สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 222 — 222
บทที่ 222 ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอำเภอหลินหู
เมื่อคนเหล่านั้นเห็นพวกเขา ต่างก็ยิ้มพลางทักทายหลีชิงจื้อ
เผิงจิ่งเหลียงและคนอื่น ๆ ต่างพากันกล่าวขึ้นว่า “อำเภอฉงเฉิงแห่งนี้ปกครองได้ดีจริง ๆ!”
“ใต้เท้าโก่วเซี่ยนลิ่งเป็นขุนนางที่ดี!”
“ข้าจะประพันธ์บทกวีสักบท!”
“ข้าจะวาดภาพสักภาพ!”
...
ทุกคนเกิดอารมณ์สุนทรีย์ขึ้นมา จึงให้บ่าวรับใช้หยิบอุปกรณ์ออกมา แล้วเริ่มประพันธ์บทกวีและวาดภาพ
หลีชิงจื้ออดชื่นชมพวกเขาไม่ได้
หลังจากอ่านบทกวีมาจำนวนมาก เขาก็พอจะประพันธ์บทกวีได้บ้าง บทกวีที่เขาแต่งในการสอบระดับอำเภอก่อนหน้านี้ แม้จะไม่อาจเรียกว่าวิจิตรล้ำเลิศ แต่ก็ถือว่าใช้ได้ไม่น้อย
แต่เขาไม่มีอารมณ์สุนทรีย์แบบเห็นสิ่งใดแล้วก็แต่งบทกวีได้ทันทีเลย
เมื่อเทียบกันแล้ว กลิ่นหอมที่ลอยมาจากโรงครัวกลับดึงดูดใจเขายิ่งกว่า เขาอยากลองชิมอาหารที่ปรุงในกระทะใบใหญ่เสียด้วยซ้ำ
วันนั้นหลีชิงจื้อรับประทานอาหารเสร็จแล้วจึงกลับบ้าน ทันทีที่กลับถึงบ้านก็ได้ยินจินเสี่ยวเยี่ยบอกว่า นางรับหญิงงานฝีมือมาทำงานที่บ้านได้แล้วถึงยี่สิบคน และยังตั้งใจจะรับเพิ่มจากหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนอีกสิบคน
“รับคนได้เร็วถึงเพียงนี้เลยหรือ?” หลีชิงจื้อถามด้วยความประหลาดใจ
นี่คือยุคโบราณ โดยทั่วไปแล้วสตรีล้วนต้องทำงานบ้าน
และเพราะเป็นยุคโบราณ งานบ้านที่พวกนางต้องทำก็มากกว่ายุคปัจจุบันมาก
ยกตัวอย่างเช่น ในยุคปัจจุบัน เพียงล้างข้าว ใส่หม้อหุงข้าว แล้วกดปุ่มก็เสร็จ ใช้เวลาไม่มาก แต่ในยุคนี้... การหุงข้าวต้องคอยเฝ้าไฟอยู่ตลอด!
เพราะเหตุนี้ ก่อนหน้านี้หลีชิงจื้อจึงค่อนข้างกังวล กลัวว่าจินเสี่ยวเยี่ยจะรับคนไม่ได้
จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวว่า “ข้าบอกว่าหากมาทำงานกับข้า คนที่ขยันหน่อยเดือนหนึ่งก็หาได้ถึงสองตำลึงเงิน ทุกคนจึงอยากมา แม้แต่คนในครอบครัวของพวกนางก็ยินดีให้พวกนางออกมาทำงาน”
ครอบครัวชาวบ้านทั่วไปไม่ได้มีฐานะดีนัก หากสตรีในบ้านสามารถหาเงินได้ ก็แทบไม่มีใครคิดขัดขวาง
ส่วนเรื่องงานบ้านหรือการดูแลลูก ย่อมหาทางจัดการกันได้
ในตัวอำเภอ เมื่อสตรีบางคนหาเงินได้มากขึ้น แม้แต่สามีของพวกนางก็ยังเต็มใจรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมด
หลีชิงจื้อคิดดูแล้วก็เห็นว่าจริง เดือนละสองตำลึงเงิน... ต่อให้สตรีเหล่านั้นไปเป็นแม่นมหรือสาวใช้ในจวนใหญ่ ก็ใช่ว่าจะหาเงินได้มากถึงเพียงนี้ อีกทั้งหากเป็นแม่นม ยังต้องทิ้งลูกแรกเกิดของตนไว้และกลับบ้านไม่ได้
จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวต่อว่า “ส่วนคนในหมู่บ้านเมี่ยวเฉียน ข้าตั้งใจจะรับแต่หญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน ถึงตอนนั้นก็จะบอกบิดามารดาว่ารับมาเป็นศิษย์ฝึกงาน ไม่ให้ค่าจ้างก่อน พอพวกนางมาแล้ว ข้าค่อยแอบให้เงินตามความเหมาะสม”
บิดามารดาใช่ว่าจะรักลูกทุกคน บางคนแทบไม่มีความเมตตาต่อลูก โดยเฉพาะลูกสาว เพราะพวกเขาคิดว่าลูกสาวย่อมต้องแต่งออกเรือน สุดท้ายก็ไม่ใช่คนของตระกูลตนเอง
ท่านย่าจินก็คิดเช่นนี้ สมัยก่อนจินเสี่ยวเยี่ยจึงต้องทนรับความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ไม่น้อย
เวลานี้นางจึงอยากช่วยหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือนในหมู่บ้าน หากพวกนางหาเงินได้ที่นี่ อนาคตก็จะมีทางเลือกมากขึ้น
จินเสี่ยวเยี่ยพูดอยู่พักใหญ่ หลีชิงจื้อก็ตั้งใจฟังตลอด ทั้งยังเอ่ยสนับสนุนนางเป็นครั้งคราว
เขารู้สึกว่าความคิดของจินเสี่ยวเยี่ยดีมาก
หลังจากทั้งสองพูดคุยกันเสร็จ หลีชิงจื้อก็ไปอาบน้ำ
เขากินอาหารมาก ระบบเผาผลาญของร่างกายก็ดีมาก หากไม่อาบน้ำเพียงไม่กี่วัน ก็สามารถขัดคราบไคลออกมาได้เป็นชั้น
นับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในตัวอำเภอและมีความพร้อม เขาแทบจะอาบน้ำทุกวัน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลีชิงจื้อก็พาเผิงจิ่งเหลียงและคนอื่น ๆ เดินเที่ยวในตัวอำเภออีกครั้ง
เผิงจิ่งเหลียงและพวกต่างชื่นชอบอำเภอฉงเฉิงมาก อีกทั้งยังยิ่งประทับใจใต้เท้าโก่วเซี่ยนลิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
ชาวอำเภอฉงเฉิงต่างมีรอยยิ้มบนใบหน้า และล้วนเปี่ยมด้วยความเคารพต่อใต้เท้าโก่วเซี่ยนลิ่ง เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะพิสูจน์ได้แล้วว่าใต้เท้าโก่วเซี่ยนลิ่งเป็นขุนนางที่ดี
“อำเภอฉงเฉิงช่างดีจริง ๆ” ซิ่วไฉกู้ทอดถอนใจ “ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอำเภอหลินหูบ้านเกิดของข้า กลับไม่ดีถึงเพียงนี้”
“พี่กู้เป็นคนอำเภอหลินหูหรือ?” หลีชิงจื้อถาม
“ใช่ ข้าเป็นคนอำเภอหลินหู แต่พำนักอยู่ที่เมืองเอกของมณฑลเป็นหลัก” ซิ่วไฉกู้ตอบ
หลีชิงจื้อยิ้มแล้วกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ข้าเคยไปอำเภอหลินหูมา ทิวทัศน์ที่นั่นงดงามไม่น้อย”
ตอนที่เจ้าของร่างเดิมถูกบังคับให้ไปขุดหิน ก็อยู่แถบอำเภอหลินหูนั่นเอง แต่อาจไม่ใช่อำเภอหลินหูโดยตรง เพราะติดกับอำเภอหลินหูยังมีอีกหนึ่งอำเภอที่ไม่ได้ขึ้นกับเมืองเหอซิง เจ้าของร่างเดิมขุดหินอยู่ที่ใดกันแน่ หลีชิงจื้อเองก็ไม่แน่ใจ
ตอนนั้นเจ้าของร่างเดิมไม่มีโอกาสติดต่อกับคนนอกเลย จึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองอยู่ที่ใด แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ก็คือ ตอนหลบหนีกลับบ้าน เขาเดินผ่านอำเภอหลินหู เวลานั้นเจ้าของร่างเดิมแทบไม่ต่างจากขอทาน ทั้งยังมีสติไม่ค่อยสมบูรณ์ โชคดีที่ชาวอำเภอหลินหูเห็นเขาน่าสงสาร จึงแบ่งอาหารให้บ้าง เขาจึงฝืนประคองชีวิตกลับถึงบ้านได้ แต่จากสภาพที่เจ้าของร่างเดิมพบเห็นในเวลานั้น... ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอำเภอหลินหูด้อยกว่าชาวอำเภอฉงเฉิงจริง ๆ
ตอนที่เจ้าของร่างเดิมระหกระเหินหนีภัย ในที่สุดจึงเลือกตั้งรกรากที่อำเภอฉงเฉิง เพราะที่นี่นับว่าเป็นสถานที่ที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับที่อื่น
หลังจากหลีชิงจื้อพูดคุยกับซิ่วไฉกู้เรื่องอำเภอหลินหูอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็อดนึกถึงผู้ว่าการจางไม่ได้
ก่อนหน้านี้เขาเคยเขียนจดหมายถึงผู้ว่าการจางฉบับหนึ่ง ไม่รู้ว่าผู้ว่าการจางจะส่งคนไปตรวจสอบที่อำเภอหลินหูแล้วหรือยัง
แน่นอนว่าผู้ว่าการจางได้ส่งคนไปสืบที่อำเภอหลินหูแล้ว แม้เขาจะไม่รู้ว่าผู้เขียนจดหมายเป็นผู้ใด แต่ในจดหมายฉบับนั้น ผู้เขียนบรรยายสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ถูกใช้แรงงานขุดหินในอำเภอหลินหูไว้อย่างน่าเวทนายิ่ง... หลังจากผู้ว่าการจางกลับถึงเมืองเอกของมณฑลได้ไม่นาน ก็จัดส่งคนสนิทของตนไปสืบเรื่องนี้ที่อำเภอหลินหู
เมื่อสืบดูแล้ว เขาไม่เพียงพบว่าชาวบ้านที่ขุดหินมีชีวิตความเป็นอยู่แสนลำบาก แต่ยังพบเรื่องอื่นอีกหลายประการ
ผู้ว่าการจางไม่กล้าลงมือโดยบุ่มบ่าม อีกทั้งยังตรงกับช่วงเทศกาลปีใหม่และการจัดสอบระดับอำเภอของแต่ละอำเภอ จนถึงเวลานี้เขาจึงยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ
เช้าวันนี้ ผู้ว่าการจางตื่นแต่เช้าเพื่อจัดการงานราชการต่าง ๆ ระหว่างที่กำลังทำงาน ก็เห็นฎีกาจากเซี่ยนลิ่งอำเภอหลินหู รายงานว่าปีนี้อำเภอหลินหูประสบภัยแมลงระบาด ทำให้ผลผลิตจากสวนชาลดลง จึงขอให้ลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวข้อง
ฎีกาในลักษณะเดียวกันนี้ ผู้ว่าการจางเคยเห็นเมื่อปีก่อน เวลานั้นเขาคิดว่าเซี่ยนลิ่งผู้นี้ห่วงใยราษฎร จึงช่วยทำฎีกาถวายราชสำนัก สุดท้ายทางราชสำนักก็ลดหย่อนภาษีบางส่วนให้อำเภอหลินหู แต่ตอนนี้...
ผู้ว่าการจางวางเรื่องนี้ไว้ก่อน ตั้งใจว่าจะพิจารณาอีกครั้งภายหลัง
จากนั้นเขาก็เห็นฎีกาจากใต้เท้าโก่วเซี่ยนลิ่ง รายงานว่ามีผู้เข้าสอบใส่ร้ายว่าท่านทุจริตในการสอบ และขอให้ผู้ว่าการจางส่งคนมาตรวจสอบเพื่อคืนความบริสุทธิ์ให้ตน
ผู้ว่าการจางจึงรีบเรียกคนมาสอบถามเรื่องนี้ทันที อำเภอฉงเฉิงอยู่ไม่ไกลจากเมืองเอกของมณฑลมากนัก เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันประกาศผลการสอบระดับอำเภอจึงแพร่ถึงเมืองเอกของมณฑลตั้งนานแล้ว และระหว่างที่ข่าวแพร่สะพัด เรื่องราวก็ถูกเล่าจนเกินจริงไปไม่น้อย
เวลานี้แม้แต่เมืองเอกของมณฑลก็รู้กันหมดแล้วว่า อำเภอฉงเฉิงมีอั้นโส่วผู้ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง เขามีความสามารถในการจดจำทุกสิ่งที่เห็นได้อย่างไม่รู้ลืม แม้แต่เผิงจิ่งเหลียงที่ประลองความรู้กับเขา ก็ยังเป็นฝ่ายพ่ายแพ้!
แม้หลีชิงจื้อจะยังไม่เคยไปเมืองเอกของมณฑล แต่ผู้คนที่นั่นต่างก็รู้จักเขาแล้ว และล้วนอยากรู้จักตัวเขามากขึ้น แน่นอนว่าก็มีคนไม่พอใจเช่นกัน อย่างเช่นอาจารย์ของเผิงจิ่งเหลียง เขาคิดว่าหลีชิงจื้อมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ใช้เผิงจิ่งเหลียงเป็นบันไดสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง
ผู้ว่าการจางเคยเห็นลายมือของหลีชิงจื้อมาก่อน และชื่นชมเขาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินข่าวนี้จึงกล่าวว่า
“หลีชิงจื้อคู่ควรกับตำแหน่งอั้นโส่วจริง ๆ ส่วนศิษย์ของจวี่เหรินซุนผู้นั้นทำเกินไปแล้ว”
ผู้ว่าการจางมีความประทับใจต่อจวี่เหรินซุนไม่ดีนัก อีกทั้งยังรู้ถึงความสามารถทางวิชาการของหลีชิงจื้อเป็นอย่างดี จึงไม่เชื่อว่าใต้เท้าโก่วเซี่ยนลิ่งจะทุจริตในการสอบ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีหลักฐาน เขาก็ไม่อาจด่วนสรุปได้
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ผู้ว่าการจางจึงกล่าวว่า “เรื่องของอำเภอฉงเฉิง ให้เซี่ยนลิ่งอำเภอหลินหูเป็นผู้ไปตรวจสอบก็แล้วกัน”
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-dca8255c/222
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย