← สารบัญ ทั้งครอบครัวทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ

ทั้งครอบครัวทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ

ตอนที่ 189189

บทที่ 189 วันดูตัวของสวี่เอ้อร์หลาง

ผ้าห่มที่สวี่อินอินซื้อให้บิดามารดา เป็นผ้าห่มผ้าไหมสีชมพูเข้มปักลายมงคล ผ้าม่านเตียงปักลายดอกไม้และนกอย่างงดงาม ข้างๆ ยังมีห้องเล็กติดอยู่ห้องหนึ่ง ภายในมีตั่งอ่อนตั้งอยู่ จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ หากไม่ใช้ก็อาจเก็บของไว้เป็นห้องเก็บของได้

ส่วนสวี่ต้าจวิ้นพักอยู่ที่เรือนฝั่งตะวันออก สวี่อินอินจัดหาผ้าม่านเตียงปักลายภูเขาและธารน้ำ กับผ้านวมผ้าไหมสีฟ้าน้ำทะเลให้เขา ห้องเล็กที่อยู่ติดกันนั้นถูกจัดเป็นห้องหนังสือของเขา ภายในมีโต๊ะเขียนหนังสือ ตั่งอ่อน และตู้หนังสือแบบช่องแปดมงคล อีกทั้งยังมีโต๊ะและเก้าอี้สองชุดไว้รับแขก

เครื่องใช้ภายในห้องหนังสือ เช่น กระบอกใส่พู่กัน แท่นหมึก ที่วางพู่กัน ถ้วยล้างพู่กัน และทับกระดาษ — สวี่อินอินก็จัดเตรียมให้ครบถ้วน

เรือนฝั่งตะวันตก รวมถึงเรือนรับแขกด้านนอก สวี่อินอินก็จัดหาผ้าห่มเครื่องนอนไว้พร้อมทั้งหมด เวลาญาติคนอื่นมาอยู่ก็มีที่นอนให้เรียบร้อย

ในครัวก็เช่นกัน หม้อกระทะ ถ้วยชามตะเกียบ นางก็จัดหามาครบชุด หลังจากจัดการทุกสิ่ง ทั้งมารดาและบุตรสาวก็ยุ่งอยู่ทั้งวัน ตอนบ่ายท่านย่าก็มาช่วยอีกแรง งานนี้ใช้เวลาแทบทั้งวัน แถมยังสิ้นเงินไม่น้อย

เงินที่ใช้ล้วนมาจากรายได้ของเครื่องปรุงหม้อไฟ ซึ่งสวี่ชุนซานมอบไว้ให้สวี่อินอินดูแล จึงหยิบใช้สะดวก เครื่องปรุงหม้อไฟขายก้อนละห้าสิบเหวิน ตั้งแต่ร้านหม้อไฟเปิดมา มียอดขายเฉลี่ยวันละสองร้อยก้อน หักต้นทุนแล้ว ตอนนี้เงินที่อยู่ในมือสวี่อินอินก็มากถึงเจ็ดถึงแปดสิบตำลึง ที่จริงแล้วควรจะได้มากกว่านี้ เพียงแต่การแลกถั่วบดกับพริกแห้ง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการทำเครื่องปรุงนั้นต้องใช้เงินไม่น้อย บางครั้งเพื่อให้ได้โอกาสแลก ก็ต้องยอมเสียเงินหลายตำลึงถึงสิบกว่าตำลึงก็มี เช่นคราวหนึ่ง ถึงกับต้องเสียเงินซื้อเจ้าลาน้อยหนึ่งตัวโดยเฉพาะ หรืออีกครั้งก็จ่ายเงินสิบกว่าตำลึงเพื่อซื้อต้นไม้ไม้ประดับหนึ่งกระถาง ดังนั้น เพื่อทำเครื่องปรุงหม้อไฟนี้ นางจึงลงแรงไม่น้อยเลยทีเดียว หากปีหน้าปลูกพริกได้เอง ต้นทุนก็จะลดลงมาก

ตอนนี้เรือนใหม่นี้จัดแต่งเรียบร้อยพร้อมเข้าอยู่แล้ว ตามความเห็นของผู้เฒ่าสวี่ การย้ายเรือนควรเลือกวันมงคล นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วคนของตระกูลสวี่ ที่มีบ้านเป็นของตนเองในตัวเมือง จึงต้องฉลองให้สมเกียรติ หวังว่าจะเป็นนิมิตอันดี เปิดทางให้คนตระกูลสวี่รุ่นหลังได้มีบ้านเรือนในเมืองมากขึ้น ผู้เฒ่าสวี่จึงออกไปหาหมอดูวันยามโดยเฉพาะ ได้วันดีเป็นวันที่สิบแปดเดือนสิบสอง

เมื่อได้วันแล้ว ก็เชิญตระกูลฟาง รวมทั้งญาติสองสายคือสกุลโจวและสกุลจาง มาร่วมพิธี “เผาก้นหม้อ” ในเรือนใหม่เพื่อความเป็นสิริมงคล ยังเหลือเวลาอีกสองวัน จึงไม่ต้องรีบร้อน

เรื่องสำคัญกว่าก็คือการดูตัวของสวี่เอ้อร์หลาง แต่เช้า สวี่เอ้อร์หลางแต่งชุดใหม่สะอาดเรียบร้อย ทุกคนในบ้านต่างพากันดูชื่นชม ผู้เฒ่าสวี่ให้สวี่อินอินช่วยแต่งตัวให้อย่างดี ล้างหน้าด้วยสบู่ ทายาประทินผิว หวีผมจนเรียบสนิท ดูสง่างามนัก อาหารเช้าก็เพียงข้าวต้มหนึ่งชาม ไม่ให้กินขนมปังหรือของมีกลิ่นแรง เกรงจะเสียความเรียบร้อย

ท่านย่าในฐานะผู้อาวุโสนำสวี่เอ้อร์หลางไปด้วย ผู้ที่ตามไปนอกจากสวี่อินอินแล้วก็มีจางซิ่วหลาน ให้สวี่อินอินไปด้วยนั้น เพราะถ้าการดูตัวเป็นไปด้วยดี ย่อมมีช่วงให้หนุ่มสาวได้พูดคุยกันบ้าง หากให้เขาอยู่กันตามลำพังย่อมไม่เหมาะ มีน้องสาวไปด้วยถือว่าถูกกาลเทศะ อีกทั้งธรรมเนียมของผู้คนส่วนใหญ่ก็ทำเช่นนี้กัน ส่วนจางซิ่วหลานนั้นเพิ่มมาทีหลัง ก็เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกับสตรีสกุลตู้ที่นางคุ้นเคย

สกุลตู้นับเป็นญาติห่างๆ ของสกุลลั่ว สกุลลั่วรู้ว่าตู้ซื่อสนิทกับจางซิ่วหลาน และกลัวว่าครอบครัวของคู่หมั้นเก่าที่เคยถอนหมั้นจะมาทำลายเรื่องดูตัวนี้ จึงต้องทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเหตุนี้การดูตัววันนี้จึงต้องทำอย่างลับๆ

จางซิ่วหลานกับตู้ซื่อก็เป็นเสมือนสะพานเชื่อมอย่างแนบเนียนระหว่างสองบ้าน จากตรอกหยางหลิวไปวัดผู่หนิงทางตอนใต้ของเมืองระยะทางค่อนข้างไกล ถ้าเดินเท้าคงต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยาม สวี่ชุนหลินจึงเป็นผู้ขับรถม้าพาไป

วัดผู่หนิงเป็นวัดใหญ่ที่มีผู้คนมากมายในเมืองนิยมไปสักการะ นอกวัดมีพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายของจนกลายเป็นตลาดครึกครื้น วันนี้เป็นวันขึ้นสิบห้าด้วย ผู้คนที่มาสักการะจึงมากเป็นพิเศษ เมื่อคนมาก รถม้าก็ผ่านไปไม่ได้ พอถึงนอกตลาด ทั้งหมดจึงลงจากรถ ให้สวี่ชุนหลินหาที่จอด แล้วเดินลัดผ่านตลาดขึ้นไปทางวัด

จากตลาดด้านล่างถึงประตูวัดมีบันไดหินหลายสิบขั้น ผู้คนขึ้นลงแน่นขนัดจนมองแทบไม่เห็นว่าใครเป็นใคร จางซิ่วหลานกับสวี่อินอินพยุงท่านย่าขึ้นบันได ส่วนสวี่เอ้อร์หลางถือตะกร้าเดินตามหลัง

“น้องซิ่วหลาน!”

ทันใดนั้น จางซิ่วหลานได้ยินเสียงเรียก จึงหยุดก้าวและหันกลับไป สตรีที่ถือตระกร้าตามมาคือตู้ซื่อ อยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ขั้น เห็นจางซิ่วหลานหันมา นางก็รีบลากคนที่มาด้วยฝ่าผู้คนขึ้นมา

“โอ้ ข้าเงยหน้าขึ้นเห็นแผ่นหลังเจ้าก็รู้สึกคุ้นนัก ไม่คิดเลยว่าช่างเป็นเจ้าเสียจริง! น้องซิ่วหลาน เจ้าก็มาไหว้พระวันนี้หรือ?”

“ใช่แล้ว ได้ยินว่าวัดผู่หนิงศักดิ์สิทธิ์นัก วันนี้ข้าก็มาพร้อมแม่สามีและลูกสาวนี่แหละ! พี่หญิงตู้ก็มาสักการะด้วยหรือเจ้าคะ?”

จางซิ่วหลานพูดพร้อมเหลือบมองหญิงสองคนที่มากับนางอย่างสงสัย “พี่หญิงตู้เหตุใดไม่พาบุตรสาวมาด้วยเล่า แล้วสองท่านนี้คือผู้ใดเล่า เป็นเพื่อนบ้านหรือเจ้าคะ?”

ตู้ซื่อหัวเราะพลางตอบ “บุตรีข้าไม่ได้มาด้วย วันนี้ข้ามากับพี่สาวต่างมารดา นี่ไง บุตรสาวของนางชื่อชิวหง!”

พูดจบก็หันไปแนะนำต่อว่า “พี่หญิง นี่คือสะใภ้ของเจ้าของร้านเครื่องใช้ความสะอาดสวี่จี้ในตรอกหน้า ข้าสนิทกับนางมาก! นั่นคือแม่สามีของนาง ส่วนคนถือตะกร้านั่นคือหลานชายของนาง”

แนะนำเสร็จ นางก็ว่า “ช่างบังเอิญยิ่ง เช่นนั้นเราขึ้นไปด้วยกันเถิด!”

จางซิ่วหลานพยักหน้า “ขึ้นไปด้วยกันเถิด ล้วนไม่ใช่คนนอกทั้งนั้น!”

ว่าจบ ทั้งสองฝ่ายก็รวมเป็นขบวนเดียวกัน เดินขึ้นไปพร้อมกันต่อ