ไลฟ์สดทำนายดวง (ดังระเบิด)
ตอนที่ 31 — บทที่ 31
เสิ่นซินเย่วเอ่ยอย่างเกรงใจว่า “ขอโทษนะคะ พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังจริงๆ แค่ประตูมันปิดไม่สนิท พวกเราไม่ได้รบกวนพวกคุณใช่ไหม?”
เฉิงหลี่หน้าตาเก้อเขิน “เธอมาก็ไม่คิดจะบอกก่อนหน่อยเหรอ?”
“ฉันก็กะจะบอกอยู่นะ”
เสิ่นซินเย่วพูดอย่างไร้เดียงสา “แต่เซี่ยจือเยี่ยนบอกว่าเขาจะอัดเสียงไว้ ก็เลยเงียบปากไปเลย”
“อะไรนะ?”
เฉิงหลี่หน้าถอดสี รีบพุ่งเข้ามา “อัดเสียงอะไร? ให้ตายสิ เซี่ย นายมันเลวจริงๆ!”
เซี่ยจือเยี่ยนเบี่ยงตัวหลบได้พอดี แล้วส่งไฟล์เสียงที่เพิ่งอัดไว้ให้เสิ่นซินเย่ว “อะไรนักหนา เรื่องสำคัญแบบนี้ต้องเก็บไว้เป็นที่ระลึกดีๆ ไว้เปิดฟังย้อนทีหลัง อย่างเช่นตอนเล่นเกมจริงใจหรือท้าทาย เราก็เอามาอ่านเสียงดังๆ—เธอรับผิดชอบพาร์ทของจางเหมียวเหมียว ไม่ต้องห่วง ไม่ให้เธอเล่นเดี่ยวหรอก ส่วนพาร์ทของฌแงหลี่ ฉันจะหาคนมาเล่นกับเธอเอง”
เสิ่นซินเย่วรีบแบ็กอัปไฟล์เสียงนั้นขึ้นคลาวด์ทันที พร้อมพยักหน้าเห็นด้วย “พูดถูกจริงๆ”
เฉิงหลี่ “……”
เขามองทั้งสองคนอย่างเจ็บใจ ทำพลาดครั้งเดียว ชีวิตพังทั้งชาติ!
“พวกเธอเป็นใคร! แล้วเธออีกคนคือใคร!?”
จางเหมียวเหมียวจ้องเสิ่นซินเย่วเขม็ง พลางเอ่ยด้วยท่าทางแสดงความเป็นศัตรูเต็มที่ “เธอไม่มีสิทธิ์มาคุยกับเฉิงหลี่ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน! เฉิงหลี่ ผู้หญิงคนนี้คือคนใหม่ของคุณใช่ไหม? นี่เธอกล้ามายืนท้าทายฉันต่อหน้าแบบนี้ แล้วคุณไม่คิดจะจัดการเธอเลยเหรอ!!!”
พอพูดถึงตอนท้าย เธอก็ไม่สนใจว่าตัวเองถูกพันธนาการอยู่ พยายามดิ้นรนสุดชีวิตบนเตียงคนไข้!
เห็นท่าทางเหมือนคนเสียสติแบบนั้น เซี่ยจือเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว ในดวงตาฉายแววประหลาดใจ “เฉิงหลี่ แม่เลี้ยงสุดแซ่บของนาย…ปกติเธอเป็นแบบนี้ตลอดเลยเหรอ?”
ได้ยินคำเรียกอัปยศนั้นอีกครั้ง เฉิงหลี่พยายามอดกลั้นความโกรธ ไม่งั้นคงได้ชกหน้ามันไปแล้ว สีหน้าดูแย่ก่อนส่ายหัว “ไม่ใช่ เธอเพิ่งมาเป็นแบบนี้วันนี้เอง หมอบอกว่าในสมองเธอมีเงาดำ อาจเป็นเงาดำที่ทำให้จิตใจเธอสับสนผิดปกติ เบื้องต้นสงสัยว่าอาจเป็นเนื้องอก”
“ไม่ใช่เนื้องอก”
เสิ่นซินเย่วเดินเข้ามา ท่ามกลางสายตาระแวงของจางเหมียวเหมียว ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “นั่นคือแม่กู่ที่อยู่ในร่างเธอ กู่เองก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะควบคุมได้ง่ายๆ แค่พลาดนิดเดียวก็อาจถูกย้อนเล่นงานได้แล้ว ไหนจะอย่างที่ฉันบอกไปก่อนหน้านี้ ว่ากู่ที่เธอได้มานั้นเป็นของยังไม่สมบูรณ์ มันก็เหมือนระเบิดเวลาที่ไม่รู้จะทำงานเมื่อไหร่ ความเสี่ยงยิ่งสูงเข้าไปอีก”
เฉิงหลี่สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย “หมายความว่า แม่กู่ตอนนี้อยู่ในสมองเธอ?”
“ใช่”
“แล้ว…เอาออกได้ไหม?”
“ได้ แต่จะทำให้เส้นประสาทสมองเธอเสียหาย ระดับเบาอาจกระทบต่อสติปัญญา ระดับหนักก็อาจเสียสติถาวร”
“แม้แต่เธอก็ช่วยไม่ได้เหรอ?”
เสิ่นซินเย่วสีหน้าเรียบเฉย ตอบเสียงเย็น “ตอนที่เธอวางกู่ให้เธอเองก็ต้องรู้ ว่าทุกการทำร้ายคนอื่นต้องแลกมาด้วยผลลัพธ์ ฉันยังสงสัยอยู่เลย ว่าคนธรรมดาแบบเธอ ไปเอากู่พวกนั้นมาจากไหนกันแน่?”
เฉิงหลี่ว่า “เรื่องนี้เมื่อวานฉันถามเธอแล้ว แต่เธอไม่ยอมพูดสักคำ ฉันเลยกะปล่อยเธอไว้สองวัน ที่ไหนได้ วันนี้ก็เป็นแบบนี้ซะแล้ว”
เสิ่นซินเย่ว ครุ่นคิด “ฉันพอจะมีวิธีให้เธอฟื้นคืนสติได้ชั่วคราว แต่ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น”
มันช่วยไม่ได้ ถ้าแม่กู่แค่เกาะอยู่บนสมองจางเหมียวเหมียวง่ายๆ ก็คงเอาออกมาได้สบายๆ โดยไม่ทำให้เธอได้รับผลกระทบอะไร
ปัญหาคือ ตอนนี้แม่กู่ที่คลั่งกำลังอาละวาดอยู่ในสมองเธอ จนสมองเสียหายแบบย้อนกลับไม่ได้แล้ว จางเหมียวเหมียวตอนนี้ก็เหมือนกับ “สมองหายไปบางส่วน” จริงๆ
เสิ่นซินเย่ว ก็เก่ง แต่เรื่องแบบนี้เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศาสตร์ลี้ลับที่เธอถนัด
จางเหมียวเหมียวมองเธอด้วยสายตาเกลียดชัง ปากก็สบถหยาบคาย “นังแพศยา ต้องเป็นเธอแน่ที่ไปยั่วยวนเฉิงหลี่ ถึงทำให้เขาไม่เอาฉัน! แต่ก่อนเรารักกันดี เธอนั่นแหละทำให้พังหมด เธอเป็นมือที่สาม ขอให้เธอไม่มีแผ่นดินจะอยู่!”
ได้ยินคำด่าของเธอ เฉิงหลี่ขมวดคิ้วจนปวดขมับ
เสิ่นซินเย่วก็ไม่ต่อปากต่อคำ เงื้อมือฟาดเข้าที่ต้นคอของอีกฝ่าย
เสียงด่าหยุดลงทันที จางเหมียวเหมียวกลอกตากลับ แล้วสลบไปเลย
“ตอนนี้ไปเตรียมกระดาษยันต์เหลือง ผงชาด แล้วก็เอาไก่โต้งตัวเมื่อวานมาด้วย”
หลังจากเรื่องเมื่อวาน เฉิงหลี่ก็เลี้ยงไก่โต้งตัวนั้นไว้ในสวนหลังบ้านเพราะมันช่วยไว้เยอะ คิดไม่ถึงว่าวันนี้ต้องใช้มันอีก
เขาหยิบโทรศัพท์โทรสั่งของได้ไม่นาน ของก็ส่งมาถึง
เมื่อเทียบกับเมื่อวาน ไก่โต้งตัวนั้นดูเชื่องขึ้นมาก โดยเฉพาะตอนเห็นเสิ่นซินเย่ว มันถึงกับทำท่าเหมือนลูกเจี๊ยบหวาดกลัว วิ่งมาเกาะอยู่ข้างเท้าเธอเลย
เฉิงหลี่อุทานในใจว่า “นี่มันไม่กลายเป็นปีศาจเหมือนกันใช่ไหมเนี่ย” ไม่งั้นทำไมเขาถึงเห็นท่าทางของมันเหมือนลูกน้องจอมเลียแข้งเลียขาได้ขนาดนี้?
เสิ่นซินเย่วเอาหยดเลือดหงอนไก่ไม่กี่หยด ผสมกับผงชาดแล้วแต้มลงกลางหน้าผากของจางเหมียวเหมียว ทันใดนั้น สีหน้าของจางเหมียวเหมียวที่ยังไม่ฟื้นก็แสดงความเจ็บปวดออกมา
เสิ่นซินเย่วสีหน้าเรียบเฉย นิ้วมือเคลื่อนไหวรวดเร็ว แตะที่จุดสำคัญบนร่างจางเหมียวเหมียว เฉิงหลี่และเซี่ยจือเยี่ยนเห็นได้ชัดว่า ที่ด้านข้างคอของจางเหมียวเหมียว ปรากฏตุ่มประหลาดบางอย่างนูนขึ้นมา!
แถมตุ่มประหลาดนั้นยังค่อยๆ ขยับไหวเหมือนตัวหนอน ทำให้ดูน่าขนลุกมาก!
ภาพเหตุการณ์เมื่อวานผุดขึ้นมาในหัวทันที เฉิงหลี่หน้าซีด หันหน้าหนีไปอีกทาง เสิ่นซินเย่วจับตามองไปตามทิศทางที่ตัวหนอนขยับ แต่มือก็ไม่หยุดทำงาน แค่ไม่กี่อึดใจก็พับกระดาษยันต์เหลืองเป็นดาบเล็กๆ ได้เสร็จ
ทันใดนั้น ดาบเล็กในมือเธอก็แทงออกไปแล้วดึงกลับมาอย่างรวดเร็ว ตัวหนอนสีดำตัวใหญ่อ้วนท้วนก็โผล่ออกจากหูของจางเหมียวเหมียว ถูกเสียบอยู่บนดาบนั่นเอง!
แม้มันจะถูกจับได้แล้ว แต่มันก็ยังบิดตัวดิ้นไปมาอย่างแรง เซี่ยจือเยี่ยนขมวดคิ้วถามว่า “นี่แหละแม่กู่ใช่ไหม?”
“ใช่”
เธอโยนแม่กู่ลงพื้นทันที ไก่โต้งตัวนั้นตาเป็นประกายทันใด มันยื่นหัวออกมาแล้วงับแม่กู่ตัวนั้นเข้าไปในท้องทันที
เฉิงหลี่เห็นดังนั้น ก็ตาโตแล้วอุทานว่า “มัน…มันกินเข้าไปแล้ว!”
“กินก็ให้มันกินไปเถอะ”
เสิ่นซินเย่วตอบอย่างเรียบเฉย
เฉิงหลี่ไม่เข้าใจ “แต่นั่นมันกู่เชียวนะ! กินเข้าไปแล้วจะไม่เป็นอะไรเหรอ?”
“ไก่เป็นสัตว์ที่มีหยางมาก เป็นศัตรูโดยตรงของพวกนี้อยู่แล้ว กู่ตัวนี้ถึงจะยังไม่สมบูรณ์ แต่มันก็ถูกคนใช้วิธีสารพัดปรุงออกมา สำหรับไก่แล้วถือว่าเป็นของบำรุงอย่างดีเลย”
เฉิงหลี่มองดูไก่โต้งตัวนั้นที่ยืนเชิดหน้าภาคภูมิ ความรู้สึกนับถือมันก็เกิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เขาอยากจะทำความสนิทสนมกับไก่ฮีโร่ตัวนี้สักหน่อย จึงย่อตัวลง พยายามจะยื่นมือไปลูบหัวมัน “เก่งขนาดนี้ งั้นฉันเรียกนายว่า ‘อ่าวรื่อซิงกวน’ ดีไหม…โอ๊ย!”
พอเห็นมือเขาเอื้อมมา อ่าวรื่อซิงกวนไม่ไว้หน้าเลย งับเข้าไปเต็มแรง!
เฉิงหลี่กอดมือร้องโอดครวญ
ทำไมกัน!
แค่อยากลูบหัวมันสักหน่อยแท้ๆ มันยังไม่ให้เลย แต่เมื่อกี้เขาเห็นเสิ่นซินเย่วเอาเลือดหงอนมันไปใช้แท้ๆ!
มันไม่กระดิกตัวสักนิด เหมือนลูกน้องจอมประจบจริงๆ!
เสิ่นซินเย่ว มองเขาอย่างจนใจ แล้วดีดนิ้วเล็กน้อย ก็เห็นพลังลี้ลับสีทองสายหนึ่งแทรกเข้าไปในหน้าผากของจางเหมียวเหมียว
อีกไม่นาน จางเหมียวเหมียวก็ค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา
เธอดูงงๆ มองซ้ายมองขวา พอเห็นเฉิงหลี่ก็ดีใจขึ้นมาก่อน แต่แล้วก็เหมือนนึกอะไรได้ ความรู้สึกผิดและความกลัวก็ปรากฏในแววตาทันที
“พวกคุณ…พวกคุณเป็นใคร? เฉิงหลี่ ปล่อยฉันก่อนนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ คุณต้องเชื่อฉันนะ ฉันทำไปเพราะจำเป็นจริงๆ…”