สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 246 — 246
บทที่ 246 เปลี่ยนความคิด
เจ้าสำนักโจวไม่ได้ดูแคลนนักศึกษาที่ยากจน ตรงกันข้าม เขายังชื่นชมผู้ที่แม้ฐานะยากไร้แต่ยังมุมานะศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างยิ่ง แต่เขาเคยอ่านหนังสือที่หลีชิงจื้อเขียน ซึ่งเผิงจิ่งเหลียงนำกลับมาแล้ว
หลีชิงจื้อผู้นี้ประจบสอพลอเก่งเกินไป! ยิ่งไปกว่านั้น งานชุมนุมวรรณกรรมในวันนี้เพิ่งเริ่มได้ไม่นาน หลีชิงจื้อก็รู้จักผู้คนมากมายแล้ว คนที่วางตัวคล่องแคล่วและเชี่ยวชาญการสร้างเส้นสายเช่นนี้ เขาไม่ชอบ
“อาจารย์ ท่านเข้าใจผิดแล้ว...”
“ข้าเดินข้ามสะพานมามากกว่าที่เจ้าเดินบนถนนเสียอีก! คอยดูเถิด ข้าจะเปิดโปงธาตุแท้ของคนผู้นี้ให้ได้!” เจ้าสำนักโจวกล่าวจบก็สาวเท้าเดินตรงไปหาหลีชิงจื้อ
ขณะเดียวกัน หลีชิงจื้อก็เห็นเผิงจิ่งเหลียงเช่นกัน
“พี่เผิง” หลีชิงจื้อยิ้มพลางเอ่ยทักทาย ก่อนหันไปมองเจ้าสำนักโจว “ท่านคงเป็นเจ้าสำนักโจวกระมัง ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว”
ทันทีที่เห็นเจ้าสำนักโจว หลีชิงจื้อก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ชอบตน แต่ไม่เป็นไร ขอเพียงเขาชอบเจ้าสำนักโจวก็พอแล้ว
หลังจากมาถึงเมืองเอกของแคว้น เขาได้รู้จักผู้คนไม่น้อย และได้ยินเรื่องราวของเจ้าสำนักโจวจากคนเหล่านั้นอยู่มาก เจ้าสำนักโจวเป็นผู้มีความรู้กว้างขวาง แต่ไม่เคยเข้าสอบจิ้นซื่อเลย กลับทุ่มเทให้กับการอบรมสั่งสอนผู้คนเพียงอย่างเดียว
ในเมืองเอกของแคว้นมีสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าโดยเฉพาะ เจ้าสำนักโจวไม่เพียงบริจาคเงินและสิ่งของอยู่เป็นประจำ แต่ยังเคยอุปการะเด็กกำพร้าที่ไร้บิดามารดาให้ได้ศึกษาเล่าเรียนอีกด้วย
แม้แต่เผิงจิ่งเหลียง... ฐานะครอบครัวของเผิงจิ่งเหลียงก็ธรรมดา การที่มีความสำเร็จได้ถึงทุกวันนี้ ล้วนเป็นเพราะได้รับการอบรมสั่งสอนจากเจ้าสำนักโจวเป็นอย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้น เพียงดูการวางตัวและการปฏิบัติตนของเผิงจิ่งเหลียง ก็รู้ได้ว่าเจ้าสำนักโจวย่อมไม่ใช่คนเลว
เดิมทีหลีชิงจื้อก็มีความรู้สึกที่ดีต่อเจ้าสำนักโจวอยู่แล้ว ครั้นได้พบหน้ากัน... แววตาของเจ้าสำนักโจวแจ่มกระจ่าง ให้ความรู้สึกแตกต่างจากเซี่ยนลิ่งเหยียนโดยสิ้นเชิง
นี่คือคนที่มีคุณธรรม ต่อให้อีกฝ่ายไม่ชอบเขา ก็ไม่ได้คิดร้ายต่อเขา
เจ้าสำนักโจวไม่ได้ตอบคำพูดของหลีชิงจื้อ แต่กวาดตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ข้ารู้จักเจ้า เจ้ามีชื่อว่าหลีชิงจื้อ... ได้ยินว่าความรู้ของเจ้าดีมากหรือ? ข้าจะลองทดสอบเจ้า!”
หลีชิงจื้อประสานมือคารวะ “ได้รับคำชี้แนะจากเจ้าสำนัก นับเป็นเกียรติของข้า”
“ยังไม่ถึงกับเรียกว่าชี้แนะ เพียงแต่อยากดูความสามารถที่แท้จริงของเจ้าเท่านั้น” ท่าทีของเจ้าสำนักโจวยังคงไม่ดีเช่นเดิม สายตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
หลีชิงจื้อยิ้มมองเจ้าสำนักโจว พลางรู้สึกว่าคนผู้นี้คล้ายเผิงจิ่งเหลียงอยู่บ้าง เป็นคนเรียบง่ายทีเดียว
ผู้คนจำนวนมากมักไม่แสดงอารมณ์รักหรือชังออกทางสีหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการล่วงเกินผู้อื่น
แต่เจ้าสำนักโจว... อารมณ์ของเขาแสดงออกชัดเจนเกินไป เจ้าสำนักโจวเองก็รู้ว่าท่าทีของตนไม่ค่อยดีนัก
เมื่อเห็นหลีชิงจื้อไม่ถือสาแม้แต่น้อย แถมยังยิ้มให้ตลอด... เขากลับรู้สึกกระดากใจขึ้นมา
เดี๋ยวก่อน เขาจะรู้สึกกระดากใจไปทำไม? หลีชิงจื้อผู้นี้ต้องเป็นคนที่ซ่อนความคิดลึกซึ้ง จึงไม่โกรธแม้แต่น้อยแน่!
เจ้าสำนักโจวสงบจิตใจ ก่อนเริ่มตั้งคำถามแก่หลีชิงจื้อ “ประโยคที่ว่า ‘ใต้หล้านี้จะกังวลหรือครุ่นคิดสิ่งใด’ เจ้าจงท่องต่อจากนี้มา”
หลีชิงจื้อจึงท่องต่อทันที “แม้ทุกคนจะมุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน แต่กลับดำเนินไปคนละวิถี...”
เจ้าสำนักโจวรอให้หลีชิงจื้อท่องไปช่วงหนึ่ง ก็เปลี่ยนไปให้ท่องอีกตอนหนึ่งอย่างรวดเร็ว
หลีชิงจื้อท่องได้ทั้งหมด
เรื่องที่หลีชิงจื้อมีความสามารถจำได้ไม่ลืมเลือนนั้น ผู้คนในเมืองเอกของแคว้นจำนวนมากเคยได้ยินมา แต่ไม่เคยเห็นกับตาตนเอง บัดนี้เมื่อเจ้าสำนักโจวขอทดสอบหลีชิงจื้อ พวกเขาจึงได้เห็นด้วยตาตนเอง
หลีชิงจื้อผู้นี้ช่างน่าทึ่งจริง ๆ!
เจ้าสำนักโจวทุ่มเทให้กับการศึกษา อีกทั้งยังมีความจำเป็นเลิศ จึงท่องจำตำราไว้เป็นจำนวนมาก
ในตอนแรกเขานำตำราที่ตนท่องจำขึ้นใจมาใช้ทดสอบหลีชิงจื้อ แต่หลีชิงจื้อตอบได้ทั้งหมด เขาจึงให้คนนำหนังสือบางเล่มที่ตนเองเพียงเคยอ่านแต่ไม่ได้ท่องจำ ทว่าหลีชิงจื้อบอกว่าตนจำได้ มาทดสอบต่อ
แน่นอนว่าหลีชิงจื้อท่องได้ทั้งหมด
ตอนแรกเจ้าสำนักโจวตั้งใจจะเปิดโปงธาตุแท้ของหลีชิงจื้อ แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายท่องจำตำราได้มากมายถึงเพียงนี้ ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เจ้าสำนักโจวอ่านข้อความตอนหนึ่ง ก่อนถามหลีชิงจื้อว่า “ประโยคนี้อธิบายว่าอย่างไร?”
หลีชิงจื้ออธิบายทันที
หลังจากหลีชิงจื้ออธิบายจบ เจ้าสำนักโจวก็ถามต่อ ทั้งสองผลัดกันถามผลัดกันตอบอยู่นาน ผู้คนรอบด้านก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง เพราะเกรงว่าจะรบกวนทั้งสอง แต่ทุกคนกลับยิ่งเลื่อมใสในตัวหลีชิงจื้อมากขึ้น
คำถามของเจ้าสำนักโจวลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ บางข้อแม้แต่พวกเขาเองก็ไม่รู้คำตอบ!
ส่วนหลีชิงจื้อ... เวลานี้เขารู้สึกซาบซึ้งเซี่ยนลิ่งโก่วยิ่งนัก หนังสือหลายเล่มที่อยู่กับเซี่ยนลิ่งโก่วมีเนื้อหาลึกซึ้ง อีกฝ่ายก็อธิบายให้เขาอย่างละเอียดลึกซึ้ง จึงทำให้คำถามส่วนใหญ่เขาสามารถตอบได้
สำหรับคำถามที่ไม่มีคำตอบแน่ชัด เขาก็เพียงอธิบายตามความเข้าใจของตนเอง อย่างน้อยก็คงไม่ผิดไปทั้งหมด คุยกันไปคุยกันมา เจ้าสำนักโจวก็พูดถึงบทความเชิงนโยบาย ราวกับรู้สึกว่าเพียงพูดคุยยังไม่จุใจ เจ้าสำนักโจวจึงกล่าวว่า
“ข้ามีหัวข้อหนึ่ง เจ้ายินดีเขียนบทความเชิงนโยบายต่อหน้าทุกคนหรือไม่?”
“ย่อมยินดีขอรับ” หลีชิงจื้อตอบ
เขาสัมผัสได้ว่าความไม่ชอบที่เจ้าสำนักโจวมีต่อเขาได้สลายหายไปแล้ว เวลานี้... อีกฝ่ายน่าจะชื่นชมเขาอยู่ไม่น้อย
“รีบนำกระดาษกับพู่กันมา!” เจ้าสำนักโจวกล่าวกับผู้คนที่อยู่ข้างกาย
ไม่นานก็มีคนนำกระดาษกับพู่กันมาให้ เจ้าสำนักโจวจึงตั้งหัวข้อขึ้นมาทันที แท้จริงแล้วบทความเชิงนโยบายก็คือบทความที่อภิปรายปัญหาการเมืองในปัจจุบัน พร้อมเสนอความคิดเห็นและแนวทางแก้ไขต่อราชสำนัก
สำหรับเรื่องนี้... หลีชิงจื้อมีข้อได้เปรียบที่ผู้อื่นไม่มี เขาเป็นผู้ทะลุมิติ แม้ตอนที่วันสิ้นโลกเริ่มต้น เขาจะมีอายุเพียงสิบแปดปี ถึงแม้จะเคยเรียนประวัติศาสตร์และรู้เรื่องการเมืองอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้มากนัก
ทว่าภายหลังเมื่อว่าง เขากลับอ่านหนังสือเป็นจำนวนมาก
หลายปีหลังวันสิ้นโลกเริ่มต้น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ก็ไม่สามารถใช้งานได้อีก ดังนั้นสิ่งที่เขาอ่านจึงเป็นหนังสือแบบเล่มทั้งหมด หนังสือเหล่านั้นมีเนื้อหาหลากหลายทุกด้าน อีกทั้งเขาเคยพัฒนาสมองมาแล้ว จึงอ่านแล้วไม่มีวันลืม...
แม้แคว้นต้าฉีจะมีผู้มีความสามารถอยู่มาก แต่หากพูดถึงประสบการณ์ความรู้ ไม่มีผู้ใดเทียบเขาได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นระบอบประธานาธิบดี ระบอบสาธารณรัฐ หรือระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้คนแห่งแคว้นต้าฉีไม่เคยได้ยินมาก่อน
ที่สำคัญที่สุด เวลานี้เป็นเพียงการเขียนบทความเชิงนโยบาย มิใช่ให้เขาลงมือปฏิบัติจริง
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลีชิงจื้อก็มีความคิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขาเรียบเรียงสิ่งที่จะเขียนไว้ในใจ วางโครงสร้างของบทความทั้งหมดบนหน้ากระดาษเรียบร้อย แล้วจึงเริ่มลงมือเขียน
เมื่อเจ้าสำนักโจวเห็นเช่นนั้น ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ หลีชิงจื้อแทบไม่ได้ใช้เวลาคิด กลับลงมือเขียนทันที เรื่องนี้ดูไม่ค่อยเหมาะสมนัก
ยิ่งไปกว่านั้น... ความเร็วในการเขียนบทความของเขาก็รวดเร็วเกินไป! เจ้าสำนักโจวอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปดู แล้วก็ถูกลายมือของหลีชิงจื้อดึงดูดความสนใจ
เผิงจิ่งเหลียงเคยบอกเจ้าสำนักโจวว่าลายมือของหลีชิงจื้องดงามเพียงใด แต่ตอนที่กลับจากอำเภอฉงเฉิงมายังเมืองเอกของแคว้น เขาไม่ได้พกผลงานลายพู่กันของหลีชิงจื้อติดตัวมาด้วย
เดิมทีเขามีบทความที่หลีชิงจื้อเขียนอยู่หลายชิ้น แต่เมื่อมีผู้อื่นขอ เขาก็ยกให้ไป เพราะคิดว่าในภายหน้าค่อยให้หลีชิงจื้อเขียนอักษรให้เขาโดยเฉพาะก็ยังไม่สาย
เจ้าสำนักโจวไม่เคยเห็นลายมือของหลีชิงจื้อกับตาตนเอง จึงไม่เชื่อคำพูดของเผิงจิ่งเหลียง
แต่เวลานี้...หลีชิงจื้อกำลังเขียนอักษรต่อหน้าต่อตาเขา!
เจ้าสำนักโจวมีความเชี่ยวชาญด้านพู่กันเป็นอย่างมาก และไม่ค่อยพอใจกับลายมือของศิษย์อย่างเผิงจิ่งเหลียงมาโดยตลอด เขารู้ว่าลายมือของหลีชิงจื้อน่าจะไม่เลว แต่ไม่เคยคาดคิดว่าลายมือของหลีชิงจื้อจะไม่ได้ด้อยไปกว่าของตนเลยแม้แต่น้อย! เขาฝึกเขียนอักษรมาหลายสิบปี แต่ลายมือกลับทัดเทียมกับชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีคนหนึ่งเท่านั้น!
เพียงเท่านี้ก็ทำให้ตกตะลึงมากพอแล้ว แต่หลีชิงจื้อกลับเขียนได้รวดเร็วถึงเพียงนั้น ทั้งยังเขียนทุกตัวอักษรได้อย่างงดงาม เมื่อนำมารวมกันทั้งบทความก็ยิ่งชวนให้มองเพลินตา ดวงตาของเจ้าสำนักโจวเปล่งประกาย จ้องมองบทความเชิงนโยบายของหลีชิงจื้อด้วยความชื่นชม
บทความเชิงนโยบายที่หลีชิงจื้อเขียนมีความยาวเพียงหนึ่งพันอักษร ระยะหลังความเร็วในการเขียนอักษรของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการเขียนหนึ่งพันอักษรจึงใช้เวลาเพียงราวสี่สิบนาทีเท่านั้น
และเมื่อเขาเขียนเสร็จ เจ้าสำนักโจวก็อ่านจบพอดี
“ลายมือดี! บทความก็ดี!” เจ้าสำนักโจวมองหลีชิงจื้อด้วยความตื่นเต้น “จื่อเซียว เจ้ายินดีฝากตัวเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่?”
เผิงจิ่งเหลียง “???”
อาจารย์ ท่านเป็นอะไรไป? เมื่อครู่ยังเป็นห่วงว่าข้าจะถูกหลีชิงจื้อหลอกอยู่เลย พอผ่านไปเพียงชั่วครู่ กลับอยากรับหลีชิงจื้อเป็นศิษย์เสียแล้ว?
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-dca8255c/246
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย