ทั้งครอบครัวทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ
ตอนที่ 76 — 076
บทที่ 76 ค้นพบนิ้วทองคำ
นางฟ้าน้อยอย่างนางจะยอมมีชีวิตซังกะตายหยาบกระด้างเช่นนี้ได้อย่างไร สวี่อินอินเรียกแผงหน้าจอของระบบขึ้นมา มุมล่างซ้ายปรากฏเลขห้าเด่นชัด
“ระบบ ข้าขอแลกชุดบำรุงผิวสำหรับให้ผิวกระจ่างและชุ่มชื้น เป็นของที่ระบบผลิตเอง ประสิทธิภาพดีที่สุด เข้าใจหรือไม่?”
[รับทราบ กำลังดำเนินการแลกเปลี่ยน…] [ติ๊ง! แลกเปลี่ยนสำเร็จ!]
ชั่วพริบตา สวี่อินอินก็เห็นกล่องสี่เหลี่ยมสีฟ้านกยูงวางอยู่บนชั้นเก็บของภายในมิติ ดูหรูหรางามตายิ่งนัก
ของนั้นไว้กลับเรือนค่อยแกะ ตอนนี้นางกุมเอวพลางสั่งสวี่ต้าจวิ้น “รีบเก็บฟืนให้มาก ๆ หน่อย”
สวี่ต้าจวิ้นบ่น “จะเก็บทำไมกันเล่า ในเรือนยังมีฟืนอยู่นี่ พี่ใหญ่กับพี่รองเพิ่งหาบกลับมาเมื่อวาน ใช้ได้อีกหลายวัน”
สวี่อินอินว่า “ยังไม่พอ ข้าจะอาบน้ำสระผม เจ้าเองก็ต้องอาบด้วย”
สวี่ต้าจวิ้นส่ายหน้า “ข้าไม่ได้บอกว่าจะอาบนี่นา เพิ่งอาบไปเมื่อสองวันก่อนเอง”
“ข้าอาบ เจ้าก็ต้องอาบ ไม่อย่างนั้นท่านปู่ท่านย่าจับได้ก็จะด่าข้า เข้าใจหรือไม่?”
สวี่ต้าจวิ้นเงียบกริบ คราวก่อนอาบก็ยังไม่สะอาดดี หมัดเหายังมีอยู่ แถมถูตัวยังมีคราบไคลออกมาเป็นก้อน ยิ่งคิดสวี่อินอินยิ่งทนไม่ได้ นางฟ้าน้อยผู้พิถีพิถันจะปล่อยให้สภาพเช่นนี้ได้อย่างไร ครึ่งชั่วยามให้หลัง เมื่อสองพี่น้องหอบฟืนมัดโตลงจากเขา ก็ได้ยินเสียงของจางซิ่วหลานดังจากเชิงเขา
เมื่อครู่พวกเขารีบไล่กระต่าย จึงบอกท่านแม่ไว้ให้คอยตรงนี้ก่อน บัดนี้ก็ผ่านมานานทีเดียว เสียงที่ได้ยินชวนให้สงสัยว่าท่านแม่กำลังโต้เถียงกับผู้ใดอยู่ ทั้งสองเร่งฝีเท้าลงเนินไป ก็เห็นจางซิ่วหลานกับสวี่อู่ยายืนประจันหน้าสตรีอีกสองคน ต่างฝ่ายต่างยึดปากตะกร้าที่ใส่ผักป่าจนเต็มแล้วคนละข้าง ไม่ยอมปล่อยมือ
“ปล่อยมือ!” จางซิ่วหลานตวาดอีกครั้ง
สตรีฝั่งตรงข้ามเสียงแข็งยิ่งกว่า “นี่ของข้า! เจ้าต่างหากที่ต้องปล่อย!”
จางซิ่วหลานโกรธจนแทบระเบิด ตะกร้านี้เป็นของนางแน่แท้ กว่าจะหาผักป่าจนเต็มตะกร้าได้ก็ลำบากยิ่ง หญิงสองนางนั่นกลับโผล่มาโดยไม่พูดไม่จาแล้วจะมาแย่ง นางจะยอมได้อย่างไร ทว่าหญิงสองนางนั้นหน้าหนานัก กลับยืนยันว่าผักป่าเหล่านี้เป็นของตน ทั้งยังพูดจาอย่างมีเหตุมีผล ทั้งที่โกหกสิ้นเชิง นางช่างเหลือเชื่อจริง ๆ!
ยื้อกันอยู่เสียนาน จางซิ่วหลานหมดความอดทน “ข้าถามหน่อย เจ้ายังมีความละอายอยู่บ้างหรือไม่ ที่เคยเห็นคนไม่ละอายก็ยังไม่เท่าเจ้า! สมองเจ้าคงพิกลนัก ตะกร้าใบนี้เห็นหรือไม่ ใหม่เอี่ยม นั่นของเรือนท่านอาเติ้งทำให้ ท่านอาเติ้งเขาสานก้นลายดอกเบญจมาศ เป็นลายเฉพาะเรือนเขา เรือนเจ้าจะมีลายเดียวกันหรือ?”
สตรีคนนั้นไม่ยอมแพ้ ยกเสียงสูง “แล้วอย่างไรเล่า ตะกร้านี้มีเขียนชื่อเรือนเจ้าหรือไม่ ลายดอกใดข้าไม่รู้ดอก ผัวข้าก็สานได้เหมือนกัน ถึงตะกร้าเป็นของเจ้า ผักป่าในนี้ก็เป็นของข้า เจ้าฉกมาของข้าไม่เห็นหรือ รีบปล่อยมือ ไม่เช่นนั้นข้าจะไปเรียกผัวมา!”
จางซิ่วหลานถ่มน้ำลาย “เจ้ายังเด็กนักหรือไร ถึงแพ้ก็จะลากผู้ใหญ่ช่วย เจ้านี่ช่างเก่งเสียจริง ดูสภาพเจ้าสิ หน้าตาอัปลักษณ์ หน้าผากเตี้ยคางสั้น เป็นคนชอบฉวยของถูก เห็นแก่ได้! คิดจะแย่งผักของข้า ระวังเถิด แย่งไปก็ใช่ว่าจะได้กิน กินแล้วท้องเสียทั้งคืน ลุกเข้าห้องน้ำไม่หยุด นอนจมเตียงไปเลย เชอะ! ปล่อยมือ!”
ว่าแล้วนางออกแรงกระตุกเข้าหาตัว น่าแปลก เมื่อครู่ยังยื้อกันไม่ขยับ คราวนี้พอนางดึงทีเดียว อีกฝ่ายกลับเสียหลักพร้อมกัน ตะกร้าหลุดมือไม่พอ ร่างยังล้มคะมำหน้าคว่ำลงดิน สตรีที่ปากกล้าคนนั้นเคราะห์ร้ายยิ่งนัก คางกระแทกก้อนหินเล็กจนฟันหลุดไปซี่หนึ่ง ริมฝีปากบวมฉ่ำทันควัน
จางซิ่วหลานเชิดหน้าขึ้น สะพายตะกร้าไว้กับแขน แล้วจับมือน้องห้า หมุนตัวกลับไปอย่างองอาจ ทิ้งสองหญิงที่ล้มคะมำร้องโอดครวญอยู่กับพื้นไว้เบื้องหลัง
พอหันกลับมาก็เห็นสองพี่น้องสวี่อินอิน จึงรีบเดินเข้าไปหา “ข้ากำลังคิดอยู่ว่าพวกเจ้าหายไปไหนเสียตั้งนาน ข้าเก็บผักป่าเสร็จนานแล้วนะ กำลังจะรอพวกเจ้านี่แหละ เกือบถูกพวกหญิงไร้ยางอายนั่นแย่งไปแล้วด้วย!”
สวี่อินอินเหลือบมองไปยังหญิงสองคนนั้น แล้วหันมามองมารดาอีกครั้ง พลันนึกสงสัยขึ้นมาในใจไม่หยุด ทั้งสี่คนพากันเดินกลับเรือน ระหว่างทาง สวี่อินอินอดไม่ได้ที่จะรื้อฟื้นเรื่องเดิมขึ้นมาอีกครั้ง “ท่านแม่ มิสู้ท่านลองด่าข้าสักหนเถอะ”
จางซิ่วหลานปรายตามองนาง “ข้าด่าทำไมกัน? ตั้งแต่เจ้าลืมตาดูโลก ข้าเคยด่าเจ้าสักครั้งหรือ? ลูกหญิงเชื่อฟังว่านอนสอนง่ายอย่างเจ้า ใครจะไปมีอันใดให้ด่ากันเล่า?” นางเห็นทีคงต้องบ้าไปก่อนถึงจะด่าลูกสาวดีเช่นนี้ได้
“มิใช่เจ้าค่ะ ข้าแค่อยากให้ท่านแม่ลองด่าข้าสักที”
สวี่ต้าจวิ้นก็เหลือบมองพี่สาวอย่างประหลาดใจเช่นกัน
สวี่อินอินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “เช่นนั้นถ้าท่านแม่ไม่อยากด่าข้า ท่านด่าต้าจวิ้นแทนก็ได้เจ้าค่ะ”
จางซิ่วหลานเหลือบตามองลูกชายอย่างคนหมดคำพูด แล้วหันมามองลูกสาวที่จ้องตนตาไม่กะพริบ อ้าปากจะพูดแต่ก็ปิดอีก สุดท้ายจึงพูดขึ้นว่า “ข้าด่าเขาทำไมกัน ตอนนี้เขาก็มิได้ทำอันใดให้ข้าโกรธเสียหน่อย จะให้ข้าด่าเรื่องใด?”
สวี่ต้าจวิ้น คิดอยู่ในใจ หรือว่าควรจะดีใจที่มารดาไม่ใช่พวกชอบด่าใครพร่ำเพรื่อ? แต่ยังไม่ทันคิดจบ ก็ได้ยินเสียงสวี่อินอินกระซิบข้างหู “เจ้าลองยั่วให้นางโกรธดูสิ”
สวี่ต้าจวิ้น: …… พี่สาวคนนี้ เป็นพี่แท้ ๆ ของเขาจริงหรือไม่กันนี่!
เอาเถิด...ลองก็ลอง เขาสูดหายใจลึก หันไปมองจางซิ่วหลาน “ท่านแม่ หท่านน้าเต็มไปด้วยกระหลิว* น่าเกลียดยิ่งนัก”
(*หมายถึงกระฝ้า / รอยดำเล็ก ๆ บนใบหน้า ใช้แทน 麻子 ตามสำนวนยุคโบราณ)
จางซิ่วหลานเบิกตาโพลงทันที
“ท่านแม่ มองข้าทำไมกัน หรือท่านเป็นบ้ากระนั้นรึ?”
แม้รู้ว่าลูกชายตัวเหม็นตั้งใจแกล้งยั่ว แต่นางก็โกรธจนหน้าแดงหูแดง อดไม่ได้ยกมือฟาดไปที่ท้ายทอยเขาฉาดใหญ่ พลางด่ากลับเสียงดุ
“เจ้าลูกตัวเหม็น เจ้ากล่าวว่าใครงามไม่งามหรือ! เจ้ารูปโฉมดีนักหรือไร ไปตักน้ำมาส่องเงาดูหน้าตนเสียก่อนสิ! ช่างละม้ายลิงเชิดในตลาดไม่มีผิด! แล้วเจ้าว่าใครบ้า ข้าว่าหัวเจ้าต่างหากที่แข็งดุจหิน! สมองคงกลวงไปหมดแล้วสิไม่ว่า!”
สวี่อินอินจ้องมองน้องชายตาไม่กะพริบ เพียงจางซิ่วหลานด่าจบ วินาทีนั้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นผลักจากด้านหลัง สวี่ต้าจวิ้นก้าวซ้ายเหยียบขวา ล้มคะมำลงกับพื้น มัดฟืนที่แบกหลังก็กระแทกลงมาทับเต็มแรง
สวี่อินอินเลิกคิ้ว แววตาเปล่งประกายวาบ