← สารบัญ ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า

ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า

ตอนที่ 80080

บทที่ 80 ภาค - ตัวประกอบผู้เป็นเหยื่อในยุค 70 (8) ยังไม่ทันสิ้นเสียง หมัดก็พุ่งเข้ามาแล้ว ใช่แล้ว เธอตั้งใจมาซ้อมคนล้วน ๆ “คุณย่า อย่าตีเลย เจ็บ!” “เมื่อกี้ไม่ได้บอกว่าจะนับถึงสามหรือไง” “อ้อ ครูคณิตศาสตร์ของฉันสอนมาแบบนี้ มีปัญหาอะไรหรือ” “ไม่กล้า ๆ!” “รีบ ๆ จะให้เงินหรือจะโดนซ้อม” “รู้แล้ว ๆ ผมให้ก็ได้” ถ้าเขาเป็นคนที่ยอมหักไม่ยอมงอจริง ๆ จะมารวมกลุ่มอาศัยคนเยอะออกปล้นคนต่างถิ่นอยู่ที่นี่ได้อย่างไร คราวนี้ไม่เพียงไม่ได้อะไรติดมือ แต่ยังต้องเสียของที่ตัวเองมีออกไปอีก แม้แต่หัวหน้าแก๊งยังยอมง่าย ๆ ลูกน้องที่ขี้ขลาดยิ่งกว่าก็ไม่กล้าพูดอะไร เห็นหัวหน้าให้เงินแล้ว ต่างก็รีบล้วงกระเป๋า บ้างก็แงะแผ่นรองเท้าเอาของที่ซ่อนไว้ออกมา พูดตามตรง เธอแทบไม่อยากรับเสียด้วยซ้ำ ตู้สือเม่ยเพียงส่งสัญญาณให้ทุกคนวางเงินไว้บนพื้น แล้วปล่อยให้ไป หากไม่ได้ใช้วิชามองปราณจนรู้ว่าพวกนี้ไม่ใช่คนชั่วร้ายถึงที่สุด ตอนนี้เธอคงส่งตัวทั้งหมดไปที่สำนักงานความมั่นคงสาธารณะแล้ว ถึงแม้ตอนนี้เธอจะปลอมตัวอยู่ ไม่มีเอกสารแสดงตัวตนหรือหนังสือแนะนำตัว แต่ก็ยังมีวิธีบรรลุเป้าหมายอยู่ดี รอจนทุกคนจากไป และมั่นใจแล้วว่าบริเวณนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ในระยะรับรู้ เธอจึงสวมถุงมือ ก้มเก็บเงินขึ้นมาโดยไม่คิดจะนับ ก่อนถอดถุงมือทั้งคู่พร้อมเงินโยนลงในตะกร้าสาน จากนั้นเธอก็หาที่ใหม่ เปลี่ยนกลับเป็นรูปลักษณ์เดิม แล้วเลือกหยิบของที่ได้มาในวันนี้ออกมาเพียงบางส่วนที่เหมาะจะเปิดเผย ก่อนกลับไปยังที่พักรับรอง ก่อนกลับ เธอแวะหย่อนจดหมายร้องเรียนลงในตู้รับจดหมายของสำนักงานความมั่นคงสาธารณะเสียด้วย เมื่อเดินผ่านเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เธอก็ทักพี่สาวเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “พี่สาวคะ ฉันซื้อของเรียบร้อยแล้ว ต้องขอบคุณพี่จริง ๆ พี่ชื่ออะไรเหรอคะ ไว้พอฉันไปถึงชนบทแล้วจะเขียนจดหมายหาพี่ ได้ยินคนบอกว่าทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีของป่าเยอะ เดี๋ยวฉันส่งไปให้พี่บ้างดีไหม” พี่สาวคนนี้เห็นทีจะสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยสถานการณ์ในยุคนี้ก็ทำให้เธอต้องระมัดระวัง “แบบนั้นจะดีหรือ” “จะเป็นอะไรไปล่ะคะ ใครจะมายุ่งกับการติดต่อกันระหว่างญาติ ถ้าพี่ไม่สบายใจ ไว้พี่ก็ส่งพัสดุกลับมาให้ฉันบ้างสิ ฉันไม่ได้อยากได้ของหายากอะไร แค่แบ่งของที่พี่มีเหลือมาให้ฉันนิดหน่อยก็พอ ส่วนราคาก็คิดตามราคาตลาด” ตู้สือเม่ยก็ไม่มีทางเลือก เธอไม่ขาดอะไรเลย ขาดก็แต่เหตุผลที่จะหยิบของออกมาใช้เท่านั้น หากมีญาติอยู่ในเมือง และได้รับพัสดุเป็นประจำ อย่างน้อยเวลาจะปะปนของจากมิติก็ปลอดภัยขึ้นอีกขั้น อีกอย่าง เธอดูลักษณะโหงวเฮ้งของหญิงสาวคนนี้แล้ว ก็เห็นว่าเป็นคนมีเมตตา แถมยังให้ระบบตรวจสอบภูมิหลังให้อีกที จึงนับว่าไว้ใจได้พอสมควร ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายไม่รับเงิน การแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน ต่อให้สถานการณ์จะเข้มงวดแค่ไหนก็ยังทำได้ “เอ่อ...น้องทำพี่เกรงใจเลยนะ ที่บ้านพี่ก็ขาดแคลนจริง ๆ ถ้าอย่างนั้นตกลงนะ พวกเราส่งพัสดุให้กัน พี่ดูแล้ว สถานที่ที่น้องจะไปลงชนบทถือว่าใช้ได้ ขอแค่ขยันก็ไม่อดตาย มีทั้งภูเขาและลำธาร ต่อให้น้องไม่ออกไปล่าสัตว์ ส่วนแบ่งที่กองการผลิตจัดให้ก็พอใช้ชีวิตได้แล้ว แต่พี่ขอเตือนไว้อย่างหนึ่งนะ อย่าขึ้นเขาคนเดียวเด็ดขาด ถ้าดวงไม่ดีไปเจอหมูป่า คนอาจถูกมันขวิดตายได้เลย” “ฉันเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว จะกล้าขึ้นเขาไปล่าสัตว์คนเดียวได้ยังไงล่ะคะ ถ้าอย่างนั้นตกลงตามนี้นะพี่สาว พอฉันตั้งหลักได้แล้วจะเขียนจดหมายหาพี่นะคะ” ...พูดไปอย่างนั้นเอง เดี๋ยวเธอก็ขึ้นเขาไปล่าสัตว์อยู่ดี “ได้สิ พี่ชื่อจวงเฉียว นี่ที่อยู่บ้านพี่ ไว้ส่งไปที่นี่ก็ได้” “ตกลงค่ะ พี่จวง ตอนนี้ฉันรีบไปขึ้นรถไฟ ไว้คราวหน้าพวกเราค่อยคุยกันยาว ๆ นะ” ทันทีที่พูดจบ ตู้สือเม่ยก็รู้ตัวว่าแย่แล้ว เพิ่งมาแค่วันเดียว สำเนียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ติดมาเสียแล้ว คงต้องโทษพี่สาวลูกพี่ลูกน้องชาติที่แล้ว ที่ดันแต่งงานกับหนุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลก็คือผ่านมาสองชาติ สำเนียงนี้ก็ยังแก้ไม่หาย แค่เผลอนิดเดียวก็หลุดออกมาแล้ว แต่ก็ดีเหมือนกัน อย่างไรชาตินี้ก็คงต้องอยู่ที่นี่อีกหลายปี แบบนี้แหละเรียกว่ากลมกลืนกับวิถีชีวิตท้องถิ่น เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว เธอก็แวะร้านอาหารของรัฐอีกครั้ง ซื้อซาลาเปาไส้เนื้อกลับไปกว่าสิบลูก ใช้คูปองเนื้อจนหมด ก่อนจะมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟอย่างสบายใจ เธอขึ้นรถไฟได้อย่างราบรื่น...เอ่อ จะเรียกว่าปีนขึ้นรถไฟน่าจะถูกกว่า ความจริงตอนนี้อยู่ไม่ไกลจากจุดหมายแล้ว หากรถไฟตรงเวลา พรุ่งนี้แปดโมงเช้าก็จะถึง แต่ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน ก็พูดยาก อย่างไรก็ตาม รถไฟในยุคนี้แทบไม่มีขบวนไหนตรงเวลา โชคดีที่ไม่ได้ล่าช้ามากนัก กว่าจะถึงก็ราวสิบเอ็ดโมงเช้า ตู้สือเม่ยโยนซาลาเปาที่กินเหลือเข้ามิติ เก็บเสบียงสำคัญทั้งหมดไว้ในมิติ แล้วสะพายเพียงสัมภาระของเจ้าของร่างเดิมลงจากรถไฟ เธอไปที่สำนักงานจือชิงประจำพื้นที่ ทำหนังสือรับรอง ก่อนขึ้นรถโดยสารประจำทางเข้าเมืองตามการจัดการของเจ้าหน้าที่ รถคันนี้วิ่งจากเมือง C ไปเมือง J แต่บังเอิญผ่านอำเภอซวงหยางพอดี ไม่เช่นนั้นคงต้องหาทางส่งเธอไปเองอีก แต่ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อถึงอำเภอแล้ว ยังต้องต่อรถไปยังคอมมูน ซึ่งก็คือตำบลที่พูดถึงก่อนหน้านี้ โชคดีที่ตู้สือเม่ยมาถึงถูกจังหวะพอดี เจ้าหน้าที่สถานีเครื่องจักรกลการเกษตรของอำเภอกำลังจะลงพื้นที่ชนบท จึงพาเธอติดรถไปด้วย ไม่อย่างนั้นคงต้องส่งคนไปส่งเธอเป็นการเฉพาะ หากเป็นจือชิงกลุ่มใหญ่ คอมมูนก็จัดคนมารับเองอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีรถแทรกเตอร์ อย่างน้อยก็ยังมีเกวียนวัว แต่เธอมาคนเดียว เรื่องจึงค่อนข้างยุ่งยาก เมื่อถึงคอมมูนไท่ผิง ยังต้องเดินทางต่อไปยังกองการผลิตหลัวเป้ยเฉวียน เรื่องนี้ตู้สือเม่ยไม่ต้องกังวล เพราะหัวหน้ากองผลิตกับประธานฝ่ายสตรีของกองผลิตมารับด้วยตัวเอง อย่างไรเสีย เธอก็เป็นหญิงสาวอายุน้อย หากหัวหน้ากองผลิตมาคนเดียว เกรงว่าจะถูกคนนินทา จึงพาภรรยามาด้วย ทั้งสองไม่ได้พูดจาตำหนิอะไร เพียงแต่สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก ตู้สือเม่ยก็เข้าใจ เพราะอย่างไรเธอก็เพิ่มภาระให้พวกเขา แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง การเอาใจไว้ก่อนย่อมไม่เสียหาย หลังออกจากคอมมูน เธอหยิบบุหรี่กรองอันหนึ่งยื่นให้หัวหน้ากองผลิต พร้อมพูดว่า “หัวหน้ากองผลิตคะ ต้องขอโทษจริง ๆ ที่ทำให้ลำบาก วิ่งวุ่นมาทั้งวันแล้ว สูบบุหรี่สักมวนให้หายเหนื่อยนะคะ” จากนั้นก็ยื่นลูกอมนมกระต่ายขาวหนึ่งกำให้ประธานฝ่ายสตรี “ป้าก็เหมือนกันค่ะ รับลูกอมสักเม็ดไว้คลายกระหาย ต่อไปฉันยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่เข้าใจ คงต้องรบกวนป้าอีกเยอะ” แม้เธอจะไม่เข้าใจว่ากินลูกอมแล้วเกี่ยวอะไรกับการคลายกระหาย แต่ในเมื่อทุกคนพูดกันแบบนี้ เธอก็พูดตามเสียเลย ถือว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม มีคำกล่าวว่ากินของเขาแล้วปากอ่อนลงจริง ๆ ประธานฝ่ายสตรีจึงเลิกทำหน้าบึ้งเสียที “หนูนี่ก็ช่างเกรงอกเกรงใจจริง ๆ” “ก็สมควรแล้วค่ะ ฉันขอบคุณจากใจจริง ป้าไม่ต้องเรียกฉันว่าสหายหรอก เรียกชื่อฉันว่าสือเม่ยก็พอ” “สือเม่ยเหรอ ชื่อนี้แปลกดีนะ” “ก็พ่อแม่ฉันเรียนหนังสือไม่มาก เลยตั้งชื่อตามลำดับลูกค่ะ ฉันเป็นลูกคนที่สิบ ส่วนคำว่า ‘เม่ย’ ในภาษาถิ่นเมืองไห่ซื่อหมายถึงเด็กผู้หญิง เพราะฉะนั้น ชื่อนี้ก็หมายถึงลูกสาวคนที่สิบของบ้านค่ะ”