ทั้งครอบครัวทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ
ตอนที่ 62 — 062
บทที่ 62 ล้มป่วย
ถุงใบนั้นแม้จะเล็ก แต่เมื่ออยู่ในมือของสือเอ้อร์กลับหนักเป็นพิเศษ หลังจากเสียสมาชิกไปคนหนึ่ง หลายครอบครัวที่เหลืออยู่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรต่างไปมากนัก สือเอ้อร์ที่ถือข้าวกลับมา คนอื่น ๆ ก็ทำเป็นมองไม่เห็น ผู้เฒ่าสวี่ถึงกับปฏิเสธไม่ให้สือเอ้อร์เอาข้าวนั้นมารวมให้ทุกคนกินร่วมกัน เพียงบอกให้เขาเก็บไว้กินเอง
แค่หนึ่งโต่วเท่านั้น ไม่มากนัก หากแบ่งออกมาก็ไม่พอให้คนทั้งหมดกินอยู่ดี
แต่สือเอ้อร์ก็ไม่ได้เก็บไว้กินแต่เพียงครอบครัวตนเอง เขาต้มน้ำข้าวโจ๊กแบ่งให้เด็กเล็กของหลายบ้านกิน ส่วนผู้ใหญ่ยังพอทนกินน้ำต้มผักป่าได้บ้าง ทว่าพวกเด็กน้อยเหล่านั้นผอมจนแทบจำหน้าเดิมไม่ได้อีกแล้ว หากไม่ได้กินข้าวโจ๊กสักหน่อย คงไม่อาจทนต่อไปได้จริง ๆ ข้าวฟ่างที่เก็บไว้ก่อนหน้านี้ก็หมดเกลี้ยง หลายครอบครัวต้องออกหาผักป่า เปลือกไม้ ใบไม้กินประทังชีวิต วันแล้ววันเล่า ยิ่งหาได้ยากขึ้นทุกที จนรอบบริเวณนี้แทบไม่เหลืออะไรให้หาอีก
สวี่อินอินหิวจนทนไม่ไหว ระหว่างออกไปหาผักป่า จึงแอบใช้โอกาสสองครั้งแลกขนมปังอัดก้อนมา เมื่อรวมกับก้อนที่เหลือจากคราวก่อน ก็แบ่งกินกับสวี่ชุนซานและอีกสองคนอย่างลับ ๆ พวกเขาใช้น้ำผสมผงกลูโคสกินด้วยกัน ได้กินอิ่มเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ถึงอยากกินเนื้อกระป๋องเพียงใด ก็ไม่กล้าเปิด เพราะเกรงว่ากลิ่นจะลอยไปให้คนอื่นรู้ได้ แม้ระมัดระวังเพียงใด แต่กับคนที่หิวมานาน กลิ่นเพียงน้อยนิดก็ไม่รอดจมูกพวกเขาแน่ ครั้งก่อนที่กินกันยังดีที่มีเพียงอู่ยา แต่หากกินอีกแล้วให้ใครมาได้กลิ่นเข้า คงไม่จบดีแน่ ดังนั้นจึงกินเพียงขนมปังอัดก้อนเท่านั้น พวกเขาทุกคนเช็ดปากให้สะอาด ดื่มน้ำบ้วนปาก ก่อนจะกล้ากลับไปที่พัก
เมื่อได้กินขนมปังอัดก้อนเข้าไป ท้องที่ว่างเปล่าก็อิ่มขึ้นมาบ้าง คืนนี้จึงหลับได้ดีขึ้น เมื่อท้องไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป สวี่ต้าจวิ้นที่เฝ้าฟังเสียงลมยามค่ำคืน ก็ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนก่อน ในยามค่ำที่ลมพัดผ่าน เขาได้ยินเสียงคนสนทนากันบนหอเมือง
“อะไรนะ? พวกชาวบ้านลี้ภัยขี้โคลนยังกล้าตั้งตัวเองเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกร ไม่กลัวคนหัวเราะเยาะหรืออย่างไร?”
“จะว่าเป็นชาวบ้านขี้โคลนก็ไม่ถูก ข้าได้ยินมาว่าคนนั้นเคยเรียนหนังสืออยู่หลายปี รู้หนังสือ เขียนได้อ่านออก คนธรรมดาทั่วไปมีหรือจะกล้าเช่นนั้น? ตอนนี้เขามีคนในมือเกือบหมื่นคน! ยึดได้ทั้งอำเภอฮวาหยาง แล้วเมื่อไม่นานก็เพิ่งตีได้เมืองป๋อหยาง ที่บนหอเมืองยังแขวนหัวขุนนางไว้เป็นอุทาหรณ์! ความกล้านั้น เจ้าจะเทียบได้หรือ?”
“ยุคสมัยอะไรกันนี่ ถึงกับมีผู้ลี้ภัยคิดจะตั้งตัวเป็นฮ่องเต้!”
“ดูท่าทางแล้วก็ไม่แน่นัก ข้าได้ยินมาว่าท่านผู้ว่าการเมือง(จื๋อฝู่ต้าเหริน) ของเรากำลังขอทัพสนับสนุนจากหน่วยจินผิงเว่ยอยู่! หากไม่เช่นนั้น อีกไม่นาน แม่ทัพผู้เกรียงไกรคนนั้นคงบุกมาถึงเมืองหลักของอี้หยางฝู่แน่!”
“มิน่าล่ะ ถึงว่าทำไมท่านผู้ว่าฯ ถึงออกปากให้พวกคหบดีในเมืองตั้งโรงทานและซื้อคนเข้าบ้าน เมื่อนอกเมืองมีผู้ลี้ภัยมากมาย หากแม่ทัพผู้นั้นบุกมา พวกคนอดอยากเหล่านี้เพื่อแลกกับอาหารสักคำ ย่อมพร้อมจะเข้าร่วมกองทัพของเขาแน่ ๆ!”
“แต่จินผิงเว่ยจะมีทหารให้ส่งมาหรือ? ข้าได้ยินมาว่าอ๋องเข่าซานหวังได้รบถึงมณฑลอวิ๋นโจวที่เมืองเหวินหนิงฟู่แล้ว ทัพในมณฑลชิงโจวของเราคงถูกรวบไปหมดเพื่อสู้กับอ๋องเข่าซานสิ?”
“ใครจะรู้เล่า เราทหารชั้นล่างก็แค่ฟังคำสั่งข้างบนเท่านั้นเอง” เสียงสนทนาเหล่านั้นลอยตามลมเข้ามาเป็นระยะ ๆ หลังจากนั้นอีกสองวัน เมืองก็ยังมีคนออกมาซื้อคนอยู่บ้าง แต่แทบไม่มีใครขายบุตรสาวอายุน้อยอีกแล้ว กระทั่งต่อมา เริ่มมีคนหันมาขายบุตรชายแทน ทว่าผ่านไปไม่นาน แม้แต่ผู้ที่อยากขายบุตรขายภรรยา เมืองก็ไม่เหลือผู้ใดออกมาซื้ออีก
ต่อมามีผู้ปล่อยข่าวลือออกไปทั่ว ว่ามีเมืองซงหยางฟู่ทางเหนือพร้อมจะรับผู้ลี้ภัยเข้าเมือง ให้ไปทางนั้นจะได้มีที่อยู่มีข้าวกิน แต่เหล่าผู้ลี้ภัยทั้งหลาย ต่างหมดแรงจะเดินทางต่อไปแล้ว บ้างอ่อนแรงจนขยับตัวไม่ได้ มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ฝืนออกเดินทางไปทางเหนืออย่างประปราย ครอบครัวสวี่กับอีกสองสามบ้านนั้น ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะไปไหนอีก อีกทั้งพวกเขาเดินทางมาที่อี้หยางฝู่ก็เพื่อมาหาญาติอยู่แล้ว จะขึ้นไปถึงซงหยางฟู่ทำไมกันเล่า ยิ่งไปกว่านั้น สวี่ต้าจวิ้นก็ได้ยินมาว่าข่าวลือเหล่านั้น ล้วนเป็นเรื่องที่คนในเมืองจงใจปล่อยออกมา เพื่อให้พวกผู้ลี้ภัยแตกกระจัดกระจาย ไม่รวมตัวอยู่ที่นอกเมืองอี้หยางแห่งนี้
เมื่อในเมืองไม่มีใครออกมาซื้อคน และไม่มีโรงทานแจกอาหารอีกต่อไป นอกเมืองจึงเริ่มมีคนอดตายเป็นจำนวนมาก ทุกวันจะมีศพที่หมดลมหายใจถูกญาติแบกไปโยนทิ้งไว้ในป่าฝั่งตรงข้าม แม้แต่แรงจะขุดหลุมฝังยังไม่มี ต้องปล่อยให้ร่างเน่าอยู่กลางทุ่งอย่างน่าเวทนา ครั้งหนึ่ง สวี่อินอินออกไปข้างนอกพร้อมกับจางซิ่วหลานเพื่อไปทำธุระ ทว่ากลับได้เห็นกับตา มีผู้ลี้ภัยคนหนึ่งคลานอยู่บนหลุมฝังศพชั่วคราว กำลังใช้มือขุดเนื้อคนที่เริ่มเน่าเปื่อยมากิน ใบหน้าของนางซีดเผือดด้วยความสะอิดสะเอียน ส่วนโจวซื่อที่ไปด้วยนั้น พอกลับถึงที่พักก็ล้มป่วยลงทันที
ไม่เพียงโจวซื่อเท่านั้น หลายครอบครัวเริ่มมีคนป่วยล้มระเนระนาด บ้างเป็นเพราะหิวโหย บ้างก็เพราะร่างกายอ่อนแอจนทรุดลงไปเอง ในบรรดาผู้ป่วยนั้น คนที่อาการรุนแรงที่สุดเห็นจะเป็นผู้เฒ่าโจว เขาล้มลงแล้วมีไข้ขึ้นสูงไม่หยุด ครึ่งวันยังไม่ลด โจวต้าชวนและบุตรชายทั้งหลายผลัดกันเฝ้าอยู่ข้างกาย แต่ก็ทำได้เพียงเฝ้าดูเท่านั้น ไม่มีทางใดรักษาได้เลย
แม่เฒ่าสวี่เมื่อเห็นดังนั้นก็เฝ้าอยู่ข้าง ๆ ผู้เฒ่าโจว ร้องไห้อยู่ครู่ใหญ่ แล้วสุดท้ายก็ล้มป่วยตามไปอีกคน
เหล่าผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังพอทนได้ ก็มีเพียงผู้เฒ่าสวี่กับผู้เฒ่าเจิ้งเท่านั้นที่ยังยืนหยัดอยู่ ทั่วทั้งกลุ่มครอบครัวอบอวลไปด้วยความสิ้นหวัง หน้าตาทุกคนหม่นหมองหนักอึ้ง อาการของผู้เฒ่าโจวเลวร้ายลงทุกที จนดวงตาเริ่มพลิกขึ้นเห็นแต่ตาขาว สวี่ชุนซานมองแล้วทนไม่ไหว แอบดึงสวี่อินอินมากระซิบถามเสียงเบา “อินอิน แลกยาลดไข้ได้ไหม?”
คนอื่นล้วนหิวโหย ร่างกายอ่อนแรง แต่มีเพียงผู้เฒ่าโจวที่มีไข้ ถ้าไม่ได้กินยาเพื่อลดไข้ลงเสียก่อน คืนนี้คงไม่รอดแน่ ต่อให้ไม่นับเรื่องร่วมชะตาลี้ภัยกันมา ผู้เฒ่าโจวก็ยังเป็นลุงแท้ ๆ ของสวี่ชุนซาน เขาจะทนดูท่านสิ้นใจเฉย ๆ ได้อย่างไรกัน เรื่องนี้เกี่ยวกับชีวิตคน สวี่อินอินจึงไม่ลังเล รีบใช้โอกาสอีกหนึ่งครั้ง แลกยาลดไข้มา แล้วละลายใส่น้ำในกระบอกไม้ไผ่ ส่งให้สวี่ชุนซาน
สวี่ชุนซานถือกระบอกน้ำเข้าไปเบียดโจวต้าชวน “ข้าจะให้ท่านลุงดื่มน้ำหน่อย”
ตอนนั้นผู้เฒ่าโจวตาลอย ขาวโพลนทั้งคู่ เหมือนไร้สติ จะดื่มน้ำได้อย่างไรกันเล่า แต่โจวต้าชวนก็ไม่ได้ห้าม เขารู้ดีว่าบิดาคงไม่รอดแล้ว ให้ดื่มน้ำก่อนตายก็ยังดี อย่างน้อยจะได้ไม่กระหายจากไป ทุกคนได้แต่ยืนมอง สวี่ชุนซานค่อย ๆ ป้อนน้ำเข้าไปในปากผู้เฒ่าโจว ต่างคิดในใจว่าท่านคงไม่พ้นคืนนี้แน่ ทว่าพอถึงยามพลบค่ำ ผู้เฒ่าโจวกลับยังไม่สิ้นลมหายใจ โจวต้าชวนยื่นมือแตะหน้าผาก แล้วอุทานเสียงดังว่า
“ท่านพ่อตัวไม่ร้อนแล้ว!”