← สารบัญ สามีข้ามาจากอนาคต

สามีข้ามาจากอนาคต

ตอนที่ 108108

บทที่ 108 ฤดูเก็บเกี่ยว ริมฝีปากของจินโม่ลี่สั่นระริก นางรีบก้มหน้าลงทันที เมื่อนายท้ายเรือเหยาได้ยินหลีเหล่าเกินเอาแต่ชื่นชมจินเสี่ยวเยี่ย ก็อดพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้ “เสี่ยวเยี่ยเก่งจริง ๆ นางคุยกับใครก็ได้ ทั้งยังใจกล้า ไม่ว่าจะทำอะไรก็หาเงินได้เสมอ” หลีเหล่าเกินเห็นนายท้ายเรือเหยาชื่นชมจินเสี่ยวเยี่ย ก็ยิ่งคุยออกรส นำเรื่องที่ตนรู้เกี่ยวกับจินเสี่ยวเยี่ยมาเล่าจนหมด บางช่วงยังเติมสีสันเสียเกินจริงอีกด้วย ในที่สุดมารดาเหยาก็ทนไม่ไหว นางทำหน้าขรึมแล้วบอกว่าหากมีเรื่องอะไรค่อยมาใหม่วันหลัง เพราะวันนี้พวกเขายังมีธุระ จึงเกลี้ยกล่อมจนหลีเหล่าเกินยอมกลับออกไป พอหลีเหล่าเกินจากไป มารดาเหยาก็หันไปถามสามี “เหล่าเหยา เสี่ยวเยี่ยหาเงินได้วันละสองเฉียนจริงหรือ?” “ไม่น้อยกว่านั้นหรอก เจ้าไม่เห็นหรือว่าแค่ในหมู่บ้านเมี่ยวเฉียน นางก็ขายของได้ตั้งมากมาย!” อย่างเสื้อคลุมกันเปื้อนที่เหยาเสี่ยวเป่าสวมอยู่ ก็ซื้อมาจากจินเสี่ยวเยี่ย “นางเก่งจริง ๆ หลีชิงจื้อช่างโชคดีเหลือเกิน” มารดาเหยาถอนใจ เมื่อได้ยินสองสามีภรรยาพูดเช่นนั้น จินโม่ลี่ก็นึกถึงเรื่องในชาติที่แล้วขึ้นมาทันที ตอนนั้นนายท้ายเรือเหยาก็มักชมจินเสี่ยวเยี่ยอยู่เสมอ ส่วนมารดาเหยาก็ดีกับจินเสี่ยวเยี่ยมากกว่าดีกับนาง ที่ผ่านมา นางเอาแต่คิดว่าเป็นเพราะจินเสี่ยวเยี่ยโชคดี...หรือแท้จริงแล้ว เป็นเพราะจินเสี่ยวเยี่ยหาเงินเก่ง? จู่ ๆ จินโม่ลี่ก็นึกขึ้นได้ว่า หลังจากชาติที่แล้วจินเสี่ยวเยี่ยแต่งเข้าบ้านสกุลเหยาได้ไม่นาน ก็เริ่มเรียนพายเรือกับนายท้ายเรือเหยา หลังจากนั้นยังคอยไปช่วยงานเขาเป็นครั้งคราว และเข้าอำเภอบ่อย ๆ ต่อมาบ้านสกุลเหยาก็เริ่มทำการค้า...เวลานั้นนางแต่งงานออกไปอยู่หมู่บ้านข้างเคียงแล้ว จึงรู้รายละเอียดไม่มาก แต่เมื่อมองเหยาเจิ้นฟู่ที่อยู่ข้างกาย แล้วนึกถึงสิ่งที่จินเสี่ยวเยี่ยทำมาตลอดหลายปี... หรือว่ากิจการค้าของบ้านสกุลเหยาในชาติที่แล้ว จะเป็นจินเสี่ยวเยี่ยที่สร้างขึ้น? ไม่...ไม่มีทาง! จินเสี่ยวเยี่ยก็เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง จะมีความสามารถถึงเพียงนั้นได้อย่างไร! จินโม่ลี่พยายามปลอบใจตัวเอง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ยอมเชื่อว่าจินเสี่ยวเยี่ยมีฝีมือด้านการค้า แต่ถึงจะพยายามโน้มน้าวตัวเองเช่นนั้น เวลาที่หันไปมองเหยาเจิ้นฟู่ สายตาของนางกลับเต็มไปด้วยความรังเกียจ หากคนที่หาเงินจากการค้าจริง ๆ ไม่ใช่เหยาเจิ้นฟู่ เช่นนั้นการที่นางแต่งงานกับเขาและต้องลำบากมาตลอด จะมีความหมายอันใด? เหยาเจิ้นฟู่ไม่ได้สังเกตสายตาของจินโม่ลี่ เขาหันไปพูดกับนายท้ายเรือเหยาว่า “ท่านพ่อ ไม่เช่นนั้นบ้านเราก็จ้างคนมาเกี่ยวข้าวเถอะ” “เงินในบ้านถูกเจ้าผลาญจนแทบหมดแล้ว จะเอาเงินที่ไหนไปจ้างคน! พรุ่งนี้เจ้าต้องลงนา หากไม่ไป ก็ไม่ต้องกินข้าว!” นายท้ายเรือเหยาซึ่งปกติอารมณ์ดีมาตลอด บัดนี้กลับทำหน้าเคร่ง จินเสี่ยวเยี่ยหาเงินได้มากกว่าเหยาเจิ้นฟู่หลายเท่า! ต่อไปเขาต้องใช้เงินให้น้อยลง จะได้เก็บเงินไว้ได้มากขึ้น! .................................................................................. คนในบ้านสกุลเหยาต่างอารมณ์เสียเพราะหลีเหล่าเกิน แต่ตัวหลีเหล่าเกินกลับอารมณ์ดีอย่างยิ่ง เห็นว่ายังไม่มืดสนิท ก็เดินตรงไปบ้านของหลีเหล่าเอ้อร์ต่อ บ้านของหลีเหล่าเอ้อร์ยากจน ไม่มีเงินจุดตะเกียงน้ำมัน แต่หลีเหล่าเกินไม่ถือสา ต่อให้ต้องคุยอวดกันในความมืด เขาก็ยินดี จินเสี่ยวเยี่ยไม่รู้เลยว่าหลีเหล่าเกินกำลังทำเรื่องเช่นนี้ หลังจากนางหาคนมาช่วยเกี่ยวข้าวและตกลงค่าจ้างเรียบร้อยแล้ว ก็กลับบ้านไปพูดคุยเรื่องการค้ากับหลีชิงจื้อ แม้หลีชิงจื้อจะไม่มีประสบการณ์ด้านการค้า แต่เขาอ่านหนังสือมามาก จึงมักเสนอความคิดใหม่ ๆ ให้จินเสี่ยวเยี่ยได้เสมอ เย็นวันรุ่งขึ้น จินเสี่ยวเยี่ยขนถังนวดข้าวกลับมาทางเรือ พร้อมทั้งซื้อกระสอบป่านมาอีกจำนวนหนึ่ง จินเสี่ยวซู่ช่วยแบกถังนวดข้าวเข้าไปไว้ในเรือนของบ้านสกุลหลี แล้วตั้งไว้ในห้องโถง หลีเหล่าเกินชอบมันมาก เดินวนดูอยู่ตลอด ทั้งลูบทั้งคลำไม่หยุด กระทั่งถอดรองเท้าของหลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมา แล้วให้เด็กทั้งสองลงไปเล่นอยู่ข้างใน เดิมทีหลีเหล่าเกินยังรู้สึกว่าอวดคนอื่นมาทั้งวันแล้วยังไม่จุใจ แต่เพราะมัวแต่สนใจถังนวดข้าวใบนี้ เขาจึงไม่ได้ออกไปโอ้อวดต่อ “ข้าวของในบ้านเรามีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว!” หลีเหล่าเกินกล่าวด้วยความปลาบปลื้ม “ใช่แล้ว” จินเสี่ยวเยี่ยพยักหน้า “ข้ายังซื้อโอ่งกับของใช้จุกจิกมาอีกหลายอย่าง ต่อไปเวลาสีข้าวแล้วก็เก็บไว้ในโอ่งได้ จะได้ไม่ถูกหนูแอบกิน” “ดี! ดีมาก!” หลีเหล่าเกินยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ส่วนบ้านสกุลเหยาที่อยู่ติดกัน เหยาเจิ้นฟู่ซึ่งถูกบังคับให้ลงนาในวันนี้ กลับกำลังนั่งกอดเท้าของตนเองร้องไห้ วันนี้ตอนกลางวัน เขาถูกบังคับให้ไปเกี่ยวข้าว เพราะไม่เคยทำมาก่อน ความเร็วในการเกี่ยวจึงสู้มารดาไม่ได้ เรื่องนั้นยังไม่นับอะไร แต่ตอนที่กำลังเกี่ยวข้าว เขาออกแรงมากเกินไป พอฟันเคียวตัดรวงข้าวลงแล้ว คมเคียวก็พุ่งเข้าใส่นิ้วหัวแม่เท้าของตนเองพอดี...เขาใช้เคียวฟันนิ้วหัวแม่เท้าตัวเองจนบาดเจ็บ สำหรับชาวบ้าน เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก่อนหน้านี้ตอนจินเสี่ยวเยี่ยทำนา ขาของนางยังเคยถูกปลิงเกาะ นางก็ดึงปลิงออกหน้าตาเฉย แล้วเดินทำงานต่อทั้งที่ยังมีเลือดไหลจากแผล แต่เหยาเจิ้นฟู่ไม่เหมือนกัน เขากอดเท้าคร่ำครวญอยู่นาน ตกกลางคืนก็ยังไม่ยอมหยุด หากเป็นเมื่อก่อน จินโม่ลี่ย่อมเข้าไปปลอบใจ แต่ตอนนี้เพียงเห็นหน้าเหยาเจิ้นฟู่ นางก็รู้สึกขัดหูขัดตาแล้ว นางชอบคนหน้าตาดีมาโดยตลอด นายท้ายเรือเหยากับมารดาเหยาเดิมตั้งใจจะให้เหยาเจิ้นฟู่ช่วยทำงานมากขึ้น แต่ทั้งสองก็ยังเป็นห่วงบุตรชาย หลังจากเหยาเจิ้นฟู่ได้รับบาดเจ็บ พวกเขาจึงไม่ให้เขาลงนาอีก รุ่งเช้า นายท้ายเรือเหยาพามารดาเหยาลงนาแต่เช้าตรู่ เขาเกี่ยวข้าวไปหนึ่งหมู่ จึงวางเคียวแล้วออกไปพายเรือ ในเวลาเดียวกัน หลีชิงจื้อก็พาหลีเหล่าเกินกับเด็กทั้งสามมาที่ทุ่งนา วันนี้เขาตั้งใจหยุดงานหนึ่งวัน เพื่อพาเด็กทั้งสามมาสัมผัสความเหน็ดเหนื่อยของฤดูเก็บเกี่ยว พร้อมทั้งสอนบทกวี 《สงสารชาวนา》 ให้พวกเขา “พรวนดินยามเที่ยงวันอันร้อนระอุ...” เด็กทั้งสามท่องจำได้อย่างรวดเร็ว ระหว่างที่คนงานซึ่งบ้านของพวกเขาจ้างมากำลังเกี่ยวข้าว เด็กทั้งสามก็เดินตามอยู่ข้างหลัง พลางท่องบทกวี พลางช่วยเก็บรวงข้าวที่หล่นอยู่ตามพื้น แต่ความจริงแล้วก็แทบไม่มีรวงข้าวให้เก็บ เด็กทั้งสามจึงถือโอกาสวิ่งเล่นอยู่ในนาเสียมากกว่า ส่วนหลีชิงจื้อนั้น...เขาเด็ดรวงข้าวกำหนึ่ง ค่อย ๆ แกะเมล็ดข้าวโยนเข้าปากทีละเม็ด เคี้ยวแล้วคายเปลือกออกมา ราวกับกำลังกินเมล็ดแตงโม ชาวบ้านที่เห็นภาพนั้นต่างนิ่งอึ้ง...หรือว่าสมองของหลีชิงจื้อยังฟื้นไม่เต็มที่? ทุ่งนาสีทองอร่ามทอดยาวสุดสายตา พอลมพัดผ่าน รวงข้าวก็พลิ้วไหวเป็นระลอกคลื่นงดงาม แม้การเกี่ยวข้าวจะเป็นงานหนัก แต่ใบหน้าของทุกคนกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ฤดูเก็บเกี่ยวมักนำพาความสุขมาให้เสมอ และในช่วงเวลาเช่นนี้ ผู้ใหญ่ก็มักเอ็นดูเด็ก ๆ มากกว่าปกติ เวลานี้เอง มีบางครอบครัวที่รักลูกหลาน จุดไฟเผาฟางข้าวเล็กน้อย ก่อนถอนต้นถั่วเหลืองที่แห้งแล้วมาทั้งต้นวางลงบนกองไฟ เสียงแตกดังเปาะแปะดังขึ้นไม่หยุด เมล็ดถั่วเหลืองในฝักก็แตกตัวสุกอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ เด็ก ๆ ของบ้านนั้นไม่รังเกียจแม้แต่น้อย ต่างหัวเราะอย่างมีความสุข พลางก้มเก็บเมล็ดถั่วเหลืองที่กระเด็นอยู่ตามกองเถ้าและพื้นดินใกล้ ๆ ขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อหลีชิงจื้อเห็นเช่นนั้น ก็หันไปถามเด็กทั้งสองว่า “ต้าเหมา เอ้อร์เหมา พวกเจ้าอยากกินถั่วเหลืองคั่วไฟหรือไม่?” หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมากินอิ่มแล้ว จึงไม่ได้อยากกินถั่วเหลือง เพราะสำหรับเด็กทั้งสองแล้ว ถั่วเหลืองไม่ใช่ของหายากแต่อย่างใด แต่ยังไม่ทันที่เด็กทั้งสองจะตอบ หลีชิงจื้อก็พูดขึ้นเสียก่อน “พวกเจ้าต้องอยากกินแน่ ๆ มาเถอะ พ่อจะคั่วถั่วเหลืองให้พวกเจ้ากิน!” หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาต่างมองหน้ากัน... คนที่อยากกินจริง ๆ คือท่านพ่อต่างหาก! ถั่วเหลืองเมื่อโยนลงไปในกองไฟ เมล็ดก็จะแตกดังเปาะแปะ กลิ่นหอมชวนกินไม่น้อย แม้แต่รวงข้าวโยนลงไปก็ยังแตกเป็นข้าวพองได้ แต่เพราะเมล็ดข้าวมีขนาดเล็ก จึงมีโอกาสไหม้เกรียมได้ง่ายกว่า ตอนแรกหลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาไม่ได้สนใจถั่วเหลืองคั่วไฟนัก แต่พอหลีชิงจื้อลงมือคั่วจริง ๆ เด็กทั้งสองก็เริ่มชอบ แย่งกันกินอย่างสนุกสนาน สุดท้ายใบหน้าของแต่ละคนก็เลอะจนกลายเป็นลูกแมวลายดอก หลีชิงจื้อมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม ต่อให้เด็กทั้งสองทำเสื้อผ้าเปื้อน เขาก็ไม่ห้าม เด็ก ๆ ก็ต้องซุกซนหน่อยถึงจะน่ารัก เมื่อคิดเช่นนั้น หลีชิงจื้อก็โยนถั่วเหลืองเข้าปากอีกเม็ด ถั่วเหลืองที่เขากินนั้น จ้าวเสี่ยวโต้วเป็นคนเก็บมา จ้าวเสี่ยวโต้วอายุมากกว่าเด็กคนอื่น จึงเก็บถั่วเหลืองได้มากที่สุด ตอนแรกเขาตั้งใจจะแบ่งให้หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมา แต่หลีชิงจื้อกลับห้ามไว้ หลีชิงจื้อเก็บถั่วเหลืองในมือของจ้าวเสี่ยวโต้วไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือให้จ้าวเสี่ยวโต้วเก็บไว้กินเอง และไม่ยอมให้เอาไปแบ่งหลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมา เมื่อเห็นเช่นนั้น จ้าวเสี่ยวโต้วก็วิ่งไปเก็บถั่วเหลืองมาเพิ่ม แล้วนำมามอบให้หลีชิงจื้ออีก หลีชิงจื้อรับไว้ด้วยรอยยิ้ม