← สารบัญ เมื่อฉันกลายเป็นลูกสุดรักของพ่อแม่สุดแกร่งในยุค 60

เมื่อฉันกลายเป็นลูกสุดรักของพ่อแม่สุดแกร่งในยุค 60

ตอนที่ 3002

บทที่ 2 แม่หมาป่ากับเด็กชายเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง

ลูกหมาป่าดูเพิ่งอายุครบเดือนได้ไม่นาน ขนฟูดูน่ารักมาก แต่หมิงเฟยไม่กล้าอยู่ต่อเลยสักนิด ลุกขึ้นแล้ววิ่งทันที แม้จากเสียงเมื่อครู่ มีโอกาสสูงว่าแม่หมาป่าจะเกิดเรื่องไปแล้ว แต่ถ้าไม่ล่ะ? ถ้ามันไม่เป็นอะไรแล้วกลับมาหาลูกล่ะ? ถ้าหมูป่าตัวนั้นไล่ฆ่าลูกหมาป่าตามมาล่ะ? เธอเป็นแค่เด็กหกขวบคนหนึ่ง ไม่กล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงกับความเป็นไปได้นั้น

ลูกหมาป่าตัวนั้นก็ไม่รู้เป็นอะไร พอเห็นหมิงเฟยลุกขึ้นวิ่ง มันกลับก้าวขาสั้น ๆ ตามมาด้วยพอดี แต่ตอนนี้หมิงเฟยทั้งเหนื่อย ทั้งหิว ทั้งกระหายน้ำ วิ่งเร็วไม่ได้เลย ส่วนลูกหมาป่าตัวนั้นถูกแม่หมาป่าปกป้องมาอย่างดี ไม่ได้บาดเจ็บอะไร วิ่งตามอยู่ข้างๆแถมยังแซงเธอไปอีก

หมิงเฟย “……”

บทที่ถูกลูกหมาป่าแซง เธอรู้สึกจริงๆว่าภาพที่มันหันกลับมามองเธอนั้นเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย

พอวิ่งไปจนถึงที่สุด หมิงเฟยก็เริ่มสิ้นหวังแล้ว เธอวิ่งต่อไม่ไหวจริง ๆ ได้แต่นั่งลงพักก่อนสักครู่

ศีรษะยิ่งมึน มือเท้าก็อ่อนแรง ลำคอเหมือนมีกองไฟเล็ก ๆ กำลังเต้นเร่าอยู่ข้างใน ไม่รู้ว่าข้างล่างเขาเป็นอย่างไรบ้าง

เธอยังหอบได้ไม่กี่เฮือก สีหน้าของหมิงเฟยก็เปลี่ยนไปทันที รีบลุกขึ้นปีนต้นไม้ เพียงแต่ครั้งนี้เธอหมดแรงจริง ๆ ปีนสองครั้งก็ยังไม่ขึ้น ครั้งที่สามถึงค่อย ๆ ปีนขึ้นไปได้อย่างสั่น ๆ ระหว่างนั้นมือยังถูกหนามบนต้นไม้ขีดเอาด้วย

ลูกหมาป่าด้านล่างเห็นท่าทางเคร่งเครียดของหมิงเฟยก็พยายามปีนตามขึ้นมาเช่นกัน แต่มันปีนต้นไม้ไม่เป็น จึงได้แต่ร้องอ้าว ๆ อยู่ข้างล่างด้วยความร้อนใจ ทว่าไม่นานมันก็หยุดร้อง หันตัวแล้ววิ่งไปทางพุ่มไม้ไม่ไกลอย่างรวดเร็ว แม่หมาป่าตามมาจริงหรือ?

ในใจหมิงเฟยได้แต่ภาวนาให้แม่หมาป่าถูกหมูป่าทำร้ายหนัก จนอย่างน้อยเมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้ทำอันตรายลูกหมาป่า มันจะได้พาลูกไปแล้วจากไป ก่อนที่ลูกหมาป่าจะวิ่งไปถึง หมาป่าแม่ที่ตาบอดข้างหนึ่ง เลือดท่วมตัวก็โผล่ออกมาจากพุ่มไม้เสียก่อน หมิงเฟยอยู่บนต้นไม้ยังมองเห็นแผลบนหลังของมันได้ชัด เนื้อลึกจนเห็นถึงกระดูก หนังและเนื้อเปิดอ้า ท้องก็ดูเหมือนถูกเขี้ยวหมูป่าแทงเป็นรู หมิงเฟยยังเห็นอวัยวะภายในราง ๆ อีกทั้งขาหน้าซ้ายของมันก็ห้อยบิดผิดรูปอยู่

ไม่รู้จริงๆว่ามันในสภาพนี้ตามหามาถึงที่นี่ได้อย่างไร พอเห็นลูกหมาป่า แม่หมาป่าก็ก้มลงเลียหัวมัน จากนั้นก็ฝืนไม่ไหวล้มลง สายตาดุดันจับจ้องหมิงเฟยที่เกาะอยู่บนต้นไม้อย่างไม่วาง ราวกับว่าขอเพียงหมิงเฟยคิดจะทำอันตรายลูกหมาป่า มันก็จะพุ่งเข้ามากัดคอเธอให้ขาด หมาป่าตัวนี้ไม่รอดแน่

หมิงเฟยกลืนน้ำลายลงคอ คิดอย่างมั่นใจอยู่ในใจ แต่ถึงจะรู้ว่าแม่หมาป่าใกล้ตายแล้ว เธอก็ยังไม่ลงไป กลัวจะต้องเจอกับการโต้กลับเฮือกสุดท้ายของมัน ร่างเล็กๆของเธอรับไม่ไหวแน่

อีกอย่าง เธอก็ไม่รู้ว่าหมูป่าตัวนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ตามมาหรือยัง อย่างน้อยตอนนี้เธอยังไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวอื่นรอบ ๆ เพิ่งคิดได้แค่นั้น ลูกหมาป่าที่ร้องครางอย่างร้อนใจวนอยู่รอบแม่หมาป่าก็พลันชันหูขึ้น จากนั้นก็สั่นตัวมุดเข้าไปอยู่ระหว่างขาหน้าของแม่มัน ราวกับอยากเอาร่างทั้งร่างฝังเข้าไปเสียตรงนั้น

เห็นปฏิกิริยาของลูกหมาป่าแล้ว ใจของหมิงเฟยก็ลอยขึ้นไปจุกอยู่ที่คออีกครั้ง สายตาก็กวาดมองตามต้นไม้รอบด้านอย่างรวดเร็ว ต้นไม้ที่เธอเลือกครั้งนี้ใหญ่และแข็งแรงกว่าต้นก่อน อีกทั้งมีแม่หมาป่าอยู่ หมูป่าคงไม่หันมาสนใจเธอหรอก

ผ่านไปราวสี่ห้านาที หมิงเฟยก็ได้เห็นผู้มาเยือนในที่สุด ไม่ใช่หมูป่าแต่เป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าบาง ๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปะ เนื้อตัวมอมแมม กำลังมองหมิงเฟยที่ห้อยอยู่บนต้นไม้อย่างตกใจ เห็นชัดว่าอีกฝ่ายจำเธอได้ จึงรีบเดินเร็วๆเข้ามา

“อย่าเข้ามา! มีหมาป่า!”

เธอไม่รู้ว่าแม่หมาป่าตายหรือยัง เด็กชายที่เข้ามานั้นจริง ๆ แล้วก็แก่กว่าเธอแค่สองปี แม้เจ้าของร่างเดิมจะไม่คุ้นเคยนัก แต่ก็อยู่กองการผลิตเดียวกัน ยังไงก็ต้องรู้จักกันแน่ ถ้าเข้ามาโดยผลีผลามแล้วถูกแม่หมาป่าโจมตีจะทำอย่างไร?

แม่หมาป่าไม่ขยับมาพักใหญ่แล้ว แต่ดวงตายังคงจ้องมาทางหมิงเฟยอยู่ ใครจะไปรู้ว่ามันแกล้งตายหรือเปล่า? สัตว์อย่างหมาป่าน่ะฉลาดมาแต่ไหนแต่ไร จะแกล้งตายหรือแกล้งหลับก็ไม่ใช่เรื่องยาก

พอได้ยินเสียงตะโกนของหมิงเฟย เด็กชายคนนั้นก็ชะงักฝีเท้า ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันตัวไปปีนต้นไม้ข้าง ๆ ทันที จากนั้นหมิงเฟยก็หักกิ่งไม้จากต้นข้างตัว ขว้างใส่ร่างแม่หมาป่าอย่างแรง

ต่อให้แกล้งตาย พอโดนฟาดแบบนี้สัตว์ป่าก็ต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยสัญชาตญาณ กิ่งไม้นั้นตกลงไปโดนแผลบนหลังของแม่หมาป่าอย่างแม่นยำ แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหว

เด็กชายที่เกาะอยู่บนต้นไม้รออีกครู่หนึ่ง เห็นว่าแม่หมาป่ายังไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย จึงกัดฟันตะโกนบอกหมิงเฟย “หมิงเฟย อย่าขยับนะ ฉันจะลงไปดู!”

“นายระวังหน่อย”

ตอนเด็กชายลงไป ในมือยังถือไม้ท่อนหนึ่งหนาพอๆกับท่อนแขนไว้ด้วย ถ้ามีอะไรผิดปกติก็จะได้รีบปีนขึ้นต้นไม้ เขาคล่องแคล่วกว่าหมิงเฟยมาก ไม้ในมือเขาเขี่ยร่างแม่หมาป่า มันก็ยังไม่ขยับ ลูกหมาป่าดูเหมือนจะตกใจ มุดหน้ามุดตัวเข้าไปที่ท้องแม่อย่างแรง พอแน่ใจว่าแม่หมาป่าตายแล้ว เด็กชายก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินมาทางต้นไม้ที่หมิงเฟยอยู่

“หมาป่าตายแล้ว ลงมาเถอะ”

หมิงเฟยพอผ่อนคลาย ใจก็แทบทำให้เธอร่วงลงจากต้นไม้ตรงนั้น ดีที่เด็กชายเห็นท่าไม่ดี รีบยื่นมือมารับไว้ทัน ต่างจากหมิงเฟย เสื้อผ้าบนตัวเด็กชายบางมาก กางเกงสีดำที่ขาเห็นชัดว่าไม่รู้เก็บของใครมาใส่ ตัวใหญ่โคร่งมาก บริเวณหัวเข่ายังขาดเป็นรูหนึ่งรู ส่วนเท้ายังใส่รองเท้าผ้าของฤดูใบไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วงอยู่ รองเท้าผ้าคู่นั้นยังปริอ้า ราวกับกำลังอ้าปากหัวเราะโง่ ๆ ส่วนหมิงเฟยแม้จะดูมอมแมม แต่เธอสวมเสื้อกันหนาวผ้าฝ้ายหนา กางเกงผ้าฝ้ายหนา เท้ายังใส่รองเท้าบุนวมอยู่

“ขอบใจนะ”

“ไม่เป็นไร”

หมิงเฟยพักหายใจครู่หนึ่ง ก้มมองแม่หมาป่าแวบหนึ่ง ตามแนวสายตาที่พร่ามัวของมันยังมองออกได้ว่าท้ายที่สุดมันกำลังจับจ้องต้นไม้ที่เธอนั่งเมื่อครู่อยู่ หมาป่าตัวนี้จนตายก็ยังระวังว่าเธอจะทำอันตรายลูกของมัน แต่ก็... หมิงเฟยจ้องซากแม่หมาป่าแล้วกลืนน้ำลาย เนื้อหมาป่าไม่อร่อย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็นเนื้อนะ! นั่นมันเนื้อเชียวนะ!

“ฉันหาทางลงเขาไม่เจอแล้ว นายพาฉันลงเขาได้ไหม?” หมิงเฟยดึงสายตากลับจากร่างแม่หมาป่า เอ่ยถามเด็กชายมอมแมม เธอรู้ว่าเขาต้องรู้ทางลงเขาแน่ จึงรีบขอความช่วยเหลือ และเขาก็ตอบตกลงแทบไม่ต้องคิด ต่างก็อยู่กองการผลิตเดียวกัน

เขาก็รู้ว่าหมิงเฟยร่างกายไม่ดี อีกทั้งถึงหมิงเฟยจะไม่ได้พูด แต่เขาก็มองออกว่าสภาพของหมิงเฟยตอนนี้แย่มาก ใบหน้าไม่มีสีเลือดเลยแม้แต่น้อย ริมฝีปากก็ออกเขียวเล็กน้อย เขาเห็นหมิงเฟยอยู่ในกองการผลิตบ่อย ๆ แม้บ้านเธอจะจน แต่พ่อแม่ของหมิงเฟยดีกับเธอมากมาก ตัวเธอสะอาดสะอ้านอยู่เสมอ เปียเล็ก ๆ ของเธอก็เรียบร้อยที่สุดในกองการผลิตมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เธอกลับไม่มีเค้าความสะอาดเป็นระเบียบแบบที่เคยอยู่ในกองการผลิตเลย

เขาไม่ได้ถามว่าทำไมหมิงเฟยถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียว เพียงแต่ลังเลนิดหนึ่งแล้วล้วงกระเป๋าเสื้อที่เต็มไปด้วยรอยปะ ควานอยู่พักหนึ่งก็หยิบลูกพลับสีเหลืองส้มออกมาลูกหนึ่ง เขาขึ้นเขามาก็เพื่อหาอะไรกิน และก็หวังอยู่เหมือนกันว่าถ้าโชคดีอาจจับกระต่ายหรือไก่ป่าได้ยิ่งดี ลูกพลับนี้เขาเจอในพุ่มไม้ ด้านบนยังถูกนกจิกจนแตก แต่ขอแค่กินได้ก็พอ เขาไม่ถือ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าหมิงเฟยอาการไม่ค่อยดี เขาก็ไม่ยอมเอาออกมาหรอก

“ให้เธอกิน แต่พอลงเขาแล้วเธอต้องคืนให้ฉันนะ”

คิดไปคิดมาเขาก็ยังเสียดายอยู่ จึงกำชับไว้ประโยคหนึ่ง ตาของหมิงเฟยเป็นประกาย รับลูกพลับมากัดคำหนึ่ง กลิ่นหอมหวานก็เต็มปากทันที กระตุ้นให้เธอรีบเอาของสิ่งนี้ลงท้องให้เร็วที่สุด

“นายมีของกินเองไหม?”

“ฉันกินไปลูกหนึ่งแล้ว พวกเรารีบลงเขาเถอะ”

เขาดึงสายตากลับจากหมาป่าด้วยความอาลัย เช่นเดียวกับหมิงเฟย เขาก็เสียดายเนื้อเหมือนกัน แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามามัวอยากกินเนื้อ หมาป่าตัวนี้บาดเจ็บหนักขนาดนี้ แผลยังอุ่นอยู่เลย ของที่ทำร้ายมันอาจยังอยู่ใกล้ ๆ จะอยู่ต่อไม่ได้เด็ดขาด

หมิงเฟยพยักหน้า กินไปด้วย เดินตามลงเขาไปด้วย แต่เธอเหนื่อยเกินไป เดินตามฝีเท้าคนข้างหน้าไม่ทัน ทำให้เด็กชายที่เดินอยู่ข้างหน้าชักรำคาญ

“ฉันจะแบกเธอลงไป แล้วพอลงไปถึงข้างล่าง เธอต้องให้มันเทศฉันสามหัว ตกลงไหม?”

มันเทศสามหัวพอให้เขากินได้ทั้งวัน ถ้ากินประหยัดหน่อย สองวันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

หมิงเฟยดีใจในใจ รีบพยักหน้าติด ๆ กัน “ฉันให้หกหัวเลย!”

เธอรู้ว่าการแบกเธอลงเขาเป็นเรื่องเหนื่อยมาก แต่เธอไม่มีเวลาแล้วจริง ๆ ต้องรีบกลับไปให้เร็วที่สุด และคำพูดของเธอก็เห็นชัดว่าทำให้อีกฝ่ายพอใจกับค่าตอบแทนที่สัญญาไว้ เขาจึงย่อตัวลงทันที ส่งสัญญาณให้หมิงเฟยขึ้นมา

หมิงเฟยหมอบลงบนแผ่นหลังที่ไม่ได้นับว่าแข็งแรงนักนั้น แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองถูกแบกวิ่งเหยาะ ๆ ขึ้นมาทันที ถึงเพิ่งรู้ว่าก่อนหน้านี้อีกฝ่ายลดความเร็วลงเพื่อรอเธอไว้มากแค่ไหน วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว เด็กผู้ชายคนนั้นก็ย่อตัวลงเก็บอะไรบางอย่างขึ้นมา แล้วยัดใส่อ้อมแขนหมิงเฟยก่อนจะเดินต่อ

หมิงเฟยที่มือข้างหนึ่งกอดคอเด็กผู้ชาย อีกข้างถือกินลูกพลับอยู่ รู้สึกว่ามีของขนฟูถูกยัดเข้ามาในอ้อมแขน ลูกหมาป่าดูเหมือนตกใจมาก เบียดตัวแน่นอยู่กับเธอ

หมิงเฟย “???” เก็บลูกหมาป่ามาด้วยทำไมเนี่ย?

ขณะเดียวกัน ด้านล่างเขาที่หมิงเฟยเป็นห่วงอยู่ ตอนนี้วุ่นวายไปหมดแล้ว สวี่ชุ่ยฮวาหาหมิงเฟยไม่เจอ พอมีคนเตือนก็รีบไปถามจินตั้น แต่พี่น้องจินตั้นกับอินตั้นกลับปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ยอมรับว่าพาหมิงเฟยไปไหน ถ้าไม่ใช่เพราะสวี่ชุ่ยฮวาเห็นสีหน้าทั้งคู่มีพิรุธจริงๆคงเชื่อไปแล้ว

เธอไม่เข้าใจเลย ทั้งที่เธอกับหมิงเอ้อร์เต๋อดีกับหลานสองคนนี้ขนาดนั้น ทำไมพวกเขาถึงพาลูกสาวของเธอไป แล้วยังไม่ยอมบอกว่าอยู่ที่ไหน พอนึกถึงปกติที่บ้านหมิงต้าเต๋อแสดงความไม่ชอบและมุ่งร้ายต่อหมิงเฟยอยู่เสมอ สวี่ชุ่ยฮวาก็รู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมา ได้แต่ไล่ถามที่อยู่ของหมิงเฟยไม่หยุด

สามีนอนอยู่บนเตียงไม่รู้เป็นหรือตาย ลูกสาวก็หายตัวไป สวี่ชุ่ยฮวาแทบเสียสติแล้ว เพื่อนบ้านสองฝั่งได้ยินเสียงทะเลาะ ต่างพากันมามุงดู

“หมิงเฟยสุขภาพไม่ดี จินตั้น พวกแกพาเธอไปไหน รีบบอกมา!”

“ใช่ หรือเห็นว่าเอ้อร์เต๋ออาการไม่ดี เลยคิดจะเอาเด็กไปทิ้ง?”

“ใจดำเกินไปแล้ว นั่นน้องสาวลูกพี่ลูกน้องแท้ๆของพวกแกนะ!”

“จริงสิ...”

“ปกติชุ่ยฮวากับเอ้อร์เต๋อดีกับพี่น้องพวกนี้จะตาย!”

“บ้านเอ้อร์เต๋อมีลูกคนเดียว จินตั้น อินตั้น อย่าดื้อ รีบบอกมาว่าหมิงเฟยอยู่ไหน!”

“พวกผู้หญิงปากมากพูดบ้าอะไร! จินตั้นอินตั้นบ้านฉันจะพายัยเด็กนั่นไปได้ยังไง! ต้องเป็นมันเล่นเพลินจนลืมกลับเองแน่!”

“ใครจะรู้ บางทีมันอาจเห็นว่าเอ้อร์เต๋อใกล้ตายแล้ว เลยรีบไปหาพ่อแม่ใหม่ให้ตัวเองก็ได้!”

จ้าวซิ่วหลานกับแม่เฒ่าหมิงพอเห็นทุกคนรุมถามจินตั้น ก็รีบออกมาโวยวายทันที ทั้งเถียงกับชาวบ้าน ทั้งจ้องสวี่ชุ่ยฮวาเขม็ง

“จินตั้น อินตั้น บอกอาสะใภ้รองมา เฟยเฟยอยู่ที่ไหน ขอแค่พวกแกบอก ฉันจะไม่เอาเรื่องที่พวกแกพาเธอไป พวกแกบอกฉันมา เธออยู่ไหน?” สวี่ชุ่ยฮวาไม่สนใจคำด่าของแม่เฒ่าหมิงกับจ้าวซิ่วหลานเลย เอาแต่จ้องพี่น้องสองคนเขม็ง ตอนนี้ขอแค่ลูกสาวกลับมาได้ เธอไม่เอาเรื่องก็ได้!

อินตั้นมองพี่ชายอย่างลนลาน ไม่กล้าพูด ส่วนจินตั้นพอถูกคาดคั้นจากทุกด้าน อารมณ์อันธพาลก็พุ่งขึ้นมาทันที

“ก็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันทิ้งไว้บนเขาให้หมาป่ากินแล้ว แล้วไง?” จินตั้นในฐานะหลานชายคนโตของบ้าน และเป็นหลานที่แม่เฒ่าหมิงรักที่สุด ได้รับการตามใจมาตั้งแต่เล็ก คนในบ้านมักพูดเสมอว่าหมิงเอ้อร์เต๋อกับสวี่ชุ่ยฮวาเอาเงินไปใช้กับหมิงเฟยมากแค่ไหน ในสายตาของจินตั้น เงินพวกนั้นล้วนเป็นของเขา!

ทุกคนในบ้านบอกมาตลอดว่าบ้านอาสองไม่มีลูกชาย อนาคตทุกอย่างต้องตกเป็นของเขาอยู่แล้ว แต่หมิงเอ้อร์เต๋อกับสวี่ชุ่ยฮวากลับเอาเงินไปลงกับหมิงเฟยจนหมด นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาเกลียดหมิงเฟยนัก

ถ้าเงินพวกนั้นเอาไปซื้อมอลต์นม ซื้อลูกอม ซื้อขนม ซื้อเนื้อให้เขา เขาจะได้กินของดีตั้งเท่าไร!

“ฉันบอกให้นะ! ต่อไปเวลาพวกแกตาย คนที่ต้องถือไม้ไว้ทุกข์ ทุบอ่างส่งศพให้ก็คือฉัน ไม่ใช่หมิงเฟย! ถ้าไม่ดีกับฉันไว้ ต่อไปฉันก็ไม่เลี้ยงพวกแกตอนแก่ ไม่จัดงานศพให้ด้วย!”

คำพวกนี้เป็นสิ่งที่เขาได้ยินคนในบ้านพูดอยู่ทุกวัน จินตั้นอายุสิบสองแล้ว เรื่องผลประโยชน์ของตัวเองเขาจะไม่เข้าใจได้ยังไง ดังนั้นเขาจึงไม่เคยรู้สึกว่าหมิงเอ้อร์เต๋อกับสวี่ชุ่ยฮวาดีกับตัวเอง เพราะในสายตาเขา ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว ยังไงอนาคตคนพวกนั้นก็ต้องพึ่งเขา สวี่ชุ่ยฮวาได้ยินคำพูดของจินตั้น ก็รู้สึกเหมือนสติขาดผึงทันที เธอพุ่งเข้าไปถึงตัวในสองสามก้าว ตบหน้าจินตั้นอย่างแรงหนึ่งฉาด ก่อนจะกระชากคอเสื้อเขาแล้วตะโกนถาม

“แกเอาเฟยเฟยไปทิ้งไว้ที่ไหน! พูดมา! พาฉันไปหาเดี๋ยวนี้! พาฉันไปหา!”