← สารบัญ สามีข้ามาจากอนาคต

สามีข้ามาจากอนาคต

ตอนที่ 180180

บทที่ 180 ท่านหมอจาง ท่านผู้ว่าการจางรู้สึกงุนงงอย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่าเซี่ยนลิ่งโก่วเกณฑ์แรงงานชาวบ้านจำนวนมากมาสร้างท่าเรือจนประชาชนเดือดร้อนหรอกหรือ? แล้วเหตุใดชาวบ้านเหล่านี้จึงไม่เพียงไม่คัดค้าน แต่ยังมีสีหน้าดีใจกันเสียอีก? หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ท่านผู้ว่าการจางก็คิดถึงความเป็นไปได้ประการหนึ่ง แรงงานที่ถูกเกณฑ์มาส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวบ้านยากจนจากชนบท ส่วนผู้คนในตัวเมืองที่มีเงินมานั่งกินบะหมี่ในร้านนั้น เป็นคนละกลุ่มกันโดยสิ้นเชิง คนเหล่านี้จึงไม่อาจเข้าใจความลำบากของแรงงานที่ถูกเกณฑ์ได้ ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องไปดูที่ท่าเรือด้วยตนเองเสียก่อน เมื่อคิดได้ดังนั้น ท่านผู้ว่าการจางจึงถามสหายร่วมกระดานหมากของตนว่า “ปั๋วหาน เรื่องที่เซี่ยนลิ่งโก่วสร้างท่าเรือ เจ้าได้ข่าวมาจากที่ใด?” สหายร่วมกระดานหมากของท่านผู้ว่าการจาง ซึ่งก็คือสหายของซุนจวี่เหริน มีแซ่ว่า หวัง ชื่อรอง ปั๋วหาน หวังปั๋วหานเป็นจวี่เหรินเช่นกัน หลังสอบได้จวี่เหริน เขาเคยเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อสอบ แต่สอบอยู่สองครั้งก็ยังไม่อาจสอบเป็นจิ้นซื่อได้ จึงเลิกสอบเสีย ทุกวันเอาแต่เล่นหมากล้อม ดีดพิณ และใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ ตระกูลหวังมีทรัพย์สินอยู่ในเมืองเอกเหอซิงเป็นจำนวนมาก จึงเลี้ยงดูเขาได้อย่างสบาย เขาเคยเป็นเพื่อนร่วมสำนักกับซุนจวี่เหริน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงดีไม่น้อย ส่วนเรื่องของอำเภอฉงเฉิงนั้น ซุนจวี่เหรินก็เคยเล่าให้เขาฟัง แม้เขาจะรู้ว่าที่ซุนจวี่เหรินให้เขาพูดให้ร้ายเซี่ยนลิ่งโก่วต่อหน้าท่านผู้ว่าการจางนั้นมีเจตนาไม่บริสุทธิ์... แต่ซุนจวี่เหรินก็เป็นสหายของเขา เขาจึงจำต้องกล่าวถึงเรื่องนี้บ้าง แต่กล่าวถึงก็ส่วนกล่าวถึง เขาไม่ได้คิดจะล่วงเกินท่านผู้ว่าการจางเพื่อซุนจวี่เหรินแต่อย่างใด หวังปั๋วหานกล่าวว่า “ใต้เท้า ข้าน้อยกับซุนจวี่เหรินแห่งอำเภอฉงเฉิงเป็นเพื่อนร่วมสำนักกัน เขาเอ่ยถึงเรื่องนี้ไว้ในจดหมายที่ส่งมาถึงข้าน้อย ข้าน้อยจึงกราบเรียนต่อใต้เท้าเท่านั้น ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ข้าน้อยก็ไม่ทราบ” “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้... พวกเราไปดูนอกเมืองกันเถอะ” ท่านผู้ว่าการจางกล่าว หลังจากรับประทานบะหมี่เสร็จ ท่านผู้ว่าการจางก็ให้คนแจวเรือที่พาพวกเขามาที่นี่ พายเรือไปยังบริเวณนอกเมืองซึ่งกำลังก่อสร้างท่าเรือ อำเภอฉงเฉิงมีประชากรราวหนึ่งแสนคน ครั้งนี้มีการเกณฑ์แรงงานมาหลายพันคน นอกจากนี้ พ่อค้าบางส่วนในตัวเมือง เมื่อรู้ว่าบริเวณนี้กำลังจะสร้างท่าเรือ ก็พยายามหาซื้อที่ดินโดยรอบ เพื่อสร้างร้านค้าและปลูกบ้าน พื้นที่แห่งนี้จึงมีผู้คนมารวมตัวกันมากกว่าหมื่นคน! ผู้คนมากมายเช่นนี้ต้องกินต้องใช้ ต้องขนส่งวัสดุก่อสร้างนานาชนิดเข้ามา... แม้ท่าเรือจะยังสร้างไม่เสร็จ แต่เรือที่สัญจรไปมากลับมีอยู่ไม่น้อย เมื่อท่านผู้ว่าการจางกับหวังปั๋วหานเดินทางมาถึง ก็เห็นภาพอันคึกคักเบื้องหน้า เมื่อมองเห็นผู้คนจำนวนมากกำลังทำงานอยู่ไกล ๆ ท่านผู้ว่าการจางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย... เซี่ยนลิ่งโก่วเกณฑ์แรงงานมามากถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เรือลำเล็กจอดเทียบริมฝั่ง ท่านผู้ว่าการจางเพิ่งก้าวลงจากเรือ ก็มีอี้กวานผู้หนึ่งเดินเข้ามาถามว่า “ท่านคือท่านหมอจางใช่หรือไม่?” ท่านผู้ว่าการจางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “ข้าเป็นหมอจริง หรือว่ามีคนเจ็บ?” เมื่อครั้งท่านผู้ว่าการจางถูกเนรเทศไปยังดินแดนทางเหนือ เขาต้องใช้แรงงานร่วมกับชาวบ้านทุกวัน ดินแดนทางเหนือขาดแคลนทุกสิ่ง ชาวบ้านเจ็บป่วยก็ไม่มีหมอรักษา ได้แต่ฝืนทนเอาเอง... ท่านผู้ว่าการจางเห็นแล้วก็ทนไม่ได้ จึงเริ่มศึกษาวิชาแพทย์ เดิมทีเขาเคยอ่านตำราแพทย์มาบ้างแล้ว อีกทั้งยังได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์ผู้หนึ่ง ประกอบกับในดินแดนเนรเทศมีผู้ป่วยมากมายให้ฝึกฝีมือ สุดท้ายเขาจึงมีวิชาแพทย์ที่ไม่เลวเลยทีเดียว “ไม่มีคนเจ็บหรอก แต่ข้าคิดว่าท่านน่าจะใกล้มาถึงแล้ว ก็เลยมารออยู่ตรงนี้” อี้กวานผู้นั้นกล่าว ในตัวเมืองของพวกเขามีโรงหมอสองแห่ง ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทั้งสองแห่งต่างส่งหมอมาตรวจรักษาให้เปล่า แต่สองวันนี้ หมอของหุยชุนถังกำลังจัดงานแต่งให้บุตรสาว จึงไม่ได้มา เมื่อวานนี้ทางหุยชุนถังส่งคนมาบอกว่า ศิษย์พี่ของหมอผู้นั้นทราบเรื่องการตรวจรักษาฟรี จึงตั้งใจจะมาช่วย ศิษย์พี่ของหมอแห่งหุยชุนถังมีแซ่ว่าจาง อาศัยอยู่ในเมืองเอกของมณฑล หากออกเดินทางจากที่นั่น เวลานี้ก็น่าจะมาถึงพอดี อี้กวานผู้นี้จึงมารออยู่ที่ท่าเรือ ได้ยินว่าท่านหมอจางผมดอกเลา อายุราวหกสิบปี... พอท่านผู้ว่าการจางปรากฏตัว เขาจึงรีบเดินเข้ามาทักทันที ท่านผู้ว่าการจางรู้ว่าอี้กวานผู้นี้จำคนผิด แต่เมื่อได้ยินว่ามีคนมาตามหาหมอ เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ รีบคิดจะไปดูผู้ป่วย ยิ่งไปกว่านั้น นี่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้สืบดูสถานการณ์ภายใน... ท่านผู้ว่าการจางจึงกล่าวว่า “รีบพาข้าไปดูผู้ป่วยเร็ว” “อยู่ทางนั้นขอรับ” อี้กวานผู้นั้นรีบนำทางท่านผู้ว่าการจางเดินไปทันที ระหว่างที่เดินตามอี้กวานไป ท่านผู้ว่าการจางก็ครุ่นคิดถึงอาการของผู้ป่วย คนที่เกิดเรื่องในสถานที่เช่นนี้ ส่วนใหญ่คงประสบอุบัติเหตุระหว่างทำงาน... กำลังคิดอยู่เช่นนั้นเอง ก็เห็นอี้กวานผู้นั้นหยุดอยู่หน้ากระท่อมหญ้าหลังหนึ่ง ซึ่งแขวนป้ายว่า “หุยชุนถังตรวจรักษาไม่คิดเงิน” แล้วกล่าวกับท่านผู้ว่าการจางว่า “ท่านหมอจาง ของของศิษย์น้องท่านยังอยู่ครบ ท่านใช้ได้ตามสบายขอรับ” ท่านผู้ว่าการจางเดินเข้าไปดูภายใน ก็พบว่ามีทั้งสมุนไพรพื้นฐาน กระดาษและพู่กันสำหรับเขียนใบสั่งยา เรียกได้ว่าของที่จำเป็นแทบมีครบทุกอย่าง ดังนั้น... อี้กวานผู้นี้จึงเข้าใจผิด คิดว่าเขาเป็นหมอที่มาช่วยตรวจรักษาฟรีสินะ? หมอแห่งหุยชุนถังผู้นี้นับว่าเป็นคนดีไม่น้อย ถึงกับออกมาตรวจรักษาเปล่าให้ชาวบ้าน ขณะที่กำลังคิดเช่นนั้น ก็มีคนวิ่งเข้ามา “ท่านหมอ! ท่านหมอ! เมื่อครู่ข้าบิดเอว รีบช่วยตรวจให้ข้าหน่อย!” ท่านผู้ว่าการจางเงยหน้ามอง ก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าแดงระเรื่อดูมีเลือดฝาด เดินเข้ามาจากด้านนอก หลังจากจินหลิ่วซู่ทำงานอยู่ที่นี่มาครึ่งเดือน เวลาขุดโคลนก็ไม่เมื่อยล้าจนปวดไปทั้งตัวอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่อยากทำงาน... ได้ยินมาว่าหากหมอตรวจวินิจฉัยว่าร่างกายไม่สบาย ก็สามารถกลับไปพักได้ จินหลิ่วซู่จึงรีบฉวยโอกาสมาที่นี่ ถ้าหมอให้เขาพักก็ดีที่สุด แต่ถ้าหมอไม่ให้พัก... ก็ไม่เป็นไร เขากลับไปทำงานต่อก็ได้ อย่างน้อยแอบอู้งานได้สักพักก็ยังดี เมื่อท่านผู้ว่าการจางได้ยินจินหลิ่วซู่พูดเช่นนั้น ก็กล่าวทันทีว่า “ไปนอนคว่ำบนเตียง ข้าจะตรวจดูอาการให้เจ้า” จินหลิ่วซู่รีบไปนอนคว่ำบนเตียงทันที เมื่อเห็นดังนั้น ท่านผู้ว่าการจางก็เดินเข้าไปกดนวดบริเวณเอวให้จินหลิ่วซู่ทันที หวังปั๋วหานกับผู้ติดตามของท่านผู้ว่าการจางก็เดินตามเข้ามาด้วย ผู้ติดตามทั้งสองคนยังพอทำใจได้ แต่หวังปั๋วหานอดเอ่ยขึ้นไม่ได้ “ท่าน... ท่านหมอจาง ท่านเดินทางมาไกลคงเหนื่อยมากแล้ว จะพักสักครู่ก่อนดีหรือไม่?” ผู้ว่าการเมืองเอกผู้ทรงเกียรติ จะมารักษาอาการบาดเจ็บให้ชาวนาคนหนึ่งได้อย่างไร? ท่านผู้ว่าการจางกล่าวว่า “ไม่จำเป็น” สีหน้าของหวังปั๋วหานเต็มไปด้วยความลังเลใจ แต่ท่านผู้ว่าการจางกลับเริ่มตรวจดูเอวของจินหลิ่วซู่แล้ว กระดูกของจินหลิ่วซู่ไม่ได้มีปัญหา แต่คนปวดเอวก็ใช่ว่าจะเกิดจากกระดูกเสมอไป... ท่านผู้ว่าการจางจึงถามอาการเพิ่มเติมอีกหลายข้อ จินหลิ่วซู่ก็ตอบว่าตนเผลอบิดเอวโดยไม่ระวัง สุดท้ายท่านผู้ว่าการจางจึงกล่าวว่า “กระดูกของเจ้าไม่มีปัญหา พักผ่อนสักระยะก็น่าจะหายดี ไม่มีเรื่องน่ากังวล” “ถ้าอย่างนั้นข้าจะพักสักระยะ!” จินหลิ่วซู่ดีใจจนแทบกระโดด ท่านผู้ว่าการจางเคยผ่านทั้งช่วงรุ่งเรืองและตกต่ำ พบเจอผู้คนมามากมาย พอเห็นท่าทีของจินหลิ่วซู่ ก็พลันตระหนักถึงบางอย่าง คนผู้นี้มีเนื้อมีหนังไม่น้อย ฐานะทางบ้านน่าจะพอใช้ได้ ดังนั้น... เขาคงกำลังคิดจะแอบอู้งานกระมัง? แต่เมื่อเห็นว่าจินหลิ่วซู่ยังอายุน้อย ท่านผู้ว่าการจางก็ไม่ได้โกรธ เพียงถามว่า “ทำงานหนักมากหรือ?” หนักสิ! แต่จะให้พูดเช่นนั้นต่อหน้าคนนอกก็คงไม่เหมาะ จินหลิ่วซู่จึงตอบว่า “ไม่หนักขอรับ ไม่หนัก” “เจ้าคิดว่าการสร้างท่าเรือแห่งใหม่ดีหรือไม่?” ท่านผู้ว่าการจางถามต่อ จินหลิ่วซู่ตอบโดยไม่ลังเล “ดีสิขอรับ!” ก่อนแยกครอบครัว จินหลิ่วซู่คิดแต่จะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่ที่บ้าน แต่หลังจากแยกครอบครัว พอลองคำนวณดูว่าต่อไปตนเองจะได้แบ่งที่นาเพียงสามหมู่ เขาก็เริ่มนั่งไม่ติด ยิ่งถูกบังคับให้มาทำงานที่นี่ จนได้รู้ว่าการใช้แรงงานนั้นเหน็ดเหนื่อยเพียงใด... เวลานี้จินหลิ่วซู่จึงคิดแต่จะหาทางออกอย่างอื่น ทางออกที่เขาคิดไว้ก็คือ ภายหน้าจะมาขายอาหารอยู่แถวท่าเรือแห่งนี้ บิดาของเขาเป็นพ่อครัวในกองทหารรักษาการณ์ ฝีมือทำอาหารไม่เลว เขาสามารถเรียนรู้จากบิดา แล้วมาขายอาหารที่ท่าเรือได้ ถึงจะหาเงินได้ไม่มาก ก็ยังดีกว่าทำนา! ท่านผู้ว่าการจางรู้สึกไม่เข้าใจ แต่ในเวลานั้นก็มีคนมาหาเขาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยอีกแล้ว ที่นี่มีแรงงานทำงานอยู่หลายพันคน ทุกวันย่อมมีคนบาดเจ็บจากความประมาท หากเป็นแต่ก่อน พวกเขาก็คงฝืนทนเอาเอง แต่ตอนนี้มีหมอออกตรวจรักษาฟรีไม่ใช่หรือ? ทุกคนจึงพากันมาหาหมอ อีกทั้งยังมีคนมารักษาอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ กับท่านผู้ว่าการจางด้วย ช่วงหนึ่งท่านผู้ว่าการจางจึงยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหยุดพัก แต่เพราะเมื่อก่อนเขาเคยรักษาชาวบ้านยากจนมาไม่น้อย จึงสามารถช่วยแก้ปัญหาของคนเหล่านี้ได้เกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ระหว่างตรวจรักษา เขาก็อดไม่ได้ที่จะซักถามเรื่องราวต่าง ๆ ไปด้วย “การสร้างท่าเรือครั้งนี้ดีจริง ๆ ทุกวันได้กินเนื้อ” “ก่อนหน้านี้บางคนไม่อยากมา ถึงกับยอมจ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์ ตอนนี้เสียใจกันแทบแย่!” “เมื่อช่วงเช้าวันนี้ยังมีคนแอบปะปนเข้ามา หวังจะมาทำงานเลย ฮ่า ๆ ๆ!”