ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า
ตอนที่ 42 — 042
บทที่ 42 โลกนิยายในรั้วโรงเรียน: ตัวประกอบผู้เป็นเหยื่อ (3) “ดูที่คุณผู้หญิงพูดเข้าสิครับ กองถ่ายก็ใช่ว่าทุกกองจะมีเงินเยอะเสียหน่อย ต่อให้เป็นกองถ่ายที่มีทุนมาก เสื้อผ้าของตัวประกอบก็ไม่มีทางเป็นของใหม่ทั้งหมดหรอกครับ” ลู่เจี๋ยลวี่เพียงแค่อยากรู้อยากเห็น ไม่ได้คิดจะควักเงินซื้อของพวกนี้ จึงตอบส่ง ๆ ว่า “ฉันขอดูก่อนแล้วกัน” แต่พอเดินมาถึงโซนกองถ่ายละครย้อนยุค สุดท้ายก็ต้องยอมจ่ายเงินอยู่ดี เธอซื้อหม้อเก่า มีดทำครัวเก่า เตาถ่านเก่า และของใช้ในชีวิตประจำวันอื่น ๆ อีกเล็กน้อย ส่วนอย่างอื่นไม่จำเป็นต้องซื้อ สาเหตุหลักก็เพราะเธอไม่สามารถหยิบของใหม่เอี่ยมออกมาใช้ตั้งแต่แรกได้ ของที่ผ่านการใช้งานมาไม่กี่ครั้งแบบนี้ต่างหากที่เหมาะสม แต่ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อมากนัก แค่มีไว้ใช้ช่วงแรกที่ไปถึงก็พอ เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะหาวิธีทำให้เงินพวกนี้มีที่มาที่ไปอย่างเปิดเผยไม่ได้ ดีล่ะ ทริปนี้ช่วยลดภาระเรื่องการตุนของไปได้กว่าครึ่ง ต่อจากนี้ก็ถึงเวลากลับไปเรียนเสียที ส่วนของอย่างอื่น จะค่อย ๆ ค้นหาผ่านอินเทอร์เน็ตก็ยังได้ หลังกลับถึงบ้าน เธอก็ยังไม่รีบไปโรงเรียน ถึงอย่างไรร่างของเจ้าของร่างเดิมก็ทั้งบอบบางและอ่อนแอ แม้การออกไปข้างนอกครั้งนี้จะเป็นการเที่ยวเล่นเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เธอกลับรู้สึกปวดเท้าปวดขาเหลือเกิน วันศุกร์ได้พักอีกหนึ่งวัน พอถึงสุดสัปดาห์ก็เป็นวันหยุดอีกสองวัน เท่ากับได้หยุดเพิ่มมาอีกสามวันโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกพึงพอใจประหลาด ๆ จึงผุดขึ้นในใจ สมแล้วที่นักเรียนชอบวันหยุดที่สุด เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากรับประทานอาหารเช้าบนโต๊ะอาหารยาวเรียบร้อย ลู่เจี๋ยลวี่ก็หันไปบอกพ่อบ้านที่ยืนรออยู่ข้าง ๆ “ลุงหลัว ช่วงนี้ช่วยหาผู้ช่วยให้ฉันสักคนนะ เอาไว้จัดการธุระส่วนตัวบางอย่าง” “ไม่ทราบว่าเป็นธุระด้านไหนหรือครับ” “หลายด้าน ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน” หลัวต๋ายิ้มอย่างปลาบปลื้ม “ในที่สุดคุณหนูก็คิดได้เสียที คุณหนูน่าจะมีผู้ช่วยส่วนตัวตั้งนานแล้ว ถ้าอย่างนั้นให้ผมหาผู้ช่วยด้านการเงินเพิ่มอีกคนด้วยดีไหมครับ” ให้ตายเถอะ เจ้าของร่างเดิมใช้ชีวิตหรูหราขนาดไหนกัน อายุแค่สิบห้าสิบหกปีก็มีผู้ช่วยด้านการเงินคอยรับใช้เฉพาะตัวแล้วหรือ “ได้ค่ะ” “ฉันจะขึ้นไปห้องหนังสือ ถ้าไม่มีธุระก็อย่ามารบกวนนะ” “ได้ครับคุณหนู อ้อ พัสดุของคุณหนูทยอยมาส่งครบหลายวันแล้ว จะให้จัดการอย่างไรดีครับ” “วางไว้ก่อน พอมีเวลาฉันจะไปจัดการเอง” เข้าใจแล้ว ดูเหมือนคุณหนูจะกำลังเห่อของอยู่ เช่นนั้นก็ไม่ควรไปรบกวนความสนุกของเธอ ของพวกนั้นวางไว้ก็ไม่หาย ลู่เจี๋ยลวี่จึงไม่ได้รีบร้อน สิ่งที่ทำให้เธอหนักใจตอนนี้กลับเป็น... เธอปิดหนังสือด้วยความหงุดหงิด แล้วหยิบอีกเล่มขึ้นมาเปิด ก่อนจะปิดลงอีกครั้ง ให้ตายสิ ไม่มีอะไรปลุกความทรงจำขึ้นมาได้เลย ต่อให้พยายามค้นหาความทรงจำในสมองก็ยังว่างเปล่า เจ้าของร่างเดิมเสียอีกที่หัวโล่งยิ่งกว่าตัวเธอเอง ดูท่าที่ว่าคนคลั่งรักไม่มีสมอง คงไม่ใช่คำพูดที่ไร้เหตุผลเสียแล้ว ข้อดีเพียงอย่างเดียวของเจ้าของร่างเดิมคือเล่นเครื่องดนตรีได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีตะวันตกหรือเครื่องดนตรีตะวันออก แต่คำว่า 'ดี' นั้นก็ยังมีส่วนเกินความจริงอยู่ อย่างน้อยในสายตาของลู่เจี๋ยลวี่ก็ถือว่ายังธรรมดามาก ทว่าเธอกลับไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเอาเจ้าของร่างเดิมไปเปรียบเทียบกับใคร ไม่ว่าจะเป็นนักบำเพ็ญสายดนตรีในชาติก่อน หรือสหายร่วมรบที่ปลุกพลังจิตสายดนตรีได้ในชาติที่แล้วก่อนหน้านั้น ทั้งสองสายต่างเดินบนเส้นทางแห่งการใช้เสียงเข้าสู่เต๋า สามารถใช้บทเพลงปลอบประโลมจิตใจผู้คนได้ ส่วนเจ้าของร่างเดิมเป็นเพียงเด็กสาวในโลกธรรมดา ที่ฝึกฝนจนได้ระดับนี้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว แต่ลู่เจี๋ยลวี่ไม่รู้เรื่องนั้น เวลานี้เธอจึงรู้สึกแทบสิ้นหวัง เธอจะไม่เรียนก็ได้ แต่จะยอมเรียนไม่เป็นไม่ได้ การเป็นเพียงสาวสวยที่มีดีแค่หน้าตา มันน่าภาคภูมิใจตรงไหนกัน ไม่ได้แล้ว ต้องตั้งใจเรียน ต้องขยันให้มากขึ้น ส่วนโรงเรียนจะไม่ไปก็ยังได้ ด้วยระดับความรู้ของเธอตอนนี้ หากไปนั่งเรียนก็มีแต่จะทำให้ทั้งครูและตัวเธอเองลำบาก เธอโทรศัพท์ภายในหาพ่อบ้าน ถามว่าหนังสือที่เจ้าของร่างเดิมเคยใช้เรียนอยู่ที่ไหน อีกฝ่ายตอบว่าจะให้คนนำขึ้นมาส่งให้ในอีกครู่หนึ่ง เป็นอย่างที่เธอคิดไว้จริง ๆ ครอบครัวใหญ่แบบนี้ไม่มีทางปล่อยของใช้ส่วนตัวของคุณหนูออกไปข้างนอก พ่อบ้านมาอย่างรวดเร็ว ไม่นานหลังจากวางสาย เขาก็พาคนเข็นรถเล็กที่บรรทุกกล่องหลายใบเข้ามา “คุณหนูครับ นี่คือหนังสือที่คุณหนูใช้ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ผมจัดเรียงตามลำดับไว้เรียบร้อยแล้วครับ” “ดี วางไว้ตรงนั้นแหละ ฉันจะทบทวนความรู้สักหน่อย” “ได้ครับคุณหนู” พูดจบ ทุกคนก็ถอยออกไปอย่างนอบน้อม ว้าว...จรรยาบรรณในการทำงานยอดเยี่ยมจริง ๆ ไม่คิดจะสงสัยอะไรเลยหรือ แต่ความคิดนั้นก็ถูกเธอปัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเปิดหนังสือชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง ลู่เจี๋ยลวี่ก็มีความคิดเพียงอย่างเดียว นั่นคือหนังสือเล่มนี้สะอาดมาก แต่เจ้าของร่างเดิมก็มีจินตนาการไม่น้อย ดูภาพวาดพวกนี้สิ ช่างเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา อย่าถามว่าทำไมต้องเริ่มอ่านตั้งแต่หนังสือชั้นประถมปีหนึ่ง เพราะเธอกลัวว่าหากเริ่มจากระดับที่สูงกว่านี้ วันหน้าถ้าพูดถึงเกร็ดความรู้หรือเรื่องราวในตำราแล้วจะเผลอเผยพิรุธ สมองของเจ้าของร่างเดิมนี่ไม่เหลือคลังความรู้ไว้ให้คนรับช่วงต่อเลยจริง ๆ ช่างเกินไปแล้ว โชคดีที่แม้โลกปัจจุบันจะไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ แต่พลังพิเศษยังใช้งานได้ ถึงจะอยู่แค่ระดับหนึ่งก็ตาม ทว่าดวงจิตของลู่เจี๋ยลวี่แข็งแกร่ง อีกทั้งยังได้รับการเสริมจากพลังจิตของผู้มีพลังพิเศษ ดังนั้นความสามารถในการจำทุกสิ่งได้เพียงแค่มองครั้งเดียวจึงไม่ใช่เรื่องยาก ด้วยเหตุนี้ เธอจึงใช้เวลาเพียงวันเดียวทบทวนความรู้ระดับประถมทั้งหมด เพราะเป็นเพียงเนื้อหาพื้นฐาน จึงเรียนรู้ได้ไม่ยาก เหนื่อยมาทั้งวัน ได้เวลากินมื้อเย็นแล้ว เจ้าของร่างเดิมพยายามควบคุมน้ำหนักมาตลอด จึงไม่ค่อยกินอาหารจริงจัง แต่วิธีนั้นใช้กับลู่เจี๋ยลวี่ไม่ได้ ร่างนี้กำลังอยู่ในวัยที่ต้องการสารอาหารมากที่สุด อีกทั้งลู่เจี๋ยลวี่ก็เป็นคนที่ชื่นชอบการกินอยู่แล้ว จะไม่อยากกินได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเธอจึงอดใจไม่ไหวเลยจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น เชฟประจำบ้านแต่ละคนอย่างน้อยก็เป็นเชฟระดับหนึ่ง ฝีมือยอดเยี่ยม บ้านของเจ้าของร่างเดิมก็ร่ำรวย วัตถุดิบที่ใช้ล้วนเป็นของชั้นเลิศ เมื่อวัตถุดิบชั้นยอดมารวมกับฝีมือระดับสุดยอด อาหารที่ได้จึงหอมอร่อยจนยากจะต้านทาน พูดแบบไม่เกินจริงเลยว่า รสชาติแทบไม่แพ้อาหารในโลกเซียน เพราะแม้อาหารของโลกเซียนจะอาศัยพลังวิญญาณในวัตถุดิบ แต่เรื่องฝีมือการปรุงกลับสู้ยุคปัจจุบันไม่ได้ เมื่อเจอสภาพแวดล้อมที่ดีขนาดนี้ มีคำเดียว...ตุนไว้ “เอ่อ...ลุงหลัว ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ฉันจะลาหยุดยาว เรียนอยู่ที่บ้านเอง การลงมากินข้าวเสียเวลาเกินไป หลังจากนี้ช่วยยกอาหารไปส่งที่ห้องหนังสือให้ฉันด้วย ส่วนปริมาณอาหาร...เอาเป็นสองเท่าของวันนี้นะคะ” ภายในห้องหนังสือของเธอ นอกจากโต๊ะหนังสือแล้วยังมีโต๊ะทำงานอีกสองตัว ที่จริงก็คือมุมไว้เล่นคอมพิวเตอร์ เวลาอยากเล่นก็สามารถชวนเพื่อนมาเล่นเกมด้วยกันได้ แต่ตอนนี้ลู่เจี๋ยลวี่เข้ามาแทนที่เจ้าของร่างเดิมแล้ว งานอดิเรกนั้นจึงพักไว้ก่อน เธอเลยจัดโต๊ะตัวหนึ่งให้กลายเป็นโต๊ะกินข้าวเสียเลย เหตุผลหลักคือ หากคิดจะแอบขนของเข้ามิติ ก็ต้องมีสถานที่ที่เป็นส่วนตัวกว่านี้ จะได้ทำอะไรสะดวก ไม่ใช่เหมือนตอนนี้ที่แค่กินข้าวก็มีคนมายืนเฝ้าตั้งสามคน หลัวต๋าตกตะลึง สองเท่าอย่างนั้นหรือ ปกติคุณหนูกินได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบของวันนี้ด้วยซ้ำ วันนี้กินได้มากขนาดนี้ เขายังนึกว่าเป็นเพราะเสียใจจากเรื่องที่เกิดขึ้น “คุณหนู แน่ใจนะครับว่าจะเอาสองเท่า” “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ช่วงนี้ฉันหิวตลอดเลย จริงสิ ฉันสูงขึ้นสองเซนติเมตรหรือเปล่า” หลัวต๋าตื่นเต้นขึ้นมาทันที “โอ้ คุณหนูอายุสิบห้าปี กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตพอดี ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง ลุงหลัวสะเพร่าไปเอง สองเท่าจะน้อยเกินไปหรือเปล่า เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมให้ทางครัวทำเพิ่มอีกหลายอย่าง” หลัวต๋าอายุสี่สิบปีแล้ว ลูกที่บ้านก็อายุไล่เลี่ยกับคุณหนู ปกติลูกชายตัวแสบของเขากินข้าวแต่ละมื้อแทบจะใช้กะละมังใส่เลยทีเดียว