← สารบัญ ทั้งครอบครัวทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ

ทั้งครอบครัวทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ

ตอนที่ 83083

บทที่ 83 ร้านป๋อหย่าไจ้

พูดจบแล้ว นางก็ไม่ให้สวี่ต้าจวิ้นมีเวลาคิดมาก เรียกฟางอวี้ซิงที่เพิ่งกลับมาบ้านให้พาเขาออกไปเดินเล่นด้วยกัน ทั้งสองแม้จะไม่ใช่วัยเดียวกัน แต่ก็อายุไล่เลี่ยกัน พาไปเที่ยวเล่นด้วยกันได้พอดี

ฟางอวี้ซิงเองก็ดีใจ ที่ต่อไปจะมีเพื่อนวัยเดียวกันที่พูดคุยกันถูกคอ ได้กินอยู่และไปเรียนด้วยกัน จึงรีบลากสวี่ต้าจวิ้นออกจากบ้านไปทันที สวี่ต้าจวิ้นเคยมาเมืองฟู่สองครั้งแล้ว แต่ยังไม่เคยได้เที่ยวดูรอบเมืองอย่างจริงจัง คราวนี้ได้ออกมากับฟางอวี้ซิง เขาก็รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย

“ดีเลย วันนี้ที่ร้านป๋อหย่าไจ้จัดงานประชันบทกลอน พวกเราไปดูเถอะ!”

พอออกจากบ้านเลี้ยวเข้าสู่ถนนใหญ่ที่ครึกครื้น ฟางอวี้ซิงก็พูดขึ้นมาเช่นนั้น สวี่ต้าจวิ้นถึงกับรู้สึกราวถูกน้ำเย็นสาดใส่ทั้งตัว เฮ้อ จะเดินเที่ยวเล่นดี ๆ ไม่ดีกว่าหรือ จะไปดูประชันกลอนอะไรนั่นทำไมกัน!

“ข้าไม่ไปดีกว่า ข้าแต่งกลอนไม่เป็น”

ฟางอวี้ซิงโบกมือ “ข้าก็แต่งไม่เป็นเหมือนกัน เราไปดูเฉย ๆ เรียนรู้ไว้ก็ยังดี ข้าได้ยินว่าหยางซื่อชิวจะไปด้วยนะ!”

“หยางซื่อชิว? เขาเป็นใครกัน?” สวี่ต้าจวิ้นถามอย่างไร้ความสนใจ

ฟางอวี้ซิงพูดด้วยน้ำเสียงนับถืออย่างยิ่ง “เขาเป็นกวีหนุ่มผู้มีชื่อเสียงในเมืองฟู่ แต่งกลอนเก่งมาก เสียดายที่เขาเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาซานหยาง มิฉะนั้นข้าคงอยากเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับเขาแน่”

“ถึงแล้ว ถึงแล้ว! ข้างหน้าโน่นแหละร้านป๋อหย่าไจ้!” พูดไม่ทันขาดคำ ฟางอวี้ซิงก็ลากสวี่ต้าจวิ้นก้าวเข้าไปในร้านนั้นทันที สวี่ต้าจวิ้นปฏิเสธไม่ทัน ได้แต่ตามเข้าไปอย่างเสียไม่ได้ ร้านป๋อหย่าไจ้เป็นร้านหนังสือ พอเปิดประตูเข้าไป กลิ่นหมึกอ่อน ๆ ก็ลอยมาแตะจมูก ชั้นล่างเต็มไปด้วยชั้นหนังสือ มีคนเดินเลือกอ่านเงียบ ๆ สงบเรียบร้อย

ชั้นสองเป็นที่นัดพบของเหล่านักปราชญ์ผู้ชื่นชอบบทกลอน คล้ายห้องน้ำชาขนาดใหญ่ บรรยากาศสง่างาม ภายในมีโต๊ะกลมใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง รอบข้างยังมีโต๊ะเล็กและเก้าอี้กลมอีกหลายชุด เวลานี้โต๊ะกลมใหญ่ล้อมไปด้วยผู้คนแน่นขนัด ที่นั่งรอบข้างก็แทบเต็ม มีบางคนยกเก้าอี้กลมจากข้างหลังมานั่งเพิ่ม และอีกหลายคนยืนเบียดอยู่รอบนอก เพียงเพื่อจะได้เห็นงานประชันกลอนนี้กับตา ส่วนโต๊ะกลมใหญ่นั้น ล้วนเป็นที่นั่งของบุคคลสำคัญทั้งสิ้น

งานประชันกลอนครั้งนี้จัดโดยบุตรชายของท่านผู้ว่าการเมือง ซึ่งเป็นผู้ที่ชื่นชอบบทกวีและจัดงานเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง ฟางอวี้ซิงยังอายุน้อย รูปร่างก็ไม่สูงนัก จึงต้องเขย่งเท้าเบียดเข้าไปข้างในอยู่พักใหญ่ กว่าจะหาช่องยืนได้ แล้วจึงชี้ไปทางโต๊ะใหญ่พลางกระซิบกับสวี่ต้าจวิ้น

“เห็นหรือไม่ คนที่นั่งตรงกลางในชุดสีน้ำเงินนั่นแหละหยางซื่อชิว!”

สวี่ต้าจวิ้นมองตามไป แล้วก็ถึงกับอึ้ง นั่นมันเด็กหนุ่มสี่คนที่เขาเจอบนเขาเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่นา! ทั้งหมดนั่งอยู่ที่โต๊ะใหญ่ด้วยกัน คนที่ชื่อหยางซื่อชิวน่าจะเป็นคนที่วันนั้นพูดถึงขากระต่ายข้างขวา หน้าตาเคร่งขรึมจริงจังคนนั้นเอง เขาก็รู้อยู่แล้วว่าคนพวกนั้นไม่ธรรมดา คิดไม่ถึงว่าจะรู้จักกับบุตรผู้ว่าการเมืองด้วย

โชคดีที่วันนั้น “คนสำคัญ” เหล่านี้ไม่ได้มีนิสัยประหลาด ไม่อย่างนั้นหลังจากสวี่อินอินชนล้มลงมา เขากับพี่สาวคงไม่อาจกลับลงเขาโดยสวัสดิภาพได้แน่ นี่เป็นครั้งแรกที่สวี่ต้าจวิ้นได้เห็นงานประชันบทกลอนของยุคนี้ ต่างจากครั้งหนึ่งที่เขาเคยถูกเพื่อนลากไปร่วมในตลาดอำเภอโดยสิ้นเชิง ทั้งระดับของผู้เข้าร่วม และบรรยากาศ ก็ล้วนต่างกันโดยสิ้นเชิง

บทกลอนเหล่านี้ฟังแล้วน่าเบื่อสำหรับเขายิ่งนัก เขายืนนิ่งจนรู้สึกเมื่อยไปทั้งตัว แต่ฟางอวี้ซิงกลับดู เพลิดเพลินสนุกสนาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น สวี่ต้าจวิ้นเห็นดังนั้นก็ได้แต่กลั้นใจยืนอยู่เฉย ๆ

แต่ยืนเฉย ๆ ก็ไม่พ้นถูกฟางอวี้ซิงหันมาถามไม่หยุด ทั้งถามว่าคนนี้แต่งได้ดีไหม คนนั้นมีความหมายลึกซึ้งหรือไม่ สวี่ต้าจวิ้นถูกถามซ้ำแล้วซ้ำอีกจนหมดความอดทน จึงตอบไปว่า “ก็พอใช้ได้”

ไม่คาดคิดเลยว่า คำพูดสามคำนั้นเอ่ยออกมาพอดีกับจังหวะที่ในห้องเงียบสงัด ทุกคนจึงได้ยินชัดถ้อยชัดคำว่า “ก็พอใช้ได้” ที่ฟังดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ก่อนหน้านั้นพอดี มีบัณฑิตคนหนึ่งเพิ่งแต่งกลอนชมดอกเหมยจบ เขาหน้าตาไม่พอใจนัก รู้สึกเหมือนถูกดูแคลน จึงหันมามองทางนี้ เห็นอีกฝ่ายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าผ้าฝ้ายหยาบที่ไม่เข้ากับสถานที่นัก ก็เผยสีหน้าดูหมิ่น แล้วยกคางพูดขึ้นว่า “อ้อ เช่นนั้นท่านคงแต่งได้ดีกว่ากระมัง เชิญแต่งให้พวกเราฟังหน่อยสิ”

สายตาหลายคู่หันมามอง สวี่ต้าจวิ้นรู้สึกได้ทันที หัวใจพลันคิดในใจว่า “แย่แล้วสิ”

เขาหันไปมองฟางอวี้ซิง แต่เห็นอีกฝ่ายกลับทำตาเป็นประกายตื่นเต้น ราวกับคาดหวังว่าเขาจะสามารถแต่งกลอนชมดอกเหมยได้ดีกว่าเสียอย่างนั้น นี่มันเพื่อนซี้ที่สร้างปัญหาชัด ๆ สวี่ต้าจวิ้นถึงกับยืนนิ่งค้างอยู่กับที่

แต่งกลอนรึ? หากเป็นกลอนล้อเล่นพอไหว อย่าง “เช้าตรู่ยุงกัดเล่น พ่นยาฆ่ายุงตาย” เขายังพอแต่งได้อยู่ แต่ให้แต่งกลอนที่คนฟังต้องยกมือชม? เขาทำไม่ได้แน่! แต่ทุกคู่ตากลับมองเขาอยู่ราวกับคมดาบ จะเฉไฉหลบหนีคงไม่พ้นแล้ว โดยเฉพาะเมื่อบุตรผู้ว่าการเมืองยังหันมาพูดขึ้นด้วยความสนใจว่า

“ในเมื่อเป็นงานประชันบทกลอน ก็ย่อมให้ทุกคนได้ออกความเห็น เชิญเจ้าลองแต่งบทกลอนให้พวกเราฟังสักบทเถิด” บรรดาเด็กหนุ่มสี่คนรวมถึงหยางซื่อชิวก็ดูเหมือนจำเขาได้ ต่างก็ประหลาดใจที่เห็นเขาอยู่ที่นี่ แต่ต่อมากลับมองด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นรอเขาเอ่ยปาก บรรยากาศเป็นเช่นนี้ เขาจะถอยก็ถอยไม่ได้เสียแล้ว ในชั่วขณะนั้น สมองของสวี่ต้าจวิ้นพลันนึกถึงฉากหนึ่งจากละครที่เคยดู เมื่อตัวเอกลอกบทกลอนมาประชันหน้าพระที่นั่ง สายเลือดทั่วร่างพลันสูบฉีดขึ้นมาอย่างฉับพลัน

ในความทรงจำของสวี่ต้าจวิ้น ราชวงศ์ในตอนนี้เรียกว่าแคว้นต้าเอี้ยน ซึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกที่เขาจากมาไม่มีอยู่จริงเลยแม้แต่น้อย ราชวงศ์ก่อนหน้าก็ไม่ใช่ที่เคยได้ยินในประวัติศาสตร์เช่นกัน ดังนั้น เหล่ากวีผู้ยิ่งใหญ่ในตำนานที่เขาเคยรู้จัก พวกที่ได้รับสมญานามว่าเป็นยอดแห่งกวีทั้งหลาย ย่อมไม่มีอยู่ในโลกนี้เลยสักคน! สวี่ต้าจวิ้นรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่าน เมื่อถูกคนทั้งห้องผลักดันมาถึงจุดนี้ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว จึงคิดในใจว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เช่นนั้นวันนี้ข้าจะเป็นนักคัดลอกบทกลอนเสียหนหนึ่งก็แล้วกัน!