีแล้วยังไม่ช่วยน่ะหรือ?” หมิงเฟยทำหน้าครุ่นคิดก่อนพูดต่อ “เฮ้อ! พูดสิ ตอนจินตั้นโดนตี นายคงแอบดีใจอยู่ใช่ไหม? ดูเหมือนลุงใหญ่กับป้าสะใภ้จะรักจินตั้นมากกว่า เขาโดนตีแต่นายไม่โดน นายคงดีใจมากสินะ?”
อินตั้น “...”
“พี่เสี่ยวชี ไปกันเถอะ! พวกเราไปคั่วเกาลัดกิน!” หมิงเฟยไม่สนใจสองพี่น้องที่เริ่มบาดหมางกันอีก หันไปเรียกจู้เสี่ยวชีที่ยืนทำเหมือนไม่เกี่ยวข้องอยู่ด้านข้าง โบกมือให้เขา
แม้จู้เสี่ยวชีจะไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็รู้ว่าถ้าไม่ใช่เพราะหมิงเฟยกับจ้าวเอ้อร์หยาปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน เกาลัดของเขาคงไม่เหลือแม้แต่เม็ดเดียว จึงเดินตามไป ตอนนี้จินตั้นไหนเลยจะยังนึกถึงเกาลัด สำหรับเขา อินตั้นสำคัญกว่าเห็นๆ เขาคว้าคอเสื้ออินตั้นไว้แล้วซักถามทันที ถูกน้องชายที่ตนเคยใช้เป็นลูกน้อง ทั้งยังดูแคลนมาตลอดหลอกใช้ สำหรับเจ้าตัวแสบอย่างเขาแล้ว นี่เป็นเรื่องน่าอับอายอย่างยิ่ง
“หมิงเฟย! อย่าคิดว่ามีผู้หญิงคนนั้นหนุนหลังแล้วจะไม่ต้องกลัวอะไร! อีกไม่กี่วันอาสามฉันก็กลับมาแล้ว คอยดูเถอะ! ถ้าอาสามรู้ว่าแม่แกตีปู่ย่าของฉัน เขาไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่!”
เห็นหมิงเฟยกับพวกกำลังจะไป จินตั้นรีบตะโกนขู่ทันที ถ้าจะพูดว่าใครเก่งกว่าพ่อเขา ก็ต้องเป็นอาสามที่ทำงานเป็นกรรมกรอยู่ในเมืองนั่นแหละ เดิมทีหมิงเฟยเดินไปแล้ว แต่พอได้ยินก็หันกลับมา “อ้อ! งั้นฉันจะรอดูว่าอาสามของพี่จะไม่ปล่อยพวกฉันยังไง”
บ้านอาสามนั้นยังมีนางเอกกลับชาติมาเกิดอยู่คนหนึ่งด้วย แถมนางเอกกลับชาติมาเกิดคนนี้ยังจะกลับมาที่หมู่บ้านเสี่ยวหมิงจวงเองอีก
วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้อีกฝ่ายกลับชาติมาเกิดแล้วหรือยัง
ทั้งสามเดินไปจนถึงที่ลับตาคน จู้เสี่ยวชีรีบถอยห่างจากหมิงเฟยกับจ้าวเอ้อร์หยาในทันที ราวกับกลัวว่าสองคนนี้จะมาแย่งเกาลัดที่เขาหาได้ยากเย็น ความจริงด้วยมันเทศของหมิงเฟย ถุงเสบียงเล็กๆ ที่สวี่ชุ่ยฮวาให้ และข้าวที่แลกมาจากกับข้าวไก่ตุ๋นกะหล่ำปลี เขายังพอประทังไปได้อีกระยะ แต่จะให้อยู่ถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ยังไงก็ไม่พอ เกาลัดพวกนี้สำคัญกับเขามาก
“พวกเราไม่เอาเกาลัดของพี่หรอก เมื่อกี้แค่หลอกจินตั้นกับอินตั้นเท่านั้น”
หมิงเฟยเห็นท่าทางหวงของกินของจู้เสี่ยวชีแล้วรู้สึกเหมือนลูกหมาป่าตัวน้อยที่บ้าน จึงรีบอธิบาย
ของกินเล่นกับเสบียงเอาชีวิตรอดของคนอื่น มันคนละเรื่องกัน
จ้าวเอ้อร์หยาก็พยักหน้ารัว “ใช่ พวกเราไม่เอา เกาลัดที่พี่หาได้ก็คือของพี่ พวกเราไม่เหมือนจินตั้นกับพวกนั้น” อย่างน้อยเธอยังมีย่าสามจ้าวคอยปกป้อง
แต่บ้านจู้เสี่ยวชีนั้นไม่มีผู้ใหญ่แล้ว แม้ทีมผลิตจะช่วยดูแลอยู่บ้าง แต่ทีมผลิตเองก็ยากจนมาก อีกทั้งจู้เสี่ยวชียังเป็นเด็กหนุ่มวัยกำลังกินกำลังโต กินเก่งเหลือเกิน
เฮ้อ! เขายังอายุน้อย หาแต้มงานไม่ได้มากนัก พอจู้เสี่ยวชีได้ยินทั้งสองพูดเช่นนั้นก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเปิดถุงในมือ หยิบเกาลัดสองกำมายื่นให้ “ขอบคุณที่เมื่อกี้ช่วยฉัน”
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ได้เกาลัดกลับไปแม้แต่เม็ดเดียว
“ไม่ต้องๆ พี่เก็บไว้เถอะ พี่ช่วยฉันไว้นะ” หมิงเฟยไม่อยากยื้อยุดกันเพราะเกาลัดแค่กำเดียว จึงลากจ้าวเอ้อร์หยาเดินไปทันที
เดินไปได้ครึ่งทาง เห็นจ้าวเอ้อร์หยานิ่งเงียบผิดปกติ หมิงเฟยอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง เพราะเด็กช่างเมาท์คนนี้ปกติพูดจ้อทั้งวัน แทบไม่เคยเงียบเลย
“เฟยเฟย ที่เธอบอกว่าจู้เสี่ยวชีช่วยเธอไว้ หมายความว่าอะไร?”
เธออยากรู้จริงๆ “ฉันไม่ค่อยขึ้นเขา จินตั้นพาฉันไปที่แปลกๆ ฉันหาทางลงเขาไม่เจอ แล้วบังเอิญเจอพี่เสี่ยวชี เขาเลยพาฉันลงมา” หมิงเฟยเห็นอีกฝ่ายแค่สงสัยเรื่องนี้ก็ถอนหายใจโล่งอกก่อนอธิบาย “พอถึงกลางทางฉันเดินไม่ไหว เขายังแบกฉันวิ่งตั้งช่วงหนึ่งด้วย”
“อ้อ...” จ้าวเอ้อร์หยาทำหน้าครุ่นคิด “นี่มันที่ในงิ้วเรียกว่าบุญคุณช่วยชีวิตหรือเปล่า? ถ้าอย่างนั้นต้องตอบแทนด้วยการแต่งงานไหมอ่ะ? ในงิ้วเขาพูดกันแบบนี้นี่”
หมิงเฟย “...” เธอยกมือเคาะหัวจ้าวเอ้อร์หยาไปหนึ่งที บุญคุณช่วยชีวิตแล้วตอบแทนด้วยการแต่งงานอะไรกัน! เธอเพิ่งหกขวบ! จู้เสี่ยวชีก็เพิ่งเก้าขวบ!
“จ้าวเอ้อร์หยา! ถ้ายังพูดมั่วอีกฉันไม่เล่นกับเธอแล้ว!” เด็กเจ็ดขวบคิดเรื่องอะไรกันอยู่เนี่ย!
จ้าวเอ้อร์หยาปิดปากตัวเองทันที หมิงเฟยกรอกตา ก่อนเดินกลับต่อ
พอถึงหน้าบ้าน จ้าวเอ้อร์หยาจึงแยกกลับบ้านของตัวเองไป หมิงเฟยผลักประตูเข้าไปก็เห็นว่าสวี่ชุ่ยฮวากับหมิงเอ้อร์เต๋อกลับมาแล้ว
คืนนั้นเอง สวี่ชุ่ยฮวาลุกจากเตียงอย่างเบามืออีกครั้งแล้วออกจากบ้านไป หมิงเฟยซุกตัวลึกเข้าไปในผ้าห่มอุ่นๆ ก่อนหลับตาลงอีกหน
เช้าวันต่อมา หมิงเฟยก็รู้ในที่สุดว่าสองคืนมานี้สวี่ชุ่ยฮวาแอบออกไปทำอะไร
“แม่หมายความว่า กลางดึกแม่ออกไปข้างนอกแล้วบังเอิญเจอกวางสองตัวหนาวตาย พอเมื่อคืนก็แอบแบกเข้าเมืองไปขาย แล้วดันมีคนอยากซื้อพอดี เลยได้เงินมามากขนาดนี้ ใช่ไหมคะ?”
หมิงเฟยมองธนบัตรก้อนโตที่วางอยู่ตรงหน้า ก่อนเงยหน้ามองสวี่ชุ่ยฮวาที่ทำสีหน้ามั่นใจ แล้วถามอย่างลังเล
“ใช่ ถูกต้อง ก็เป็นแบบนั้นแหละ บังเอิญพอดี” เธอจะให้พูดได้อย่างไร ว่าพอได้ยินหมิงเฟยบอกว่าแถวนั้นมีหมูป่า ก็เลยคิดจะไปลองเสี่ยงดวง ถ้าไม่เจอหมูป่าก็เดินลึกเข้าไปในเขาหาอย่างอื่นต่อ? ผู้ชายบ้านนี้ขวัญอ่อน ถ้าทำให้คนของเธอตกใจขึ้นมาจะทำอย่างไร
หมิงเอ้อร์เต๋อ “...” เขาหยิบเงินบนโต๊ะมานับ หนึ่งร้อยเจ็ดสิบสองหยวน ครอบครัวพวกเขาเก็บเงินมาหลายปี ยังมีเงินเก็บเพียงสิบกว่าหยวนเท่านั้น เนื้อกวางบำรุงร่างกาย ราคาแพงกว่าเนื้อหมูมาก แถมไม่ต้องใช้คูปองอาหาร กวางสองตัวขายได้ราคานี้ก็ไม่แปลก
แต่...ไม่เก่งเกินไปหน่อยหรือ? นี่เพิ่งสองคืนเอง หมิงเอ้อร์เต๋อรู้สึกว่า ศึกชิงตำแหน่งเสาหลักของบ้าน ดูเหมือนตนจะเริ่มตามหลังแล้ว
บังเอิญหมิงเฟยก็คิดเหมือนกันว่าพ่อของตนเริ่มตามหลัง ที่สำคัญกว่านั้นอีก หมิงเอ้อร์เต๋อไปทวงหนี้หมิงซานเต๋อ นั่นยังเป็นงานครั้งเดียวจบ
แต่ดูจากท่าทีของสวี่ชุ่ยฮวา... ถ้าอยากหาเนื้อไปขายลับๆ เพิ่มอีก คงไม่ใช่เรื่องยากอะไรจริงๆ
หมิงเอ้อร์เต๋อมองเงินในมือ ก่อนมองสวี่ชุ่ยฮวาที่กำลังยืนอย่างภาคภูมิใจอยู่ข้างๆ แล้วเริ่มรู้สึกว่าแบบนี้ไม่ได้ เขาต้องคิดหาทางอื่นแล้ว
หมิงเฟยเคยได้ยินเรื่องตลาดมืดของยุคนี้มานานแล้ว แต่เด็กตัวแค่เธอยังไม่เคยไปจริงๆ แม้แต่เจ้าของร่างเดิมก็แทบไม่เคยไป เห็นปฏิกิริยาของสวี่ชุ่ยฮวา เธอก็รู้ทันทีว่าเมื่อคืนอีกฝ่ายคงรีบไปขายเนื้อกวางที่ตลาดมืดในเมืองตั้งแต่เช้ามืด
“แม่คะ แม่ไปตลาดมืดมาใช่ไหมคะ? เก่งมากเลย ขยันมากด้วย หนูไม่เคยเห็นเงินเยอะขนาดนี้มาก่อน นับแทบไม่ถูกเลย!”
เดิมทีสวี่ซู่หลานก็เคยนำสมุนไพรไปขายที่ตลาดมืดเป็นบางครั้ง สวี่ชุ่ยฮวาคนเดิมเคยตามไปช่วย จึงคุ้นเคยกับตลาดมืดไม่น้อย ตอนนี้สวี่ชุ่ยฮวาคนใหม่มาอยู่แทน ยิ่งเหมือนปลาได้น้ำ สวี่ชุ่ยฮวายิ้ม แต่ไม่พูดอะไร หมิงเฟยเห็นหมิงเอ้อร์เต๋อทำหน้าครุ่นคิด พอชมสวี่ชุ่ยฮวาเสร็จก็รีบหันไปปลอบเขาทันที
“พ่อคะ วันนี้หนูเจอจินตั้น เขาบอกว่าอีกไม่กี่วันอาสามจะกลับมา ถึงตอนนั้นพ่อก็ไปทวงหนี้อาสามได้แล้วนะ”
ต้องวางตัวเป็นกลาง ให้ความสำคัญเท่ากันทั้งสองฝ่าย ตามนิสัยพ่อใหม่ของเธอ เขาน่าจะทวงเงินจากหมิงซานเต๋อได้จริง ตอนนี้เธอสงสัยเพียงอย่างเดียวว่า หมิงซานเต๋อไปติดหนี้พ่อของเจ้าของร่างเดิมไว้เพราะอะไร แถมดูเหมือนจะเป็นเงินก้อนใหญ่เสียด้วย ถ้าพ่อของนางเอกติดหนี้บ้านเจ้าของร่างเดิมจริง ถ้าอย่างนั้นที่นางเอกเพิกเฉยต่อเจ้าของร่างเดิมก็ไม่ค่อยเหมาะเท่าไร หรือคิดจะรอให้เจ้าหนี้ตายแล้วหนี้สูญ? ในฐานะตัวประกอบหญิงที่มีชีวิตสั้นและน่าสงสาร หมิงเฟยไม่ได้ชอบหมิงฟางนัก แต่ก็ไม่ได้เกลียด
เพียงแต่ตอนนี้...
“พี่รอง นายเก็บเงินไว้เถอะ เงินของบ้านเราก็ควรให้นายเป็นคนดูแล เรื่องฟืนข้าวน้ำมันเกลือล้วนต้องให้นายคอยจัดการ ไว้วันหลังไปซื้อผ้ามาสองผืน ทำเสื้อใหม่เถอะ เสื้อของนายกับเฟยเฟยขาดหมดแล้ว แถมไม่ค่อยอุ่นด้วย”
พูดถึงตรงท้าย สวี่ชุ่ยฮวาก็รู้สึกสงสารขึ้นมา หมิงเอ้อร์เต๋อไม่มีปัญหากับการเก็บเงิน เพราะมีเงิน เขาก็สามารถเอาเงินไปต่อเงิน ทำอะไรได้อีกมาก แต่พอสวี่ชุ่ยฮวาพูดแบบนี้ เขากลับรู้สึกเหมือนตนเป็นแม่บ้านใหญ่ที่คอยดูแลงานในเรือน เงินในมือพลันร้อนขึ้นมาทันที
“ปีใหม่จะได้เสื้อใหม่หรือ?” ในยุคที่เสื้อหนึ่งตัวใส่สามปี ปะอีกสามปี แล้วปะต่ออีกสามปี เสื้อใหม่หนึ่งชุดมีแรงดึงดูดมหาศาล อย่างน้อยสำหรับหมิงเฟยก็ใช่
ฤดูหนาวนี้เธอมีเสื้อฝ้ายเพียงตัวเดียว เพื่อกันไม่ให้เสื้อฝ้ายสกปรกจนไม่มีตัวเปลี่ยน จึงต้องใช้เศษผ้ามาเย็บเป็นเสื้อคลุมสวมทับ เวลาซักก็ซักแค่เสื้อคลุม ถ้ามีเสื้อใหม่ล่ะก็ เธอจะเป็นเด็กที่เด่นที่สุดในหมู่บ้านเสี่ยวหมิงจวง!
“ใช่! รอพ่อทวงหนี้จากอาสามได้แล้วจะทำให้ลูก!”
เลี้ยงดูครอบครัว! พ่อจะทำเอง! รอไม่ได้แล้ว! ในที่ที่ของใช้ขาดแคลนแบบนี้ ผู้หญิงได้เปรียบกว่าอย่างเห็นได้ชัด เขาจะยอมตามหลังไม่ได้
“เยี่ยมเลย!”
“แม่จะทำให้ลูกก่อน” หมิงเฟยเงียบไป
“อีกอย่าง เงินก้อนนี้ให้ฉันถือไว้คงไม่เหมาะ ไม่อย่างนั้น...” หมิงเอ้อร์เต๋อมองเงินในมือ เขาไม่อยากจัดการเรื่องนี้จริงๆ มันเหมือนบทบาทแม่บ้านใหญ่เกินไป หมิงเฟยนึกถึงบทที่ตัวเองกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวชั่วคราว ก็สะดุ้งรีบถอยหลังหนึ่งก้าว
นี่เกือบสองร้อยหยวนเลยนะ! เงินมากที่สุดที่เจ้าของร่างเดิมเคยถือยังแค่หนึ่งเหมา ผู้ใหญ่สองคนคงไม่คิดจะให้เด็กดูแลเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้จริงๆ ใช่ไหม? หมิงเอ้อร์เต๋อเห็นปฏิกิริยาของหมิงเฟยก็หัวเราะออกมา “ล้อเล่นหรอก ให้แม่ของพวกเราเก็บไว้เถอะ”
สวี่ซู่หลาน สวี่ชุ่ยฮวาแน่นอนว่าไม่มีความเห็นค้าน หมิงเอ้อร์เต๋อเห็นสวี่ชุ่ยฮวาหาเงินกลับมาได้มากขนาดนี้ ในใจก็เริ่มร้อนรน หวังเพียงให้หมิงซานเต๋อกลับมาเร็วๆ
หมิงเฟยเองก็อยากรู้ว่าหมิงซานเต๋อติดหนี้บ้านตนเรื่องอะไร และหวังให้เขากลับมาเร็วๆ เช่นกัน เธอยังสนใจหมิงฟาง นางเอกกลับชาติมาเกิดอยู่บ้าง
ส่วนบ้านหมิงต้าเต๋อก็หวังให้หมิงซานเต๋อกลับมาช่วยทวงความเป็นธรรม ช่วยหนุนหลังให้พวกตน จึงเฝ้ารอให้หมิงซานเต๋อพาภรรยาและลูกกลับมาเร็วๆ เช่นกัน
สรุปแล้วไม่ว่าเพราะเหตุผลอะไร ทุกคนต่างก็ตั้งตารอหมิงซานเต๋อกลับมา เดิมทีหมิงซานเต๋อมักจะรอจนใกล้สิ้นปีอีกสองสามวันจึงพาภรรยาและลูกกลับบ้าน แต่ครั้งนี้พ่อเฒ่าหมิงรอไม่ไหว ให้คนไปส่งข่าวเร่งเขากลับมา บอกว่าที่บ้านเกิดเรื่องแล้ว หมิงฟางวัยหกขวบพอได้ยินว่าหมิงซานเต๋อจะกลับหมู่บ้านเสี่ยวหมิงจวง ก็บอกว่าคิดถึงปู่ย่า อยากตามไปด้วย
ดังนั้นหมิงซานเต๋อจึงพาหมิงฟาง ขี่จักรยานกลับมา ท่ามกลางความคาดหวังของทุกคน
หมิงเฟยนั่งอยู่หน้าประตู กำลังดูตำราภาพสมุนไพรจีนที่สวี่ซู่หลานหามาให้ พอเห็นหมิงซานเต๋อปั่นจักรยานพาหมิงฟางกลับมา ดวงตาก็สว่างวาบทันที ก่อนหันตะโกนเข้าไปในลานบ้าน
“พ่อ! อาสามกลับมาแล้ว!”
เร็วเข้า! ทวงหนี้! หมิงฟางที่นั่งอยู่ท้ายจักรยานหันหน้ามา สายตาจับจ้องหมิงเฟยอย่างพินิจพิเคราะห์
หมิงเฟยสบตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและการสำรวจของอีกฝ่าย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง
อ้อ! นางเอกกลับชาติมาเกิดตั้งแต่ตอนนี้แล้วหรือ?