สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 20 — 020
บทที่ 20 ท่องตำรา
เหยาเจิ้นฟู่ชวนหลีชิงจื้อไปเอาหนังสือ จากนั้นก็เดินนำไปข้างหน้า ส่วนหลีชิงจื้อกลับหันไปมองด้านหลังแวบหนึ่ง เหล่าเหยาคนพายเรือเพิ่งจอดเรือเสร็จ เวลานี้กำลังขนของลงจากเรืออยู่ ของที่เขาขนลงมามีอยู่ไม่น้อย ทั้งยังหยิบคานหาบขึ้นมาเตรียมหาบด้วย แต่เหยาเจิ้นฟู่กลับไม่คิดจะช่วยเลยหรือ? เอาเถิด...เขาไม่ช่วยจริง ๆ แม้แต่หีบหนังสือที่ใส่หนังสือของตนเองก็ยังอยู่ฝั่งเหล่าเหยาคนพายเรือ...
“พี่หลี เหตุใดท่านยังไม่เดินมาอีก?” เหยาเจิ้นฟู่ถาม
หลีชิงจื้อยิ้มแล้วก้าวตามไป เหล่าเหยาคนพายเรือผู้เป็นพ่อยังไม่ว่าอะไร แล้วเขาจะพูดสิ่งใดได้? หากพูดออกไปจริง ๆ บางทีเหล่าเหยาคนพายเรืออาจย้อนมาตำหนิเขาว่าเที่ยวก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่นก็เป็นได้ เขาชอบผู้คนรอบตัวจากใจจริง แต่ประสบการณ์ในวันสิ้นโลกก็ทำให้เขาเข้าใจเรื่องหนึ่ง นั่นคืออย่าเที่ยวก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่น
แม้หลีชิงจื้อจะอาการดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ความเร็วในการเดินก็ยังช้าอยู่ดี โชคดีที่เหยาเจิ้นฟู่รูปร่างเตี้ย จึงเดินไม่เร็วเช่นกัน ทั้งสองจึงสามารถเดินเคียงกันไปได้ ไม่นานนัก เหล่าเหยาคนพายเรือที่หาบของอยู่ก็เดินตามมาทัน
เมื่อพวกเขาเดินจากไปแล้ว ผู้คนที่ออกมานั่งรับลมจึงกลับมาพูดคุยกันต่อ ป้าคนที่ก่อนหน้านี้คุยกับหลีชิงจื้ออย่างถูกคอกลั้นไว้ไม่อยู่ จึงพูดขึ้นว่า “สองคนนั้น...คนหนึ่งเตี้ยป้อม อีกคนผอมเป็นไม้ตากผ้า”
หลีชิงจื้อเป็นคนที่สูงที่สุดในหมู่บ้าน หลังจากผอมลงก็ดูราวกับลำไผ่ต้นหนึ่ง ส่วนเหยาเจิ้นฟู่นั้น...เมื่อก่อนพวกเขาไม่เคยรู้สึกว่าอีกฝ่ายอ้วน กลับคิดว่ามีเนื้อมีหนัง ดูเหมือนคนในเมือง คล้ายเจ้าที่ดินเสียด้วยซ้ำ แต่พอเดินอยู่ข้างหลีชิงจื้อกลับยิ่งดูเตี้ยเกินไป
ชาวบ้านจึงเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันต่อ ขณะที่หลีชิงจื้อเดินตามเหยาเจิ้นฟู่มาถึงบ้านสกุลเหยา
ผู้คนในยุคนี้นิยมสร้างบ้านที่มีลาน จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม บ้านตระกูลใหญ่ที่อยู่ชนบทบางแห่งจะขุดฐานกำแพงลึกมาก ทั้งยังก่อกำแพงสูงถึงสามเมตร ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันโจรผู้ร้าย
แต่หมู่บ้านเมี่ยวเฉียนกลับแทบไม่มีเจ้าที่ดิน จึงไม่มีบ้านลักษณะเช่นนั้น บ้านคนส่วนใหญ่เพียงทำรั้วล้อมไว้เท่านั้น บ้านสกุลเหยาก็ใช้ไม้ไผ่ทำเป็นรั้ว ล้อมแปลงผักหน้าบ้านเอาไว้ เพื่อกันไก่เข้าไปจิกกินผัก
เมื่อเดินผ่านแปลงผัก ก็เห็นตัวเรือนของบ้านสกุลเหยา เป็นบ้านหันหน้าไปทางทิศใต้เรียงกันสี่ห้อง ด้านหลังเรือนทั้งสี่ยังมีส้วมกับคอกหมูอีกด้วย
หลีชิงจื้อเห็นประตูห้องหนึ่งเปิดอ้าอยู่ ภายในตั้งโต๊ะแปดเซียนทรงสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง ตรงมุมห้องยังวางสิ่งของไว้อีกไม่น้อย
ของใช้ในบ้านสกุลหลี่มีน้อยมาก แม้แต่โต๊ะแปดเซียนก็ยังไม่มี แต่บ้านสกุลเหยามีเครื่องใช้ที่ครัวเรือนชาวนาควรมีอยู่แทบครบทุกอย่าง
เหยาเจิ้นฟู่ผลักประตูห้องทางด้านตะวันตกสุดเข้าไป หลีชิงจื้อก็เห็นว่าภายในมีโต๊ะหนังสือหนึ่งตัว เก้าอี้หนึ่งตัว และตู้หลายใบ จากการจัดวางก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือห้องหนังสือ
แม้บ้านสกุลเหยาจะนับว่าใหญ่เมื่อเทียบกับบ้านในชนบท แต่จำนวนห้องก็ไม่ได้มากนัก การที่เหยาเจิ้นฟู่มีห้องหันหน้าไปทางทิศใต้ห้องหนึ่งไว้ใช้เป็นห้องหนังสือ ย่อมแสดงให้เห็นว่าสถานะของเขาในบ้านหลังนี้สูงเพียงใด
ที่จริงแล้วชาวบ้านไม่ค่อยตามใจลูกนัก เด็กผู้หญิงเมื่ออายุยังน้อยก็ต้องเริ่มเรียนทำงานบ้านและเลี้ยงไหม ส่วนเด็กผู้ชายพอโตขึ้นอีกหน่อยก็ต้องลงนาไปทำงาน จินเสี่ยวเยี่ยเอง แม้ท่านปู่กับท่านย่าจะลำเอียงเข้าข้างครอบครัวลุงใหญ่จิน แต่บรรดาลูกพี่ลูกน้องของนางก็ล้วนลงนาเมื่ออายุเพียงสิบกว่าปีทั้งนั้น แน่นอนว่าเรื่องขยันหรือชอบอู้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
คนอย่างเหยาเจิ้นฟู่ที่ไม่เคยลงนาเลย นับว่าเป็นคนเดียวในหมู่บ้านจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยนี้บัณฑิตย่อมมีฐานะสูงกว่าคนทั่วไป หากเหยาเจิ้นฟู่สามารถประสบความสำเร็จในการสอบหลวงได้ สิ่งที่เหล่าเหยาคนพายเรือลงแรงลงเงินให้เขามาตลอดก็ล้วนคุ้มค่า แม้เพียงเหยาเจิ้นฟู่ที่เรียนหนังสือแล้วสามารถหางานในอำเภอฉงเฉิงได้ ชีวิตที่เหลือก็คงอยู่ได้อย่างสุขสบาย
เหยาเจิ้นฟู่หยิบหนังสือ《สามอักษร》เล่มหนึ่งส่งให้หลีชิงจื้อ จากนั้นก็กล่าวให้กำลังใจด้วยถ้อยคำแบบบัณฑิตอยู่หลายประโยค บอกให้หลีชิงจื้อตั้งใจศึกษาเล่าเรียน
หลีชิงจื้อถือหนังสือเดินออกจากห้อง ก็เห็นมารดาเหยากำลังช่วยเหล่าเหยาคนพายเรือจัดของอยู่ ส่วนจินโม่ลี่อุ้มเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง มืออีกข้างจูงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ยืนอยู่ข้าง ๆ คิดจะช่วยงาน
มารดาเหยาจ้องจินโม่ลี่เขม็ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน “เอาแต่ยืนเกะกะอยู่ตรงนั้น ไปให้พ้น!”
มารดาเหยาปฏิบัติต่อจินโม่ลี่ไม่ดีนัก แต่เมื่อเห็นหลีชิงจื้อกลับมีท่าทีสุภาพ “เสี่ยวหลีนี่เอง จะอยู่กินข้าวที่บ้านพวกเราหรือไม่?”
ชาวบ้านส่วนใหญ่กินอาหารวันละสองมื้อ แต่บ้านสกุลเหยากินวันละสามมื้อ ตอนเช้าตรู่ก่อนเหล่าเหยาคนพายเรือกับเหยาเจิ้นฟู่ออกจากบ้านจะกินหนึ่งมื้อ กลางวันมารดาเหยาก็พาจินโม่ลี่กับหลานทั้งสองกินอะไรเล็กน้อย พอตกเย็นรอให้เหล่าเหยาคนพายเรือกับเหยาเจิ้นฟู่กลับมา จึงกินพร้อมกันอีกมื้อ
“ท่านป้า ข้ากินมาแล้ว” หลีชิงจื้อยิ้มพลางปฏิเสธ พูดคุยตามมารยาทอีกสองสามประโยคจึงขอตัวกลับ
ทันทีที่เขาเดินออกจากลานบ้าน มารดาเหยาก็เริ่มสั่งจินโม่ลี่ “พ่อของเจ้าซื้อเต้าหู้กลับมาแล้ว ไปทำที่ครัวเสีย!”
จินโม่ลี่ยกเต้าหู้ขึ้น ถือพาลูกทั้งสองเข้าไปในครัวเพื่อทำอาหาร
บ้านในอำเภอฉงเฉิงมีราคาแพง ค่าเช่าก็แพงเช่นกัน ตลอดกว่าสิบปีที่เหยาเจิ้นฟู่เรียนอยู่ในอำเภอฉงเฉิง เหล่าเหยาคนพายเรือเป็นคนรับส่งเขาเช้าเย็นทุกวัน จึงไม่กระทบกับการมีบุตรของเขากับจินโม่ลี่ ทั้งสองมีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคนในช่วงห้าปีที่ผ่านมา
เด็กทั้งสองคนนี้จินโม่ลี่เป็นผู้ดูแลทั้งหมด นอกจากนั้นนางยังต้องรับผิดชอบทำอาหาร ซักผ้า และให้อาหารไก่อีกด้วย
แน่นอนว่ามารดาเหยาเองก็ไม่ได้ว่าง เพราะเหล่าเหยาคนพายเรือหารายได้จากการพายเรือมากกว่าการทำนา จึงออกไปทำงานนอกบ้านทุกวัน ไม่มีเวลาทำงานในนา บ้านของพวกเขามีนาข้าวถึงสิบหมู่ แม้งานหนักมารดาเหยาจะจ้างคนมาทำ แต่พวกงานเบาก็ยังต้องลงมือเอง อีกทั้งเวลามีคนงานมาทำงาน นางก็ต้องคอยดูอยู่ตลอด จึงไม่ได้สบายแต่อย่างใด
เมื่อจินโม่ลี่เข้าครัว ก็หยิบ “ไหน้ำมัน” ออกมา บ้านสกุลเหยาปลูกต้นผักกาดน้ำมันในฤดูหนาว เมล็ดเรปสามารถนำไปขายหรือแลกน้ำมันกับโรงหีบน้ำมันได้ จึงมีน้ำมันไว้ใช้ แต่ถึงอย่างนั้นมารดาเหยาก็ไม่ยอมให้นางใช้น้ำมันมาก และจะอนุญาตให้ใช้น้ำมันทำอาหารเฉพาะเวลาที่เหยาเจิ้นฟู่อยู่บ้านเท่านั้น
ความจริงแล้วใน “ไหน้ำมัน” มองไม่เห็นน้ำมันเลย มีเพียงผ้าโปร่งชิ้นหนึ่งที่ชุ่มน้ำมันเท่านั้น
จินโม่ลี่ใช้ตะเกียบคีบผ้าโปร่งขึ้นมาถูในกระทะเพียงสองสามครั้ง กระทะก็มีน้ำมันติดอยู่เพียงเล็กน้อย จากนั้นจึงใส่เต้าหู้ เติมน้ำ แล้วใส่ผักดองลงไป กลายเป็นเต้าหู้ตุ๋นผักดอง
ชาวบ้านแทบไม่ค่อยใช้เงินซื้อของกิน โดยมากต่างกินสิ่งที่บ้านของตนมี เหล่าเหยาคนพายเรือแทบจะซื้อเต้าหู้กลับบ้านทุกวัน จนไม่รู้ว่ามีชาวบ้านมากเพียงใดที่อิจฉา แต่จินโม่ลี่กินเต้าหู้ทุกวัน จนเบื่อเต็มทนแล้ว!
นางจำได้อย่างชัดเจนว่า ชาติก่อนในช่วงเวลาเดียวกัน บ้านสกุลเหยามีฐานะดีแล้ว เหล่าเหยาคนพายเรือยังซื้อเนื้อกลับบ้านเป็นครั้งคราว จนนางอิจฉาอยู่ลึก ๆ เหตุใดชาตินี้กลับไม่มีเลย? หรือเป็นเพราะเหล่าเหยาคนพายเรือชอบจินเสี่ยวเยี่ยมากกว่า ไม่ชอบนาง?
ทั้งที่จินเสี่ยวเยี่ยทะเลาะกับเหยาเจิ้นฟู่แทบทุกวัน บางครั้งถึงกับลงไม้ลงมือ เหตุใดเหล่าเหยาคนพายเรือกลับชอบจินเสี่ยวเยี่ยมากกว่า? จินโม่ลี่รู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง แต่พอนึกถึงว่าหลีชิงจื้อหิวจนต้องกินผักป่า ใจของนางก็สบายขึ้นทันที นางรู้สึกว่าเต้าหู้ไม่อร่อย แต่บางคนต่อให้อยากกินก็ยังกินไม่ได้!
ระหว่างที่จินโม่ลี่กำลังทำอาหาร เหล่าเหยาคนพายเรือก็กล่าวกับภรรยาของตนว่า
“เจ้าก็อย่าดุนางนักเลย”
“ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรนี่” มารดาเหยาพูดด้วยสีหน้าเย็นชา
“หากข้าไม่ไล่นางไป นางก็ต้องคอยยืนจ้องอยู่ตรงนี้ คอยคำนวณว่าท่านหาเงินมาได้เท่าไร...ข้าแค่ไม่ชอบนางเท่านั้น ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย แล้วยังทำเหมือนว่าข้ากุมเงินไว้ไม่ยอมให้นางใช้”
“เป็นเพราะเจ้าคิดมากไปเอง” เหล่าเหยาคนพายเรือรู้สึกว่าลูกสะใภ้คนนี้ก็ไม่เลว ขยันทำงาน แม้จะถูกดุก็ไม่เคยอาละวาดหรือแสดงอารมณ์ มารดาเหยาไม่ตอบโต้ แต่หันไปคุยเรื่องอื่นกับเหล่าเหยาคนพายเรือ คำนวณรายจ่ายของครอบครัว เหยาเจิ้นฟู่ใช้เงินกับการเรียนมากเกินไป จนบ้านของพวกเขาแทบไม่มีเงินเก็บเลย