← สารบัญ ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า

ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า

ตอนที่ 76076

บทที่ 76 ภาค - ตัวประกอบผู้เป็นเหยื่อในยุค 70 (4) ผู้คนต่างก็รู้หน้าที่ของตัวเอง ไม่มีใครยืนขวางทาง เพียงแต่เดินตามอยู่ด้านหลัง เพราะทุกครั้งที่ตำรวจรถไฟมาตรวจตั๋ว ก็มักจะมีคนแอบขึ้นรถโดยไม่ซื้อตั๋วถูกจับได้อยู่เสมอ เรื่องนี้จึงกลายเป็นหัวข้อสนทนาตลอดทาง เพราะคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็คุยกันได้แต่เรื่องทั่ว ๆ ไปแบบนี้ ทั้งไม่ชวนให้ใครรำคาญ และทุกคนก็ร่วมวงสนทนาได้ ดังนั้น การที่ตู้สือเม่ยเดินตามหลังตำรวจรถไฟจึงไม่สะดุดตาเลย เพราะเธอบอกเพียงว่ามีเด็กผิดปกติ แต่ไม่ได้พูดถึงผู้หญิงคนนั้น ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากพูด แต่เธอพูดไม่ได้ต่างหาก เธอเป็นเพียงจือชิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน จะให้บอกว่าตัวเองคอยสังเกตคู่สามีภรรยาคู่อื่น ใครจะไปรู้ว่าจะถูกกล่าวหาว่าลวนลามหรือไม่ ดังนั้น หากไม่มีเหตุผลอันสมควร ต่อให้รู้ความจริง เธอก็พูดออกมาไม่ได้ ได้แต่รอดูจังหวะแล้วค่อยลงมือ ตำรวจรถไฟเดินไปหยุดตรงหน้าหญิงชราคนนั้น ก่อนตรวจเอกสารของทั้งสองคน แล้วถามคำถามอีกสองสามข้อ ซึ่งหญิงชราก็ตอบได้อย่างคล่องแคล่ว ตำรวจรถไฟรู้สึกหนักใจขึ้นมาทันที ในทางความรู้สึก เขาหวังว่าตัวเองจะเข้าใจผิด เพราะหากหญิงชราคนนี้มีปฏิกิริยาเช่นนี้จริง ก็หมายความว่าสถานการณ์คงไม่สู้ดีนัก ซึ่งจากประสบการณ์ของเขา ย่อมรู้ดีว่ามันสื่อถึงอะไร แต่ผู้ใหญ่สามารถเสแสร้งได้ เด็กกลับทำแบบนั้นไม่ได้ เด็กคนนี้ถูกเสียงรบกวนมานานขนาดนี้ แต่กลับไม่ส่งเสียงครางแม้แต่น้อย เมื่อมองริมฝีปากก็พบว่าแห้งแตกจริง ๆ ข้อสันนิษฐานของจือชิงสาวคนนั้นจึงมีโอกาสเป็นจริงสูงมาก เขาส่งสายตาให้เพื่อนร่วมงานหลายคนเป็นสัญญาณให้เตรียมพร้อม แล้วจึงถามต่อว่า “เด็กเป็นอะไร” “เมารถค่ะ ไม่สบาย เลยให้กินยา ตอนนี้ก็เลยหลับอยู่” “ยาสำหรับแก้อาการเมารถให้ผลกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน เด็กคนนี้จะมีอาการแพ้ยาหรือเปล่า เอาอย่างนี้นะครับ ด้านหน้าขบวนรถมีคุณหมออยู่ ผมจะเชิญมาช่วยตรวจให้ ไม่ต้องกังวล ไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ” “ไม่ต้อง ๆ เด็กคนนี้ก็เป็นแบบนี้มาตลอด พวกเราเป็นผู้ใหญ่ก็ชินแล้ว” ขณะนั้นเอง ตู้สือเม่ยก็เปลี่ยนสำเนียงเสียงพูด ก่อนร้องอุทานขึ้นว่า “โอ๊ยตายแล้ว ยาแก้เมารถอะไรจะได้ผลดีขนาดนี้ หรือว่าจะเป็นยาสลบของพวกค้ามนุษย์กันนะ” สีหน้าของตำรวจรถไฟเปลี่ยนไปทันที เมื่อมีผู้โดยสารพูดเรื่องนี้ออกมาตรง ๆ วิธีจัดการก็ต้องเปลี่ยนไป “คุณป้าครับ รบกวนเชิญมากับผมหน่อย พวกเราจำเป็นต้องโทรศัพท์ตรวจสอบตัวตนของคุณ รวมทั้งข้อมูลปลายทางที่คุณจะไป ก่อนจะตรวจสอบเรียบร้อย คุณยังลงจากรถไฟไม่ได้ หรือจะให้ผมพาไปที่สำนักงานความมั่นคงสาธารณะท้องถิ่นดีครับ” “ได้สิ ๆ สมควรแล้ว สมควรแล้ว ฉันจะไปกับพวกคุณเดี๋ยวนี้ พวกคุณช่างเป็นเจ้าหน้าที่ของประชาชนที่ดีจริง ๆ รับผิดชอบกันมาก” พูดจบ หญิงชราก็ลุกขึ้นอย่างเชื่อฟัง อุ้มเด็กไว้บนแขน สะพายกระเป๋า แล้วเตรียมเดินตามไป ทันใดนั้นก็มีเสียงเดิมดังขึ้นอีก “โอ๊ยตายแล้ว ของตั้งเยอะแยะ ให้พวกเราช่วยอุ้มเด็กให้ไหม อุ๊ย ไม่ใช่สิ พูดผิด ให้สหายตำรวจรถไฟอุ้มดีกว่า เดี๋ยวเกิดทำเด็กหายขึ้นมาจะลำบาก” คนที่ตั้งใจจะเข้าไปช่วยจึงชะงักเท้าทันที ก็จริงนี่นา จะใช่พวกค้ามนุษย์หรือไม่ยังไม่รู้ แต่ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริง ต่อให้มีสิบปากก็อธิบายไม่หมด พื้นที่รอบตัวหญิงชราจึงว่างโล่งทันที ชายค้ามนุษย์ที่กำลังจะเดินเข้ามาหยุดฝีเท้าลง พลางสบถในใจ เดิมทีเขาตั้งใจจะฉวยโอกาสในช่วงชุลมุนแล้วหลบหนี แต่ตอนนี้แผนทั้งหมดพังไม่เป็นท่า สำหรับเขา เด็กที่ลักพาตัวมาไม่สำคัญ ขอเพียงตัวเองหนีรอดได้ ภารกิจครั้งนี้จะล้มเหลวก็ช่างเถอะ แต่ถ้าถูกจับ เรื่องเก่า ๆ ที่เคยทำไว้คงถูกขุดขึ้นมาหมด ในเวลานี้ ชีวิตของพรรคพวกไม่มีความหมายสำหรับเขาอีกแล้ว สิ่งสำคัญคือฉวยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังสอบสวน รีบลบร่องรอยทั้งหมดให้สิ้น เพื่อที่ภายหน้าจะได้กลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ เริ่มต้นใหม่อะไรกัน เมื่อมีระบบบอกล่วงหน้าไว้แล้ว ตู้สือเม่ยที่รู้ดีว่าหมอนี่เป็นคนแบบไหน จึงแบ่งสมาธิเกือบทั้งหมดไปจับตาดูเขา พอเห็นอีกฝ่ายคิดจะถอยหนี เธอก็ใช้พลังจิตทันที พร้อมขยับตัวเข้าไปใกล้ กระทั่งวินาทีที่ชายคนนั้นกำลังจะกระโดดออกทางหน้าต่าง พลังจิตแปรเปลี่ยนเป็นเชือก มัดแล้วกระชากอีกฝ่ายลงจากขอบหน้าต่างอย่างแรง ทำให้ดูราวกับเจ้าตัวลื่นล้มเอง พร้อมตะโกนเสียงดัง “คนนี้จะหนี ต้องเป็นพวกเดียวกันแน่!” พูดจบ เธอก็ก้าวพรวดเดียวเหยียบหลังอีกฝ่ายไว้ ก่อนบิดแขนทั้งสองข้างไปด้านหลังอย่างคล่องแคล่ว ทางนี้เพิ่งจับตัวได้ ทางหญิงชราก็ฉวยจังหวะที่เด็กหลุดจากอ้อมแขน พุ่งฝ่าฝูงชนออกไป เป้าหมายก็ยังเป็นหน้าต่างรถไฟเช่นกัน ท่วงท่าปราดเปรียวเช่นนั้น ต่อให้เป็นคนธรรมดาก็ดูออกทันทีว่า ภาพหญิงชราที่เห็นก่อนหน้านี้เป็นเพียงการเสแสร้ง คราวนี้ทุกคนต่างเข้าใจแล้วว่าพวกค้ามนุษย์มีตัวตนจริง พอดีกับช่วงนี้เป็นฤดูกาลที่จือชิงลงชนบทมากที่สุด ทุกตู้โดยสารจึงมีจือชิงนั่งอยู่จำนวนไม่น้อย หนุ่มสาวเหล่านี้ล้วนหัวไว ขณะที่หญิงค้ามนุษย์กำลังปีนออกทางหน้าต่าง ก็มีคนรีบผลักหน้าต่างกลับไปทันที เสียงกรีดร้องของหญิงค้ามนุษย์ดังลั่นทั้งตู้โดยสาร แม้แต่ตู้สือเม่ยที่กำลังกดตัวชายค้ามนุษย์ไว้ พอได้ยินเสียงนั้นก็ยังอดสูดปากไม่ได้ ตำรวจรถไฟที่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้าก็ได้สติกลับมา คนหนึ่งรีบอุ้มเด็กไว้ ส่วนที่เหลือช่วยกันใส่กุญแจมือผู้ต้องสงสัยทั้งสองคน ขณะที่กำลังจะพาตัวไป ตู้สือเม่ยก็ร้องเรียกไว้ “เดี๋ยวก่อนค่ะ เหมือนตรงนี้จะมีผู้เคราะห์ร้ายอีกคน” ทุกคนหันไปตามทิศทางที่เธอชี้ ก่อนร้องอุทานพร้อมกัน “โอ๊ยตาย เด็กคนนี้หลับสบายจริง ๆ เหมือนเด็กคนนั้นไม่มีผิดเลย” “จริงด้วย นี่ก็โดนวางยาเหมือนกันสินะ” “พวกค้ามนุษย์ใช้ยาอะไรกันนะ ออกฤทธิ์ดีขนาดนี้ ฉันนอนไม่หลับทุกวัน อยากหลับสบายสักครั้งยังยากเลย อยากถามจริง ๆ ว่าพวกมันไปเอายามาจากไหน” “พี่ชาย เรื่องนั้นเลิกคิดเถอะ ยาที่เอามาใช้วางยาคนได้แบบนี้ คงถูกควบคุมเข้มงวดมากแน่” ชายคนนั้นถอนหายใจ “ยาก็ดีอยู่หรอก แต่คนใช้ไม่ใช่คนดี พวกมันทำแบบนี้ คนที่จำเป็นต้องใช้จริง ๆ ต่อไปคงหาซื้อยากขึ้นแน่ พวกตัวปัญหา เอ๊ย!” ตำรวจรถไฟกล่าวว่า “แต่ผู้หญิงคนนี้ พวกเราก็ช่วยกันลำบากเหมือนกัน มีใครช่วยได้บ้างครับ” เมื่อได้ยินคำถามนั้น ตู้สือเม่ยก็ยืนกอดอก แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ก็เจ้าของร่างเดิมบอกไว้แล้วนี่ ว่าไม่เป็นคนดีจนคนอื่นเอาเปรียบอีก เธอจับขโมยก็เพราะไม่อยากให้ทรัพย์สินของตัวเองเสียหาย ส่วนจับพวกค้ามนุษย์ก็เป็นหน้าที่ของทุกคน แต่จะให้เธอมารับผิดชอบดูแลผู้เคราะห์ร้ายต่อ...ไม่ได้ ไม่มีทาง อย่างไรก็ตาม บนรถไฟมีคนมาก อีกทั้งเป็นคำขอจากตำรวจรถไฟ คนใจดีก็ยังมีไม่น้อย หญิงสูงวัยสองคนจึงเดินเข้ามาคนละด้าน แม้อีกฝ่ายจะหมดสติอยู่ ก็ยังช่วยกันประคองเดินไปได้ ระหว่างเดินยังตะโกนบอกคนอื่นว่า “หลีกทางหน่อยจ้า” เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว ทุกคนก็กลับไปนั่งที่เดิมแล้วเริ่มพูดคุยกันอีก คราวนี้ไม่มีใครง่วงอีกต่อไป ต่างพากันเล่าเหตุการณ์ระทึกเมื่อครู่อย่างออกรสออกชาติ ส่วนคนที่ไม่ได้เบียดเข้าไปดูหรือเดินตามไม่ทัน ก็พากันซักถามไม่หยุด ยิ่งทำให้คนที่เห็นเหตุการณ์อยากเล่ามากขึ้น บรรยากาศการสนทนาคึกคักอย่างยิ่ง แม้แต่รอบตัวตู้สือเม่ยก็มีคนเดินเข้ามาหลายคน ต่างพากันพูดไม่หยุด “โอ๊ย สือเม่ย ฉันเห็นเธอตัวเล็กบอบบางแบบนี้ ไม่นึกว่าแรงจะเยอะขนาดนี้ แค่ผลักทีเดียว หมอนั่นก็ล้มลงไปกองกับพื้น ลุกไม่ขึ้นเลย”