ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า
ตอนที่ 148 — 148
บทที่ 148 ภาค - สาวใช้ตัวประกอบในความฝันในหอแดง 11 “ใช่แล้ว อาอวี๋พูดถูก ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณของฮ่องเต้ จึงทำให้เทพธิดาประทานบุตรทอดพระเนตรเห็นศรัทธาของพวกเรา และประทานพรให้สมความปรารถนาของข้ากับนายท่าน” โอ้โห...ถ้าจะพูดแต่งเรื่อง เก่งจริงๆ นางยอมแพ้เลย สู้ไม่ได้จริงๆ แต่เมื่อเจี่ยหมิ่นตั้งครรภ์แล้ว นั่นก็หมายความว่าหลินไต้อวี้กำลังจะถือกำเนิดแล้วสินะ ทำอย่างไรดี นางเริ่มอยากอยู่ในจวนต่อเพื่อดูให้เห็นกับตา ว่าตอนหลินไต้อวี้เกิดจะมีดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่งจริงหรือไม่ แต่พอคิดอีกที หากแค่อยากสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง เหตุใดต้องอยู่เป็นเป้าให้คนจับตามองด้วย ในเมื่อไม่ได้ปิดด่านฝึกตนกับอาจารย์จริงๆ เสียหน่อย อีกอย่าง ต่อให้ไปบำเพ็ญเพียร นางก็ยังแอบออกมาดูเรื่องสนุกเป็นครั้งคราวได้อยู่แล้ว พอคิดมาถึงตรงนี้ นางก็นึกถึงอีกเรื่องขึ้นมา เป่าอวี้ตอนเกิด คาบศิลาซ่อมฟ้าก้อนนั้นมาจริงหรือเปล่า แล้วจะไม่สำลักตายจริงๆ หรือ น่าเสียดาย ตอนเพิ่งเข้ามาในโลกนี้ นางยังตั้งตัวไม่ทัน พอจัดการเรื่องต่างๆ ลงตัว เด็กก็เกิดไปแล้ว ต่อให้อยากรู้อยากเห็นเพียงใด ก็ไม่อาจย้อนเวลากลับไปดูด้วยตาตัวเองได้ เมื่อวางแผนเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือพอดี เพราะนักพรตลู่เองก็เริ่มสร้างชื่อเสียงอยู่ภายนอกได้พอสมควรแล้ว นักพรตลู่ผู้ใช้นามว่า นักพรตเจี๋ยลวี่ อาศัยความรู้ที่แตกฉาน นิสัยตรงไปตรงมา และวาจาเฉียบคมไม่มีผู้ใดเทียบได้ จนเวลานี้กลายเป็นแขกคนสำคัญของบรรดาผู้มีฐานะในแถบซูโจวและหางโจว พออาอวี๋ได้ยินข่าวนี้ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าพวกผู้มีฐานะแห่งซูโจวและหางโจวคงป่วยเป็นอะไรสักอย่าง ถึงได้ชอบสไตล์เช่นนี้ ระหว่างที่ทั้งจวนสกุลหลินยังจมอยู่ในบรรยากาศแห่งความยินดี วันหนึ่งหลินหรูไห่กับเจี่ยหมิ่นกำลังรับประทานอาหารพร้อมอาอวี๋ ก็มีแขกผู้มาเยือนกะทันหันขัดจังหวะ “นายท่าน มีแขกมาขอพบท่านที่หน้าจวนขอรับ” ผู้ที่เข้ามารายงานคือหลินเยี่ยนซู พ่อบ้านคนใหม่ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง เขาเป็นคนสนิทของหลินหรูไห่มาโดยตลอด เพียงแต่เพราะอายุน้อย จึงทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของหลินไป๋ชิงมาตลอด บัดนี้จึงนับว่าได้เลื่อนตำแหน่งเสียที “โอ้? เวลานี้หรือ เป็นผู้ใดกัน” หลินหรูไห่วางตะเกียบลง พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความไม่พอใจเล็กน้อย จะไม่ให้เขาแปลกใจได้อย่างไร ทุกวันนี้ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนกัน ไม่ว่าจะเป็นญาติมิตรหรือสหาย ล้วนส่งนามบัตรแจ้งล่วงหน้า และมักมาในช่วงเช้า หากมานอกเวลานั้น ส่วนใหญ่ก็มักเป็นแขกที่มาโดยไม่มีเหตุอันควร แม้อาอวี๋จะพอเดาได้รางๆ แต่ก่อนที่พ่อบ้านจะพูดออกมาตรงๆ นางก็ยังแอบหวังอยู่เล็กน้อย แต่คำตอบของพ่อบ้านทำให้ความหวังของนางพังทลายลงทันที “เป็นนักพรตหญิงนางหนึ่ง บอกว่าแซ่ลู่ ข้าดูแล้วคล้ายกับนักพรตเจี๋ยลวี่ที่กำลังมีชื่อเสียงอยู่ในระยะนี้ขอรับ” อาอวี๋ยกมือกุมหน้าผาก คงหวังอะไรกับหุ่นเชิดมากเกินไปจริงๆ รวมถึงอามิ่งด้วย นี่หรือที่บอกว่าจะคอยเฝ้าดู เกรงว่าแปดหรือเก้าส่วนในสิบของเวลาก็คงออกไปเที่ยวเล่นเสียมากกว่า ใครกันนะที่บอกให้มาหาถึงเวลารับประทานอาหาร จะปล่อยให้นางกินข้าวให้อิ่มก่อนไม่ได้หรือ มองอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะที่ถูกยกออกไปต่อหน้าต่อตา อาอวี๋แทบกัดฟันน้ำนมของตัวเองจนแตก “ที่แท้ก็เป็นนักพรต ไม่ทราบว่านางบอกหรือไม่ว่ามาด้วยเรื่องใด” “ไม่ได้บอกขอรับ เพียงกล่าวว่าต้องพบกับนายท่านก่อน จึงจะบอกได้” หลินหรูไห่เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ สายตาหันไปมองท้องของเจี่ยหมิ่นโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกล่าวว่า “เช่นนั้นรีบเชิญเข้ามา” เจี่ยหมิ่นเห็นสีหน้าของสามีชัดเจน ในฐานะสามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันมานาน นางย่อมพอเดาความหมายที่ซ่อนอยู่ในแววตานั้นได้ สีหน้าของนางจึงอดแสดงความกังวลออกมาไม่ได้ กลัวว่าบุตรในครรภ์ซึ่งเพิ่งตั้งครรภ์ได้ไม่นานจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น หลินหรูไห่ยกมือขึ้นตบหลังมือของนางเบาๆ เพื่อปลอบโยน “ไม่เป็นไร หากนักพรตถึงกับมาหาถึงที่ ย่อมมีวิธีแก้ไขอยู่แล้ว” “จริงด้วย ข้าคงร้อนใจเกินไป” อาอวี๋ที่นั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้านข้างเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม พ่อบ้านเพิ่งพูดไปไม่กี่ประโยคเอง พวกท่านเข้าใจอะไรกันได้มากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน ช่างเถอะ สมองของคนฉลาดแบบนี้ อย่างไรก็คงคิดไม่เหมือนนางอยู่แล้ว ดูท่าทางสายบู๊จะเหมาะกับนางมากกว่า ระหว่างที่สองสามีภรรยากำลังให้กำลังใจกัน นักพรตลู่หมายเลขสองก็มาถึง ครั้งนี้อาอวี๋ตกใจยิ่งกว่าครั้งก่อน เพราะอามิ่งถึงกับเปลี่ยนให้หุ่นเชิดสวมชุดนักพรตที่นางเคยสวมมาก่อน โอ้สวรรค์...ช่างทำให้นางรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก ช่างเถอะ พอให้อีกฝ่ายรับตัวนางไปได้สำเร็จแล้ว อาจารย์ผู้นี้ก็ออกเดินทางท่องโลกเสียเลยก็แล้วกัน ระหว่างชื่อเสียงกับเงินทอง... ไม่สิ...ระหว่างชื่อเสียงกับสภาพจิตใจของตัวเอง อาอวี๋เลือกปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระดีกว่า ขณะที่นางกำลังคิดเรื่อยเปื่อย บทสนทนาภายในห้องโถงก็ผ่านช่วงทักทายกันไปแล้ว หลินหรูไห่ซึ่งนั่งอยู่ตำแหน่งประธานเอ่ยถามว่า “ไม่ทราบว่าวันนี้ท่านนักพรตมาเยือนด้วยเรื่องใด หรือว่าบุตรในครรภ์ของภรรยาข้ามีสิ่งใดไม่เหมาะสม” “ร่างกายของฮูหยินแข็งแรงดี ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ส่วนวาสนาในภายหน้า เด็กยังไม่ถือกำเนิด จึงยังตัดสินไม่ได้ วันนี้ที่ข้ามา ก็เพื่อมารับศิษย์” กล่าวจบ นางก็ชี้ไปทางอาอวี๋ “เดิมทีข้าปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียรอยู่บนภูเขา แต่คำนวณได้ว่ายังมีวาสนาอาจารย์ศิษย์ในโลกมนุษย์ที่ยังไม่สิ้นสุด จึงรีบลงจากเขา บุตรสาวของจวนนี้ก็คือศิษย์ของข้า” “หา? แต่ว่า...อาอวี๋ยังอายุน้อย หากฝากตัวเป็นศิษย์ท่านนักพรต แล้วต้องอยู่กับตะเกียงเขียวพระพุทธรูปไปตลอดชีวิต ข้าในฐานะบิดา คงทำใจไม่ได้” นักพรตเจี๋ยลวี่หมายเลขสองกล่าวอย่างจริงจังว่า “ใต้เท้าหลินเข้าใจผิดแล้ว สำนักของข้าเป็นสำนักเต๋า บำเพ็ญวิถีเต๋า ไม่ใช่เหมือนพวกพระหัวโล้นที่ต้องบำเพ็ญทุกข์โดยไม่จำเป็น” “ผู้ที่มีพรสวรรค์ เพียงเรียนพื้นฐานอยู่ไม่กี่ปี ภายหน้าจะกลับบ้านไปแต่งงาน หรือจะอุทิศตนให้วิถีเต๋า ก็ให้เจ้าตัวเป็นผู้ตัดสินใจเอง” แน่นอนว่าอาอวี๋รู้ดี เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยคเช่นนี้ ยังไม่พอจะทำให้ทั้งสองเชื่อได้ อย่างไรก็ต้องพูดโน้มน้าวอีกสักหน่อย “เชื่อว่าทั้งสองท่านคงพอเดาได้บ้างแล้ว ใช่แล้ว หลังอาอวี๋เข้ามาอยู่ในจวน เรื่องมงคลก็เกิดขึ้นต่อเนื่อง เพราะนางเป็นผู้มีวาสนาอย่างยิ่ง” “แต่โชควาสนาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไป หากไม่บำเพ็ญตนเพื่อควบคุมมัน เมื่อโชควาสนาหมดสิ้น วันแห่งการชำระบัญชีแห่งเหตุและผลก็จะมาถึง ดังนั้น ผู้ที่ได้รับอานิสงส์จากโชควาสนาของนาง ก็ย่อมต้องชดใช้ในราคาที่สมควรเช่นกัน” เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินหรูไห่ก็ร้อนใจทันที “แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ผลลัพธ์ที่โชควาสนาของอาอวี๋นำมาบัดนี้ล้วนเป็นเรื่องดี ทำให้ราษฎรทั่วแผ่นดินพ้นภัยจากโรคฝีดาษ นี่เป็นมหากุศล แล้วเหตุใดถึงยังต้องชดใช้ราคาอีก” “วันนี้ผลลัพธ์ยังเป็นเรื่องดี แล้ววันหน้าล่ะ เมื่ออาอวี๋เติบโตขึ้น โชควาสนาของนางก็จะยิ่งแข็งแกร่ง บางครั้งเพียงแค่ความคิดหนึ่ง ก็อาจกลายเป็นจริงได้” “ใต้เท้าหลินรับรองได้หรือว่า คนเราจะไม่มีความคิดชั่วร้ายเลยตลอดชีวิต หรือกล่าวอีกอย่าง ใต้เท้ากล้าพนันหรือ” หลินหรูไห่เงียบงัน... เขาไม่กล้าพนัน และก็รู้ดีว่าไม่มีผู้ใดจะไร้ความคิดชั่วร้ายไปตลอดชีวิต แม้แต่ตัวเขาเอง เวลาทำงานราชการ หากพบคนหัวแข็งดื้อรั้น เขายังอดสาปแช่งอยู่ในใจไม่ได้ จึงจะรู้สึกโล่งอก เจี่ยหมิ่นเองก็เข้าใจความหมายในคำพูดนั้นเช่นกัน เวลานี้นางยังไม่รู้ว่าการตั้งครรภ์เกิดจากเส้นเรื่องเดิม มิใช่เพราะโชควาสนาใดๆ จึงเชื่อคำอธิบายนี้อย่างสนิทใจ เมื่อมีความเชื่อเช่นนี้เป็นพื้นฐาน นางก็ยิ่งยอมรับว่าตนได้รับอานิสงส์จากโชควาสนาของอาอวี๋ และความคิดที่ว่า หากวันหนึ่งโชควาสนาของอาอวี๋หมดสิ้น ผู้ที่เคยได้รับประโยชน์จากนางทุกคนจะต้องชดใช้ ก็ฝังรากลึกอยู่ในใจของเจี่ยหมิ่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา