ทั้งครอบครัวทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ
ตอนที่ 86 — 086
บทที่ 86 ฟางฉงอวิ๋น
มีคนหันไปมองฟางฉงอวิ๋นซึ่งเงียบอยู่นานแล้ว “คุณชายฟาง เห็นทีเรื่องที่คุณชายผู้นี้พูดมานั้นจริงหรือเท็จ คงไม่มีใครรู้ได้ดีกว่าท่านกระมัง ขอคุณชายฟางช่วยพูดให้กระจ่างเถิด” สายตาทุกคู่จึงหันไปมองฟางฉงอวิ๋น สวี่ต้าจวิ้นเองก็หันไปมองด้วยความสงสัย คนที่สวี่อินอินเคยชนเข้าวันนั้น ก็เป็นคนตระกูลฟางด้วยหรือ?
เขาจึงหันไปมองฟางอวี้ซิงเป็นเชิงถาม คนในตระกูลเดียวกัน เจ้าไม่รู้จักหรือ? ฟางอวี้ซิงรับรู้สายตานั้น ก็พยักหน้ากลับมาเล็กน้อย แสดงว่าแน่นอน เขารู้จักอยู่แล้ว ฟางฉงอวิ๋นไม่ได้มองสวี่ต้าจวิ้น เพียงหันไปมองฟางอวี้ซิงแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้นี้คือคนในบ้านท่านอาของข้า
เพียงคำเดียว ไม่ได้บอกว่าสวี่ต้าจวิ้นเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาตระกูลฟางหรือไม่ แต่ก็เท่ากับยืนยันแล้วว่า ฟางอวี้ซิงเป็นคนตระกูลฟางโดยสายเลือด ผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างมองฟางอวี้ซิง แล้วก็หันมามองสวี่ต้าจวิ้นอีกครั้ง สุดท้ายก็ไม่ได้เซ้าซี้ต่อเรื่องนี้อีก งานประชันกลอนจึงดำเนินต่อไป ส่วนเรื่องอื่นนั้น ก็ถือว่าไม่สำคัญแล้ว
ออกจากร้านป๋อหย่าไจ้ ฟางอวี้ซิงก็รีบเอ่ยเสียงขอโทษ “ต้าจวิ้น ข้าขอโทษจริง ๆ นะ ที่เมื่อครู่ข้าอดใจไม่อยู่ เลยพูดออกไปให้เจ้าต้องเดือดร้อน”
เขาถูกผู้คนกล่าวหาว่าเป็นคนโกหกก็แล้วไป แต่บทกลอนสองบทที่สวี่ต้าจวิ้นแต่งไว้นั้นงดงามนัก ควรได้รับคำชื่นชมแทนที่จะถูกมองว่าเป็นการหลอกลวง เพียงเพราะถ้อยคำที่เขาพลั้งปากไปคำหนึ่ง กลับทำให้ต้าจวิ้นถูกเข้าใจผิดเช่นนั้น ทว่าสวี่ต้าจวิ้นหาได้ถือสาไม่ เขารู้ดีว่าฟางอวี้ซิงพูดเช่นนั้นก็เพื่อจะปกป้องเขาเท่านั้นเอง
เขาโบกมือพลางกล่าว “ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย ข้าว่าพรุ่งนี้คงต้องตั้งใจให้มากหน่อย ให้ท่านอาจารย์ฟางเห็นกับตาว่าข้าเหมาะจะเป็นศิษย์ของท่าน เช่นนั้นเราก็ไม่ถือว่าพูดโกหกแล้วใช่ไหม?”
ได้ยินดังนั้น ฟางอวี้ซิงกลับรู้สึกผิดยิ่งกว่าเดิม “คือว่า...ต้าจวิ้น ข้ายังไม่ได้บอกเจ้า เรื่องเมื่อครู่ที่อยู่ในร้านน่ะ คุณชายฟางคนนั้น คือหลานชายแท้ ๆ ของท่านอาจารย์ฟาง”
สวี่ต้าจวิ้น : ……สรุปได้ว่า พวกเขาเพิ่งโอ้อวดต่อหน้าหลานชายของอาจารย์ฟางไปหยก ๆ ว่าตนเป็นศิษย์ของท่านเสียอย่างนั้น เขานึกถึงบทที่ฟางฉงอวิ๋นถูกถามแล้วไม่ได้ปฏิเสธตรง ๆ ก็อดถอนใจไม่ได้ คนผู้นี้ ช่างเป็นคนดีแท้ มิฉะนั้น หากอีกฝ่ายพูดออกมาตรง ๆ ว่าเขาโกหก ทั้งเขาและฟางอวี้ซิงคงไม่มีทางเงยหน้าได้อีก แต่แล้วสวี่ต้าจวิ้นก็ทำหน้าเหยเก เช่นนี้เขาจะไปพบอาจารย์ฟางได้อย่างไรเล่า!
ต่อให้ฟางฉงอวิ๋นไม่พูดออกต่อหน้า ก็ต้องกลับไปเล่าให้ปู่ของตนฟังแน่ พรุ่งนี้เขาจะทำดีเพียงใด อาจารย์ฟางก็คงไม่ยอมรับเขาเป็นศิษย์อีกแล้ว เรียบร้อย... ทีนี้คนที่ถูกตบหน้าก็คือตัวเขาเองนี่แหละ!
สวี่ต้าจวิ้นคาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว จึงอดรู้สึกขัดใจไม่ได้ หากรู้เช่นนี้แต่แรก เขาคงไม่เผลอปล่อยให้สมองว่างเปล่า เอ่ยกลอนของผู้อื่นออกมาเช่นนั้น โชคร้ายที่ดันถูกคนได้ยินเข้าเสียอีก ตอนนี้ยังไม่ทันได้พบอาจารย์ฟาง ก็กลายเป็นว่าตัวเองสร้างความเข้าใจผิดไว้ก่อนแล้ว เสียชื่อไปก่อนเจอตัวจริงเสียอีก พรุ่งนี้คงได้แต่ไปแบบจำใจ หรือต่อให้จะไม่ไป ก็อาจต้องหาสำนักศึกษาที่ค่าเรียนถูกกว่านี้แทนเสียแล้ว
ทางด้านฟางอวี้ซิง เมื่อกลับถึงบ้านก็รีบเล่าเรื่องทั้งหมดให้บิดาฟัง รวมถึงยังท่องให้ฟางฉางซวี่ฟังถึงกลอนสองบทที่สวี่ต้าจวิ้นแต่งไว้ แม้ฟางฉางซวี่จะมีเพียงตำแหน่งบัณฑิตขั้นต้น ยังไม่ใช่ผู้สอบผ่านขั้นสูง และไม่ชำนาญเรื่องการแต่งกลอนนัก แต่เพียงได้ฟังก็รู้ทันทีว่ากลอนทั้งสองบทนั้นดีเยว่มเพียงใด เขาอดชื่นชมหลานชายของภรรยาไม่ได้
เด็กหนุ่มที่สามารถแต่งกลอนได้ขนาดนั้น แสดงว่ามีพรสวรรค์แท้ ๆ เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งการศึกษาโดยธรรมชาติ พรสวรรค์เช่นนี้ ไม่อาจปล่อยให้สูญเปล่าได้ เขาจึงหันไปถามบุตรชายอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้เข้าใจเรื่องทั้งหมด ครั้นได้รู้ว่าความวุ่นวายทั้งหลายเกิดเพราะบุตรชายพูดเกินจำเป็น จึงอดตำหนิไม่ได้
“พ่อสอนเจ้าอยู่เสมอ เวลาออกนอกบ้านอย่าพูดมาก อย่าก่อเรื่อง อย่าพยายามออกหน้า เจ้านี่นิสัยก็ไม่รู้เหมือนใคร เวลาถือหนังสือก็ดูเรียบร้อยดี พอออกนอกบ้านกลับซุกซนเหลือเกิน!” ฟางอวี้ซิงก้มหน้า ไม่กล้าเถียงสักคำ ฟางฉางซวี่เห็นลูกชายไม่ตอบโต้อะไร ก็พูดต่ออีกไม่กี่ประโยคแล้วค่อยหยุด ก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น
“เรื่องนี้ไม่ถึงกับเป็นปัญหาใหญ่ดอก จากนิสัยของฟางฉงอวิ๋น ข้าเชื่อว่าเขามิใช่คนปากมาก และเมื่อมีเจ้าอยู่ด้วย เขาคงไม่กลับไปเล่าให้ปู่ของเขาฟังแน่”
พูดจบ เขาก็หันไปมองสวี่ต้าจวิ้น “ต้าจวิ้น พรุ่งนี้เจ้าจะตามข้าไปคารวะท่านอาจารย์ ก็เพียงตั้งใจให้ดี ตอบคำถามด้วยใจสงบ อย่าเก็บเรื่องอื่นมาคิดให้รกใจ”
สวี่ต้าจวิ้นประสานมือคำนับ “ขอรับ”
ฟางฉางซวี่โบกมือให้ทั้งสองกลับไปพักผ่อน “ไปเถิด กลับไปอ่านหนังสือให้ขึ้นใจ”
สองหนุ่มออกจากโถงใหญ่ มองหน้ากันครู่หนึ่ง แล้วก็แข่งกันวิ่งไปยังห้องหนังสือ พอเข้าประตูได้ ทั้งคู่ก็หัวเราะลั่นออกมาพร้อมกัน หัวเราะกันอยู่นานกว่าจะหยุดได้ สวี่ต้าจวิ้นถามทั้งรอยยิ้ม “เจ้าหัวเราะอะไร?”
ฟางอวี้ซิงกลั้นหัวเราะ “ก็หัวเราะท่านพ่อข้าน่ะสิ ตอนท่านดุ ขนเคราแพะของท่านกระดกขึ้นลงตามจังหวะทุกคำเลย ข้าทนไม่ไหวจริง ๆ”
สวี่ต้าจวิ้นหัวเราะบ้าง “แล้วเจ้ารู้ไหม ข้าเองก็หัวเราะตอนเห็นเจ้าหดคอทำหน้าเหมือนนกกระทาไม่มีผิด”
ฟางอวี้ซิงเบิกตา “ใครเป็นนกกระทา! เจ้านั่นแหละนกกระทา!”
ทั้งสองเถียงกันไปหัวเราะกันไป เสียงดังลั่นห้อง ท่ามกลางความคึกคักของวัยเยาว์ ความสนิทสนมระหว่างทั้งคู่ก็แน่นแฟ้นขึ้นอีกขั้น จนเมื่อหยุดหัวเราะ ต่างคนต่างกลับไปนั่งที่โต๊ะหนังสือ เริ่มเปิดตำราขึ้นอ่าน
อ่านได้ไม่กี่หน้า สวี่ต้าจวิ้นเปิดหนังสือไปสองหน้าแล้วหยุดลง เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านปู่เขยกับอาจารย์ฟาง สนิทกันมากหรือ?”
ฟางอวี้ซิงปิดหนังสือ วางมือลงแล้วตอบจริงจังขึ้น “ตระกูลฟางเรามีประวัติยาวนานเป็นร้อยปี มีหลายสาขาย่อย ทั้งสายนอกสายในมากมาย แม้จะสืบเชื้อสายเดียวกัน แต่ผ่านมาหลายรุ่นจนบางสายแทบไม่รู้จักกันแล้ว
อี้หยางฝู่ถือเป็นต้นตระกูลของฟางสกุล สายหลักจึงอยู่ที่นี่ ส่วนสาขาอื่นที่กระจายออกไปตามเมืองต่าง ๆ ก็ห่างเหินลงมาก แต่ท่านพ่อกับท่านอาจารย์ฟางนั้น มีปู่คนเดียวกัน ทั้งยังเคยเป็นเพื่อนเรียนตั้งแต่เด็ก สนิทกันมาตลอด ช่วงหลังแม้อยู่กันคนละเรือน แต่สองบ้านก็ไปมาหาสู่กันเสมอ”
สวี่ต้าจวิ้นฟังแล้วพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “แต่บัณฑิตแซ่ถงคนนั้น เขาว่าสำนักศึกษาตระกูลฟางรับเฉพาะลูกหลานตระกูลฟางเท่านั้นนี่?”