← สารบัญ สามีข้ามาจากอนาคต

สามีข้ามาจากอนาคต

ตอนที่ 126126

บทที่ 126 ชื่อเสียงขุนนางน้ำดี “ใต้เท้าเซี่ยนลิ่งเป็นขุนนางที่ดีจริง ๆ!” “จางอวิ๋นเฉวียนกับลูกสมุนของมันถูกจับเข้าคุกหมดแล้ว! ช่างน่ายินดีจริง ๆ!” “จางเงินเหม็นสมควรติดคุก!” .................................................................... เมื่อจางอวิ๋นเฉวียนถูกจำคุก แต่บัณฑิตซุนกลับไม่ได้รับโทษ ย่อมมีผู้คนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด “เหตุใดบัณฑิตซุนถึงไม่เป็นอะไร?” “เรื่องเหล่านั้นไม่ใช่ฝีมือของบัณฑิตซุน เขาย่อมไม่เป็นอะไร” “เป็นบัณฑิตซุนที่มัดตัวจางเงินเหม็นส่งให้ที่ว่าการอำเภอ แบบนี้ก็เรียกว่ายึดมั่นในความถูกต้องแม้ต้องลงโทษญาติของตนเองได้กระมัง?” ......................................................................... ตัวบัณฑิตซุนเองไม่เคยก่อเรื่องชั่วร้าย อีกทั้งยังเป็นถึงบัณฑิตจวี่เหริน... เมื่อเขาไม่เป็นอะไร ชาวเมืองจึงพอเข้าใจได้ เพียงแต่พวกเขาไม่เหลือความรู้สึกชื่นชมบัณฑิตซุนอีกต่อไป และต่างเห็นว่าบัณฑิตซุนยังเทียบใต้เท้าเซี่ยนลิ่งไม่ได้แม้แต่ปลายเส้นผม บัณฑิตซุนถึงกับล้มป่วยเพราะความโกรธ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ บัดนี้ไม่เพียงชื่อเสียงของเขาจะเสียหาย แม้แต่อำนาจในมือก็สูญเสียไปไม่น้อย หลังจากเซี่ยนลิ่งโก่วถอนรากถอนโคนจางอวิ๋นเฉวียนแล้ว ผู้ที่เคยไม่เห็นเซี่ยนลิ่งโก่วอยู่ในสายตาก็ไม่กล้าดูแคลนเขาอีก อีกทั้งยังมีคนหัวไวบางส่วนรีบเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อเขา ทำให้เซี่ยนลิ่งโก่วสามารถกุมอำนาจที่แท้จริงของอำเภอฉงเฉิงไว้ได้ในที่สุด เดิมทีเซี่ยนลิ่งโก่วไม่ได้ใส่ใจเส้นทางรับราชการนัก แต่เมื่ออำนาจค่อย ๆ ตกมาอยู่ในมือทีละอย่าง ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป เริ่มคิดอยากสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ที่สำคัญที่สุด เวลานี้ผู้คนทั้งอำเภอต่างพากันสรรเสริญเขา ท้ายที่สุดแล้ว เซี่ยนลิ่งโก่วก็เป็นเพียงคนธรรมดา ย่อมให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของตนเอง เมื่อชาวอำเภอฉงเฉิงต่างเห็นว่าเขาเป็นขุนนางที่ดี เขาจึงอยากเป็นขุนนางที่ดีจริง ๆ ไม่ให้ประชาชนผิดหวัง หลีชิงจื้อมองเห็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของเซี่ยนลิ่งโก่วมาตลอด เขารู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดี และยังคิดว่าน่าจะเติมเชื้อไฟเข้าไปอีกสักหน่อย ให้ชาวอำเภอฉงเฉิงเชื่อมั่นอย่างสนิทใจว่าเซี่ยนลิ่งโก่วเป็นขุนนางที่ดี เมื่อถึงเวลานั้น เซี่ยนลิ่งโก่วที่ถูกยกย่องไว้สูง ก็จะต้องเลือกเป็นขุนนางที่ดีเพื่อรักษาชื่อเสียงของตนเองอย่างแน่นอน เมื่อพบจูเฉียน หลีชิงจื้อก็กล่าวว่า “ท่านอาจู เรื่องเล่าที่ข้าเขียนเกี่ยวกับการไขคดีของใต้เท้าเซี่ยนลิ่ง สามารถให้พวกนักเล่านิทานนำไปเล่าในตัวอำเภอได้” หลังจากหลีชิงจื้อข้ามมายังโลกนี้ เขาเคยเขียนหนังสือให้คนอยู่สามคน ได้แก่ จูเฉียน ติงสี่ และเซี่ยนลิ่งโก่ว หนังสือที่เขาเขียนให้จูเฉียนกับติงสี่เป็นอัตชีวประวัติ อีกทั้งคนทั้งสองก็เป็นพ่อค้า... ดังนั้นหนังสือสองเล่มนี้จึงเหมาะเพียงให้อ่านเพื่อความเพลิดเพลินภายในครอบครัว หรือเก็บไว้เป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลานในภายหน้า หากนำอัตชีวประวัติของทั้งสองไปวางขายในร้านหนังสือ หรือให้นักเล่านิทานนำไปเล่า ย่อมไม่เหมาะสม เพราะในฐานะพ่อค้า หากทำตัวโดดเด่นเกินไป ย่อมถูกบรรดาผู้ศึกษารุมประณาม และไม่เป็นผลดีต่อพวกเขา แต่เซี่ยนลิ่งโก่วแตกต่างออกไป สิ่งที่เขาเขียนให้เซี่ยนลิ่งโก่วไม่ใช่อัตชีวประวัติ หากแต่เป็นเรื่องราวการไขคดีของเซี่ยนลิ่งโก่ว ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับให้นักเล่านิทานนำไปถ่ายทอด ยิ่งตอนนี้เซี่ยนลิ่งโก่วเพิ่งช่วยชาวอำเภอฉงเฉิงกำจัดเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ การที่นักเล่านิทานในตัวอำเภอจะเล่าเรื่องสรรเสริญเขา ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เมื่อจูเฉียนได้ยินข้อเสนอของหลีชิงจื้อ ดวงตาก็เป็นประกายทันที “ข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” “เช่นนั้นก็รบกวนท่านอาจูแล้ว” หลีชิงจื้อกล่าว “ไม่รบกวน ไม่รบกวน เรื่องแบบนี้ยิ่งมีมากยิ่งดี” จูเฉียนยิ้มพลางกล่าว เมื่อเขาช่วยหานักเล่านิทานมาเล่าเรื่องของเซี่ยนลิ่งโก่ว เซี่ยนลิ่งโก่วจะต้องพอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเซี่ยนลิ่งโก่วพอใจ ผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับย่อมไม่น้อย เรื่องเช่นนี้ เขาอยากทำทุกวันเสียด้วยซ้ำ อำเภอฉงเฉิงมีสมาคมพ่อค้าโดยเฉพาะอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ประธานสมาคมพ่อค้าเป็นผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง ซึ่งเช่นเดียวกับบัณฑิตซุน เขากุมอำนาจการตัดสินใจบางส่วนของอำเภอฉงเฉิงไว้ในมือ และมีผู้ติดตามอยู่เป็นจำนวนมาก จางอวิ๋นเฉวียนก็มีความสัมพันธ์อันดีกับคนผู้นี้ บัดนี้เมื่อจางอวิ๋นเฉวียนล้มลง อำนาจของคนผู้นั้นก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก พ่อค้าหลายคนที่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกับเขา ต่างหวั่นเกรงว่าจะถูกเซี่ยนลิ่งโก่วเพ่งเล็ง จึงหันมาผูกมิตรกับจูเฉียนแทน จูเฉียนรู้สึกว่า บางทีตำแหน่งประธานสมาคมพ่อค้าอาจตกมาเป็นของตนก็ได้ เมื่อเขาได้รับผลประโยชน์มากมายถึงเพียงนี้ ผลประโยชน์ที่หลีชิงจื้อจะได้รับก็ย่อมไม่น้อยเช่นกัน อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง เพียงการสอบเซี่ยนซื่อครั้งต่อไป หลีชิงจื้อก็ย่อมสอบผ่านได้อย่างง่ายดาย ขอเพียงเซี่ยนลิ่งโก่วช่วยออกแรงสักเล็กน้อย ต่อให้ความรู้ของหลีชิงจื้อไม่ได้โดดเด่น เขาก็ยังสอบเป็นซิ่วไฉได้ไม่ยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขายังมีความสามารถจำได้ไม่รู้ลืม อนาคตของหลีชิงจื้อช่างไร้ขีดจำกัด จูเฉียนกล่าวว่า “อาชิง ภายหน้าหากเจ้าประสบความสำเร็จ อย่าลืมช่วยเหลืออาจูคนนี้ด้วย” หลีชิงจื้อยิ้มพลางตอบว่า “ท่านอาจูพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ภายหน้าข้าเกรงว่ายังต้องพึ่งพาท่านอีกหลายเรื่อง” หลังจากทั้งสองพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง หลีชิงจื้อก็กล่าวลา แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของพี่หวัง ระหว่างทาง หลีชิงจื้อพบเจ้าหน้าที่รักษาความสงบหลายคน พวกเขาพาคนงานมาช่วยเก็บกวาดอุจจาระที่ชาวเมืองแอบนำไปเทไว้เมื่อหลายวันก่อน ขณะเดียวกัน สีหน้าท่าทางของชาวบ้านสองข้างทางก็ดูมีชีวิตชีวากว่าหลายวันก่อนมาก ต่างกำลังพูดถึงเรื่องที่จางอวิ๋นเฉวียนถูกจับเมื่อวานด้วยความกระตือรือร้น ชาวแคว้นต้าฉีคุ้นชินกับการยอมจำนนต่อโชคชะตามาโดยตลอด แต่ครั้งนี้พวกเขาลุกขึ้นต่อต้าน และการต่อต้านยังประสบความสำเร็จ... สำหรับพวกเขาแล้ว นี่เป็นเรื่องใหญ่หลวงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่เคยไปที่ว่าการอำเภอ ต่างเล่าประสบการณ์ของตนด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “พวกเรามีกันตั้งหลายพันคน ล้อมที่ว่าการอำเภอเอาไว้หมด ใต้เท้าเซี่ยนลิ่งเห็นพวกเรา รู้ว่าพวกเราถูกจางอวิ๋นเฉวียนรังแก ดวงตาก็แดงก่ำ บอกว่าจะต้องคืนความยุติธรรมให้พวกเราแน่นอน” “ใต้เท้าเซี่ยนลิ่งสง่างามสมเป็นขุนนางจริง ๆ!” “จางอวิ๋นเฉวียนถูกบัณฑิตซุนมัดตัวมาส่งเอง มันไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า!” “ข้าถ่มน้ำลายใส่จางอวิ๋นเฉวียนด้วย! เสียดายที่ไม่ได้เอาผักเน่ากับไข่เน่ามา” “ใต้เท้าเซี่ยนลิ่งเป็นขุนนางที่ดีจริง ๆ!” .................................................................... หลีชิงจื้อเดินทอดน่องมาถึงบ้านของพี่หวัง ก็ได้ยินพี่หวังกำลังพูดด้วยความเสียดายว่า “เมื่อวานเหตุใดข้าถึงไม่ได้ไปที่ว่าการอำเภอนะ! หากรู้ก่อน ข้าคงตามไปแล้ว!” ไม่ว่าจะเป็นพี่หวังหรือฮูหยินสวี เมื่อวานต่างก็ไม่ได้ไปที่ว่าการอำเภอ เพราะพวกนางเป็นสตรี เห็นว่าการไปเบียดเสียดกับบุรุษจำนวนมากไม่เหมาะสม จึงอยู่บ้านไม่ได้ออกไป จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวว่า “เมื่อวานคนเยอะถึงเพียงนั้น ต่อให้ไปก็ใช่ว่าจะได้เห็นอะไร” “อย่างน้อยก็ยังได้เห็นบ้างสิ! หลายคนเห็นกับตาว่าจางอวิ๋นเฉวียนถูกมัดตัวส่งไปที่ว่าการอำเภอ!” พี่หวังกล่าว “เสี่ยวเยี่ย เจ้าคนพาลที่ก่อนหน้านี้ถีบถังส้วมของข้าจนคว่ำ แล้วทำร้ายเสี่ยวซู่ เช้าวันนี้ก็ถูกจับแล้ว!” “เช่นนั้นก็ดีมาก” จินเสี่ยวเยี่ยก้มหน้าทำงานต่อ พี่หวังอดถามไม่ได้ว่า “เสี่ยวเยี่ย เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ เจ้ายังมีใจทำงานอีกหรือ?” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวอย่างจนใจว่า “แล้วจะไม่ทำได้หรือ? พวกเรารับงานก้อนใหญ่มา ต้องทำให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนนะ” ความจริงจินเสี่ยวเยี่ยก็ให้ความสนใจกับเรื่องครั้งนี้มากเช่นกัน ถึงขั้นสนใจยิ่งกว่าพี่หวังเสียอีก เพราะนี่เป็นความคิดของหลีชิงจื้อ เพียงเพราะน้องชายของนางถูกทำร้าย หลีชิงจื้อก็เสนอความคิดเช่นนี้ให้เซี่ยนลิ่งโก่ว จนทำให้จางอวิ๋นเฉวียนถูกจับเข้าคุก... จินเสี่ยวเยี่ยรู้สึกว่าหัวใจของตนเต้นตึกตักอย่างรวดเร็ว และเผลอนึกถึงหลีชิงจื้อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ช่างเถอะ อย่าคิดเลย ตั้งใจทำงานดีกว่า! จินเสี่ยวเยี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนก้มหน้าทำงานในมือต่อ ทว่าในเวลานั้นเอง เสียงของหลีชิงจื้อก็ดังขึ้น “เสี่ยวเยี่ย” “เสี่ยวเยี่ย สามีของเจ้ามาหาเจ้าอีกแล้ว” พี่หวังขยิบตาให้นางอย่างล้อเลียน เมื่อก่อนพี่หวังเห็นใจจินเสี่ยวเยี่ยมาก เพียงสามีของนางออกไปทำการค้าต่างถิ่นตลอดทั้งปี นางก็รู้สึกว่าชีวิตช่างยากลำบากแล้ว สามีของจินเสี่ยวเยี่ยกลับหายตัวไป นางจะต้องลำบากเพียงใดกัน! แต่ตอนนี้ นางกลับรู้สึกอิจฉาจินเสี่ยวเยี่ยอยู่บ้าง แม้สุขภาพของหลีชิงจื้อจะไม่ค่อยดี แต่เพียงมองท่าทางของเขาก็รู้ว่า เขาให้ความสำคัญกับจินเสี่ยวเยี่ยมาก “สามี” จินเสี่ยวเยี่ยยิ้มเรียก ก่อนยกเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวหนึ่งไปวางข้างหญิงชราสองคนที่กำลังติดพื้นรองเท้า “ท่านรอสักครู่ ข้าใกล้เสร็จแล้ว” “ได้” หลีชิงจื้อตอบ บ้านของพี่หวังมีม้านั่งน้อยมาก ครั้งก่อนตอนหลีชิงจื้อมาถึงกับไม่มีที่ให้นั่ง... จินเสี่ยวเยี่ยจึงควักเงินของตนซื้อเก้าอี้ไม้ไผ่มาหลายตัว เช่นนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าเวลาหลีชิงจื้อมารอนางแล้วจะไม่มีเก้าอี้นั่งอีก หญิงชราสองคนที่ติดพื้นรองเท้าคุ้นเคยกับหลีชิงจื้อดีแล้ว จึงถามเขาว่า “เสี่ยวหลี เมื่อวานเจ้าไปแถวที่ว่าการอำเภอหรือไม่?” “ข้าไปขอรับ” หลีชิงจื้อตอบ เมื่อวานเขาอยู่บนชั้นสองของหอสุรา คอยดูสถานการณ์ทางฝั่งที่ว่าการอำเภอมาตลอด และเห็นกับตาว่าบัณฑิตซุนพาจางอวิ๋นเฉวียนไปส่งที่ว่าการอำเภอ บัณฑิตซุนกับจางอวิ๋นเฉวียนต่างก็ขวัญอ่อนอยู่ไม่น้อย แต่พวกเขาสมควรขวัญอ่อนเช่นนี้ หากใจกล้ากว่านี้... บริเวณใกล้เคียงยังมีกองทหารประจำการอยู่! “แล้วเจ้าเห็นอะไรบ้าง? รีบเล่าให้พวกเราฟังเร็ว!” หญิงชราทั้งสองมองหลีชิงจื้ออย่างคาดหวัง