← สารบัญ ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า

ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า

ตอนที่ 27027

บทที่ 27 ตัวประกอบในนิยายบำเพ็ญเซียน (26) เฟิงไป๋หลี่ตอบส่ง ๆ ว่า "ศิษย์น้องหญิง เจ้าก็ไม่ดูเสียก่อนว่านี่คือที่ใด พวกเผ่าทะเลใช้ชีวิตอยู่ในน้ำ จะหวังให้พวกเขาใช้ไฟหลอมของหรือ เจ้านี่ก็เรียกร้องเกินไปแล้ว" ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเหมือนศิษย์น้องหญิงของนาง ที่หากทำอะไรไม่เป็นครบทุกอย่างก็รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว ทั้งสองหยอกล้อกันไปพลางเดินมาถึงห้องหินห้องสุดท้าย ทันทีที่ก้าวผ่านประตูเข้าไป ภาพตรงหน้าก็ทำให้ทั้งคู่ตะลึงจนแทบอ้าปากค้าง "ว้าว!" หินวิญญาณเยอะมาก! "ศิษย์พี่หญิง พวกเราร่ำรวยแล้ว แค่ห้องหินห้องนี้ห้องเดียวก็มีมากกว่าสามห้องก่อนรวมกันเสียอีก" ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นหินวิญญาณระดับกลางทั้งหมด แม้จะมีมูลค่าไม่เท่าหินวิญญาณระดับสูงหรือหินวิญญาณชั้นเลิศ แต่ก็นับว่าไม่เลว เพราะอย่างไรทั้งหมดก็ได้มาฟรี เฟิงไป๋หลี่ร้องอุทานออกมา แสงวิญญาณวาบผ่านไม่หยุด ขณะเก็บของก็รีบเรียก "ศิษย์น้องหญิง อย่ามัวแต่ยืน รีบเก็บเข้าแหวนเก็บของเร็ว!" อย่าคิดว่าไม่มีคนแล้วจะประมาท ตราบใดที่ของยังไม่เข้ากระเป๋าตัวเอง ก็ไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่ายังจะเป็นของเรา "ได้ ข้ามาแล้ว!" เมื่อเก็บไปได้กว่าครึ่งห้อง เฟิงไป๋หลี่ก็หยุดมือ ลู่เจี๋ยลวี่หันไปมองอย่างแปลกใจ "ศิษย์พี่หญิง เป็นอะไรไป ไม่ใช่ว่าตกลงกันแล้วหรือว่าจะแบ่งกันคนละครึ่ง" เฟิงไป๋หลี่ยิ้มขื่น พลางแบมือและถอนหายใจ "แหวนเก็บของไม่พอใช้แล้ว" เวลานี้นางเสียใจจนแทบจะทุบอกตนเอง เหตุใดตอนซื้อของจึงระมัดระวังถึงเพียงนั้น หากรู้แต่แรกก็ควรซื้อเหมือนศิษย์น้องหญิง กวาดให้หมดทั้งร้านเสียก็สิ้นเรื่อง ทั้งที่ตอนนี้ตนเองก็ร่ำรวยมากแท้ ๆ เฮ้อ คนจนที่เพิ่งมีเงินก็เป็นเช่นนี้เอง เวลาใช้หินวิญญาณกลับเสียดายเสียทุกก้อน ลู่เจี๋ยลวี่ชะงักไปกับเหตุผลแสนเรียบง่ายนี้ ก่อนเกาหลังหูเบา ๆ "เช่นนั้น...ข้ายืมให้ท่านสักสองวงก่อนดีหรือไม่ พอเก็บของเสร็จแล้ว พวกเราค่อยหลอมใช้กันเอง" เฟิงไป๋หลี่ยิ้มกว้างทันที "คำพูดของศิษย์น้องหญิงช่างถูกใจข้านัก" นางทำสีหน้าภูมิใจเสียเต็มที่ ในที่สุดก็ได้พูดออกมาเสียที ไม่เช่นนั้นจะให้หน้าหนาเอาเปรียบศิษย์น้องหญิงได้อย่างไร ลู่เจี๋ยลวี่ย่อมรู้ความคิดของนางดี แต่ไม่ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นศิษย์พี่หญิง ทั้งยังเป็นสหายร่วมทางที่ประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยมและไว้ใจได้ เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ก็หลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งไปเถิด หลังแบ่งของที่เหลือคนละครึ่งแล้ว แหวนเก็บของสองวงที่เฟิงไป๋หลี่ยืมมาก็เต็มจนแน่นเช่นกัน ลู่เจี๋ยลวี่กล่าวว่า "ศิษย์พี่หญิง ห้องลับนี้ถูกน้ำทะเลแยกออกจากภายนอก ข้าขอหลอมแหวนเก็บของไว้ใช้สักหน่อยดีหรือไม่" เฟิงไป๋หลี่ถามอย่างกังวล "จะทำได้หรือ ที่นี่ถูกพลังวิญญาณธาตุน้ำกดไว้ ข้าแทบไม่สัมผัสพลังวิญญาณธาตุไฟเลย" "ข้าจะลองใช้เตาหลอมโอสถที่มีเปลวเพลิงประหลาดติดมาดู หากทำได้ พวกเราก็อยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก หากไม่ได้ ค่อยขึ้นฝั่งไปหาที่พักในเมือง" "ก็ดี" สาเหตุที่ลู่เจี๋ยลวี่ทำเช่นนี้ เพราะไม่ใช่เพียงศิษย์พี่หญิงที่แหวนเก็บของไม่พอ แม้แต่ของนางเองก็เหลือพื้นที่ว่างไม่มากแล้ว อีกฝ่ายเก็บทุกอย่างที่จำเป็น ส่วนตัวนางนั้นแทบไม่อยากปล่อยของสิ่งใดผ่านไป ของจิปาถะกักตุนไว้เต็มไปหมด แม้แต่ก้อนหินที่เหลือจากการขุดสายแร่หินวิญญาณ ลู่เจี๋ยลี่ยังเก็บไว้ เพราะอย่างไรเสียมันก็เคยอยู่ติดกับหินวิญญาณมานาน ต่อให้ไม่มีพลังวิญญาณแล้ว หากนำไปยังโลกธรรมดาก็ยังใช้เป็นหยกได้ มีมูลค่าไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ ต่อให้มีอุปกรณ์เก็บของมากกว่าเฟิงไป๋หลี่หลายสิบเท่า ก็ยังไม่พอใช้อยู่ดี เมื่อมีเป้าหมายคือหลอมแหวนเก็บของสำเร็จแล้วจะได้ออกไปเก็บทรัพยากรต่อ การหลอมอาวุธของลู่เจี๋ยลวี่จึงราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะวิธีหลอมอุปกรณ์เก็บของไม่ได้ซับซ้อน สิ่งที่ยากคือศิลาดาราแทบไม่มีวางขายในตลาด ดังนั้นเพียงทดลองไม่กี่ครั้งก็ชำนาญแล้ว แตกต่างกันก็เพียงใช้วัสดุชนิดเดียวกัน แต่ความจุของอุปกรณ์มากน้อยไม่เท่ากันเท่านั้น จากถุงเก็บของ แหวนเก็บของ ไปจนถึงกำไลเก็บของ ลู่เจี๋ยลวี่หลอมไปเรื่อย ๆ ความจุก็มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อรอบตัวมีอุปกรณ์เก็บของกองอยู่หลายร้อยชิ้น ทั้งเล็กและใหญ่ นางจึงหยุดมือ "เท่านี้ก็น่าจะพอใช้แล้ว" เฟิงไป๋หลี่กระตุกมุมปาก จะว่าเพียงพอก็ยังน้อยไป หากเป็นเมื่อก่อน แค่ชิ้นเดียว นางยังต้องเก็บหินวิญญาณอีกหลายร้อยปีกว่าจะซื้อได้ ถึงอย่างไรซื้อของกลับมาแล้วก็ต้องใช้จ่าย ระหว่างรายรับกับรายจ่าย หากพอเหลือเก็บได้บ้างก็นับว่าเป็นคนใช้เงินเก่งแล้ว "ข้าขอเพียงหนึ่งในสามก็พอ ศิษย์น้องหญิง เจ้าชอบกักตุนของ เอาส่วนใหญ่ไปเถิด" กล่าวจบ นางก็หยิบศิลาดาราสองก้อนใหญ่กับแร่ที่ใช้เป็นวัสดุเสริมอีกหลายชนิดออกมา "นี่คือวัตถุดิบส่วนของข้า ที่เหลือก็ให้เจ้าเป็นค่าหลอม" "ได้ ศิษย์พี่หญิงเลือกก่อน ส่วนที่เหลือเป็นของข้า" ศิษย์พี่น้องทั้งสองแบ่งอุปกรณ์ที่หลอมเสร็จเรียบร้อย ก่อนออกจากวังบาดาลแล้วเลือกทิศทางใหม่เดินทางต่อ นับตั้งแต่ได้เกล็ดจากเจียวหลงมา การเดินทางในทะเลของทั้งสองก็ราบรื่นราวกับปลาได้น้ำ สะดวกยิ่งกว่าสมบัติวิเศษหลบวารีที่หลอมขึ้นเสียอีก มหาสมุทรกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ลึกจนไม่เห็นก้น อีกทั้งแทบไม่มีผู้คนมาเยือนตลอดปี ของดีที่ซ่อนอยู่ภายในจึงมีนับไม่ถ้วน ทั้งสองเดินทางไปพลาง เก็บรวบรวมทรัพยากรไปพลาง พริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปสิบห้าปี ตลอดสิบห้าปีนี้ ไม่ต้องพูดถึงสมุนไพรวิญญาณ หินวิญญาณ และสัตว์ทะเลรสเลิศ แม้แต่บ่อน้ำพุวิญญาณกับชีพจรวิญญาณที่พบได้ยาก ลู่เจี๋ยลวี่ก็ได้มาอย่างละหนึ่งแห่ง และนำไปตั้งรกรากในมิติพกพาของตนเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้เฟิงไป๋หลี่ที่คอยคุ้มกันให้นาง ด้วยเหตุนี้ ลู่เจี๋ยลวี่จึงติดหนี้บุญคุณศิษย์พี่หญิงก้อนโต หลายร้อยปีข้างหน้าคงต้องทำงานใช้หนี้ เป็นทั้งนักหลอมโอสถ นักสร้างยันต์ และนักหลอมอาวุธให้โดยไม่คิดค่าตอบแทน คนคนเดียวต้องทำงานแทนหลายคน ใช้หนี้อย่างไรก็ไม่มีวันหมด จึงไม่น่าแปลกที่หนี้บุญคุณจะใช้คืนได้ยากที่สุด เฟิงไป๋หลี่ร้องขึ้นด้วยความดีใจ "ศิษย์น้องหญิง พวกเราออกมาแล้ว ออกมาได้จริง ๆ แล้ว!" ต่อให้นางรักทรัพย์เพียงใด เวลานี้ก็ยังอดดีใจไม่ได้ เพราะแม้ใต้ทะเลจะมีของดีมากมาย แต่ความมืดมิดไร้แสงตะวันก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน โชคดีที่มีสหายร่วมทาง มิฉะนั้นหากอยู่เพียงลำพัง คนคนหนึ่งคงเสียสติไปนานแล้ว การเก็บทรัพยากรต่างจากการนั่งสมาธิ อย่างหลังต่อให้นั่งเป็นร้อยปีพันปีก็ยังอดทนได้ ลู่เจี๋ยลวี่กล่าวว่า "ศิษย์พี่หญิง หาเมืองสักแห่งเข้าไปก่อนเถิด มิฉะนั้นคงต้องใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย" ของสิ่งนั้นควรเก็บไว้ใช้ยามรักษาชีวิต หากเอามาใช้เพียงเพราะหลงทาง แล้วเรื่องแพร่ออกไป คงถูกผู้คนหัวเราะเยาะจนตาย อย่าคิดว่าโลกบำเพ็ญเซียนจะไม่มีการดูแคลนกัน "ได้เลย พวกเรายังมีเรือเหาะที่ยึดมาจากพวกที่ไล่ฆ่า จะเอาออกมาใช้หรือไม่" ลู่เจี๋ยลวี่ส่ายหน้า "อย่าเลย ที่นี่เป็นถิ่นของพวกเขา หากมีผู้ใดจำเรือเหาะได้ พวกเราคงต้องหนีอีก" "ออกมานานเพียงนี้ ตอนนี้ข้าอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ รีบกลับสำนักไปทะลวงขั้น" เฟิงไป๋หลี่ถอนหายใจ "ก็จริง ออกมานานเสียจนข้าคิดถึงตาเฒ่าแล้ว ไม่รู้ว่าอาจารย์จะทะลวงถึงขั้นแปรวิญญาณหรือยัง" เรื่องนั้นผู้ใดจะไปรู้ ตลอดหลายปีมานี้ทั้งสองอยู่ด้วยกันตลอด ไม่เคยแยกจากกัน และขาดการติดต่อกับสำนักโดยสิ้นเชิง มหาสมุทรกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต แม้ทั้งสองจะผลัดกันเหินกระบี่เดินทาง ก็ยังใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือน จึงมองเห็นร่องรอยของแหล่งชุมนุมผู้บำเพ็ญเพียรอยู่ลิบ ๆ หลังลงจากกระบี่เหาะ ทั้งสองก็ปลอมตัวและกดระดับพลังลงมาอยู่ที่ขั้นแก่นพลังระยะแรก ก่อนเดินเข้าเมือง จะกินเสือก็ต้องแสร้งเป็นหมู ทั้งสองเคยหลอกคนมาจนชิน ดังนั้นยิ่งทำให้อีกฝ่ายคลายความระแวงได้มากเท่าไร ก็ยิ่งดี ในที่สุดเมื่อมาถึงสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน ทั้งสองก็ยังไม่รีบทำอย่างอื่น แต่ตรงไปยังหอสุราแห่งหนึ่งก่อน