สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 22 — 022
บทที่ 22 เข้าอำเภอฉงเฉิง ดูจากคำพูดและการกระทำของจินเสี่ยวเยี่ยในช่วงนี้...ดูเหมือนนางกำลังคิดจะให้เขาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ส่วนตัวนางออกไปหาเงินเลี้ยงครอบครัว อันที่จริง เขาก็ยินดีจะพึ่งพาภรรยาอยู่หรอก เพียงแต่...ความต้องการของเขาสูงเกินไป เกรงว่าจินเสี่ยวเยี่ยจะเลี้ยงเขาไม่ไหว หลังจากนั้น นอกจากทำอาหารและออกไปเดินเล่นเพื่อออกกำลังกายแล้ว หลีชิงจื้อก็ใช้เวลาอยู่บ้านอ่านหนังสือ《สามอักษร》เล่มนั้น เขาจำเป็นต้องทำความคุ้นเคยกับตัวอักษรในยุคสมัยนี้ และฟื้นฟูพื้นฐานความรู้ของเจ้าของร่างเดิม หนังสือ《สามอักษร》ของเหยาเจิ้นฟู่เป็นหนังสือที่พิมพ์ขึ้น แม้หนังสือที่พิมพ์เช่นนี้จะมีราคาแพงในอำเภออวี๋ซึ่งเป็นบ้านเดิมของเจ้าของร่าง แต่ในอำเภอฉงเฉิงกลับมีราคาถูกกว่าพอสมควร เจียงหนานเป็นดินแดนที่เฟื่องฟูด้านวัฒนธรรมและการศึกษา ร้านหนังสือที่ประกอบกิจการพิมพ์หนังสือมีอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อร้านหนังสือมีมาก ราคาหนังสือก็ย่อมลดลงตามไปด้วย แต่อำเภออวี๋แตกต่างออกไป เวลานั้นทั้งอำเภอมีร้านหนังสือเพียงแห่งเดียว หนังสือที่นั่นไม่เพียงขายแพง คุณภาพก็ยังไม่ดีอีกด้วย เมื่อเจ้าของร่างเดิมเรียน《สามอักษร》 หนังสือที่ใช้เป็นฉบับคัดลอกด้วยมือโดยพี่ชายของเขา ภายหลังเจ้าของร่างเดิมเองก็คัดลอกอีกหลายครั้ง แล้วคัดเลือกฉบับที่ลายมือชัดที่สุดเย็บรวมเป็นเล่มไว้ให้น้องชายใช้ หลังจากไม่ได้ทบทวนมาหลายปี เนื้อหาช่วงท้ายของ《สามอักษร》เจ้าของร่างเดิมก็ท่องไม่ได้แล้ว แต่หลีชิงจื้อเพียงอ่านซ้ำไม่กี่รอบ ก็รื้อฟื้นความทรงจำเหล่านั้นกลับมาได้ ส่วนเกร็ดเรื่องราวต่าง ๆ ที่อยู่ในหนังสือนั้น เจ้าของร่างเดิมสนใจเป็นพิเศษ จึงยังจำได้ทั้งหมด พอดีกับที่เขาจะสอนให้จินเสี่ยวเยี่ย หลีต้าเหมา และหลีเอ้อร์เหมาท่องตำราไปพร้อมกับเล่าเรื่องราวในหนังสือให้ฟัง ส่วนเรื่องการสอนให้อ่านหนังสือนั้น หลีชิงจื้อเห็นว่ายังไม่รีบร้อน หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมายังเล็ก ส่วนจินเสี่ยวเยี่ย...เวลานี้ยังเป็นช่วงงานไร่นายุ่ง หลีชิงจื้ออยู่บ้าน ขณะที่จินเสี่ยวเยี่ยเก็บผักจากสวนในบ้าน แล้วพาหลีเหล่าเกินเข้าอำเภอฉงเฉิง ก่อนออกเดินทาง จินเสี่ยวเยี่ยให้หลีเหล่าเกินสวมเสื้อ หลีเหล่าเกินก็สวมอยู่หรอก แต่บิดตัวไปมาอย่างอึดอัด “อากาศร้อนเพียงนี้ ยังต้องสวมเสื้ออีก...” “ในอำเภอไม่มีผู้ใดเปลือยอกหรอก” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าว หลีเหล่าเกินพึมพำว่า “คนในอำเภอนั่นชอบหาเรื่องลำบากใส่ตัว” พูดจบก็ยังบ่นเบา ๆ ว่าคนในเมืองดูแคลนเขา หลีชิงจื้อได้แต่ยิ้มอย่างจนปัญญา ที่จริงไม่ใช่แค่คนในเมือง แม้แต่คนในหมู่บ้านก็ยังดูแคลนหลีเหล่าเกินเช่นกัน ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาเห็นบุรุษในหมู่บ้านนำหลีเหล่าเกินมาล้อเล่นอยู่ไม่น้อย แม้จะบ่นอยู่บ้าง แต่หลีเหล่าเกินก็ยังเชื่อฟัง เดินตามจินเสี่ยวเยี่ยเข้าอำเภอฉงเฉิงแต่โดยดี ที่จริงแล้วเขาชอบเข้าอำเภอฉงเฉิงมาก ต่อให้ไปแล้วไม่ได้ทำสิ่งใดเลย พอกลับถึงหมู่บ้านก็ยังสามารถนำไปคุยโอ้อวดกับชาวบ้านได้ พูดแล้วก็น่าแปลก นับตั้งแต่จินเสี่ยวเยี่ยพาเขาเข้าอำเภอฉงเฉิง ก่อนหน้านั้นนอกจากสมัยเด็กที่บิดามารดาเคยพาเข้าเมืองไปเที่ยวแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยไปอีกเลย จินเสี่ยวเยี่ยกับหลีเหล่าเกินเดินเท้าอยู่ครึ่งชั่วยามจึงมาถึงอำเภอฉงเฉิง หลังจากเข้าเมืองแล้ว จินเสี่ยวเยี่ยก็ไปเคาะประตูบ้านหลังหนึ่ง ผู้ที่ออกมาเปิดประตูเป็นสตรีวัยกลางคน ผิวขาว ใบหน้ากลม มวยผมไว้เรียบร้อย เมื่อเห็นจินเสี่ยวเยี่ยก็ยิ้มทันที “เสี่ยวเยี่ย ไม่ได้พบกันนานเลย ช่วงนี้ไม่มาเพราะติดงานไร่นาหรือ?” “พี่หวัง ไม่ใช่เพียงเพราะงานไร่นาหรอก...สามีของข้ากลับมาแล้ว!” สตรีแซ่หวังแสดงสีหน้าประหลาดใจ “เขากลับมาแล้วหรือ?” จินเสี่ยวเยี่ยพยักหน้า “ใช่ กลับมาแล้ว ครั้งนั้นตอนออกเดินทาง เขาถูกโจรจับไปขาย ต้องผ่านความยากลำบากนานัปการกว่าจะหนีกลับมาได้” จินเสี่ยวเยี่ยเล่าเรื่องของหลีชิงจื้อโดยสรุป สตรีแซ่หวังก็กล่าวว่า “อมิตาภพุทธ โชคดีที่เขาปลอดภัย” แต่ทันทีที่พูดจบ สีหน้าของนางก็เผยความกังวลขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อห้าปีก่อน ตอนที่จินเสี่ยวเยี่ยหมดหนทาง นางกำลังตั้งครรภ์ท้องโต หอบสิ่งของเข้ามาขายในอำเภอฉงเฉิง นางไม่ได้เป็นที่โปรดปรานในบ้านสกุลจิน ก่อนแต่งงานจึงแทบไม่เคยเข้าอำเภอฉงเฉิง เวลานั้นเมื่อมาถึงอำเภอ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรไปที่ใด ส่วนหลีเหล่าเกินยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนนั้นเขาตกใจจนได้แต่หลบอยู่ด้านหลังนาง โชคดีที่นางเป็นคนกล้าคิดกล้าทำมาโดยตลอด กัดฟันฮึดสู้ แล้วเดินเคาะประตูบ้านทีละหลัง ถามผู้คนทีละคน เพื่อนำของของตนออกขาย ของที่นางขายราคาไม่แพง เดินขายไปตลอดทางก็ขายหมดเกลี้ยง สตรีแซ่หวังที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ ก็คือผู้ที่นางได้รู้จักในเวลานั้น สามีของสตรีแซ่หวังเป็นพ่อค้าเร่ เขาซื้อผ้าจากอำเภอฉงเฉิง ล่องเรือไปขายยังที่อื่น แล้วซื้อสินค้าจากที่อื่นกลับมาจำหน่ายที่อำเภอฉงเฉิง ทุกครั้งที่ออกเดินทางก็มักใช้เวลาหลายเดือน เมื่อได้ฟังเรื่องที่จินเสี่ยวเยี่ยเล่าว่าหลีชิงจื้อเคยถูกโจรจับ สตรีแซ่หวังก็อดเป็นห่วงสามีที่เดินทางอยู่ภายนอกไม่ได้ จินเสี่ยวเยี่ยมองออกว่านางกำลังกังวล จึงปลอบใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ทิ้งผักส่วนหนึ่งที่นำมาด้วยไว้ แล้วจึงขอตัวจากไป สตรีแซ่หวังถือผักไว้แล้วจะจ่ายเงินให้ แต่จินเสี่ยวเยี่ยไม่ยอมรับ เพียงบอกว่านางแค่มาเยี่ยมและมาบอกข่าวว่าตนปลอดภัย ผักเพียงเล็กน้อยที่ไม่มีราคาอะไร จะรับเงินได้อย่างไร สุดท้ายสตรีแซ่หวังก็ไม่ได้ให้ค่าผัก แต่กลับยื่นปลาตากแห้งขนาดเท่าฝ่ามือหนึ่งตัวให้จินเสี่ยวเยี่ย บอกว่าให้นำกลับไปบำรุงร่างกายหลีชิงจื้อ อำเภอฉงเฉิงอยู่ไม่ไกลจากชายทะเล จึงมีผู้คนเดินทางไปยังชายฝั่งโดยเฉพาะ เพื่อรับซื้อปลาเค็ม ปลาตากแห้ง สาหร่ายทะเลแห้ง และของแห้งจากทะเลอื่น ๆ จากชาวประมง แล้วนำกลับมาขายในอำเภอฉงเฉิง ของเหล่านี้ราคาไม่แพง สิบเหวินก็ซื้อได้หนึ่งชั่ง อีกทั้งของแห้งยังเก็บไว้ได้นาน แม้คนในเมืองจะไม่มีเงินกินเนื้อทุกวัน แต่หากนึ่งปลาเค็มสักตัวกินทุกสองสามวันก็ยังพอทำได้ ทั้งสองพูดคุยกันต่ออีกพักหนึ่ง เมื่อสตรีแซ่หวังทราบว่าจินเสี่ยวเยี่ยจะเข้ามาในอำเภออีกครั้งก็อีกครึ่งเดือนให้หลัง จึงหยิบเงินพวงหนึ่งออกมา ฝากให้จินเสี่ยวเยี่ยช่วยซื้อไก่ตัวผู้จากในหมู่บ้านมาฝากในครั้งหน้า พร้อมทั้งขอให้นางช่วยฆ่าและถอนขนให้เรียบร้อย ทุกวันนี้ไก่ที่วางขายในตลาดล้วนเป็นไก่มีชีวิต แต่สตรีแซ่หวังไม่ชอบฆ่าไก่ จินเสี่ยวเยี่ยรับเงินไว้ แล้วตอบตกลงทันที เมื่อออกจากบ้านพี่หวัง จินเสี่ยวเยี่ยเลี้ยวผ่านหัวมุมแห่งหนึ่ง ก็เห็นหลีเหล่าเกินนั่งกอดกระบุงอยู่ตรงมุมกำแพง ตัวหดเป็นก้อน หลีเหล่าเกินขี้ขลาด ไม่กล้าพูดคุยกับคนในเมือง จินเสี่ยวเยี่ยชวนให้เข้าไปในบ้านพี่หวังด้วยกัน เขากลับปฏิเสธอย่างไรก็ไม่ยอมเข้า ได้แต่นั่งรออยู่ข้างนอก จินเสี่ยวเยี่ยมอบผักให้พี่หวังไปไม่น้อย มูลค่าก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าปลาตากแห้งที่อีกฝ่ายให้มา แต่ในกระบุงที่หลีเหล่าเกินอุ้มไว้ก็ยังเหลือผักอีกมาก จินเสี่ยวเยี่ยจึงนำผักที่เหลือไปมอบให้บ้านที่เคยจ้างนางทำงานก่อนหน้านี้อีกสองหลัง สองบ้านนี้นางให้มากหน่อย ส่วนบ้านอื่น ๆ นางก็แวะเวียนไปหาแล้วแบ่งผักให้บ้าง แต่ให้เพียงเล็กน้อย หลังจากเดินทั่วอำเภอฉงเฉิงแล้ว จินเสี่ยวเยี่ยก็มุ่งหน้าไปยังร้านขายของแห้งจากทะเล ร้านแห่งนี้ขายปลาเค็มกับสาหร่ายทะเล ก่อนเข้ามาในอำเภอ ชาวบ้านหลายคนฝากให้นางช่วยซื้อปลาเค็มกับสาหร่ายทะเลกลับไป ปลาเค็มที่ราคาถูกที่สุดคือปลาเล็กที่หมักเกลือ สิบเหวินซื้อได้ถึงสองชั่ง กลับถึงบ้านเพียงหั่นออกมาสองตำลึง วางบนลังถึงนึ่ง ทั้งครอบครัวก็กินข้าวกับปลาเค็มได้เพิ่มอีกหลายคำ สาหร่ายทะเลก็เช่นกัน เพียงตัดสักชิ้นจากแผ่นสาหร่ายแห้ง แช่น้ำให้นิ่มแล้วนำไปตุ๋นกับเต้าหู้ แม้ใช้เลี้ยงแขกก็ยังดูสมฐานะ ยังไม่ทันเดินเข้าร้านขายของแห้งจากทะเล จินเสี่ยวเยี่ยก็ได้กลิ่นคาวปลาแรงฉุน ขณะเดียวกันก็พบว่าหลีเหล่าเกินแอบหนีไปอีกแล้ว ไปหลบอยู่ข้างกำแพง ไม่กล้าเดินเข้าร้าน จินเสี่ยวเยี่ยทั้งขำทั้งหมั่นไส้ ตอนที่นางเข้ามาในอำเภอครั้งแรก แม้จะอึดอัดเพราะไม่มีเงินติดตัว แต่ก็ไม่ได้หนักหนาถึงขั้นหลีเหล่าเกิน