สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 26 — 026
บทที่ 26 ปากเหม็น จินเสี่ยวเยี่ยไม่ชอบจินโม่ลี่ และก็ไม่ได้ชอบอาหญิงเล็กของตนเช่นกัน หรือจะพูดให้ถูกก็คือ...นางรับมืออีกฝ่ายไม่ไหว สมัยที่ยังไม่ออกเรือน ทุกครั้งที่อาหญิงเล็กกลับมาเยี่ยมบ้าน นางจะจับคนที่อยู่ใกล้ตัวมาบ่นไม่หยุด บ่นคนในบ้านสามีทุกคนไม่มีเว้น ราวกับไม่มีวันจบสิ้น ตอนนั้นจินเสี่ยวเยี่ยทั้งโมโหทั้งรำคาญ จึงช่วยคิดหาทางแก้ให้หลายครั้ง แต่อาหญิงเล็กกลับบอกว่าวิธีนั้นก็ไม่ได้ วิธีนี้ก็ไม่ดี สุดท้ายไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แล้วพอกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งต่อไปก็เริ่มบ่นเรื่องเดิมอีก นานวันเข้า จินเสี่ยวเยี่ยจึงเริ่มหลบหน้าอาหญิงเล็ก เพราะหากมีเวลานั่งฟังอาหญิงเล็กบ่น นางเอาเวลาไปคิดว่าจะหาเงินอย่างไรยังจะมีประโยชน์กว่า แต่คิดไม่ถึงเลยว่าหลีชิงจื้อกลับคุยกับอาหญิงเล็กได้อย่างมีความสุข ทั้งที่เมื่อห้าปีก่อนเขาแทบไม่ชอบพูดกับผู้ใด ดูเหมือนความทุกข์ยากตลอดห้าปีจะเปลี่ยนเขาไปมากจริง ๆ จากคนที่เคยวางท่าถือตัว บัดนี้กลับชอบคลุกคลีกับผู้คน นั่งพูดคุยเรื่องจิปาถะในชีวิตประจำวันกับชาวบ้าน...ช่างเถิด แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จินเสี่ยวเยี่ยถึงกับคิดว่า ต่อไปนางคงต้องทำตัวเป็นผู้ชาย ส่วนหลีชิงจื้อก็เป็นเหมือนภรรยาของนาง คอยอยู่บ้านซักล้าง ดูแลลูก ๆ ขณะที่นางออกไปหาเลี้ยงครอบครัว เมื่อนึกเช่นนี้ นางก็ยิ่งรู้สึกว่าหลีชิงจื้อไม่ได้แย่เลย เขารู้หนังสือ สอนเด็กก็เก่ง บรรดาสตรีในหมู่บ้านไม่มีผู้ใดเทียบเขาได้ อีกทั้งยังมีที่ดินสองหมู่ติดตัวมาเสียด้วย...นั่นตั้งสองหมู่เชียวนะ! มีมูลค่าถึงห้าสิบตำลึงเงิน พอเลี้ยงคนทั้งครอบครัวได้เลย สายตาที่จินเสี่ยวเยี่ยมองหลีชิงจื้อจึงอ่อนโยนลง เมื่ออาหญิงเล็กจินเห็นจินเสี่ยวเยี่ย ก็รีบเดินเข้าไปหา “เสี่ยวเยี่ย วันนี้สามีของเจ้าถูกเหยาจู่หมิงรังแก เจ้านั่นมันสารเลว วัน ๆ เอาแต่พูดให้ร้ายเจ้าไปทั่วหมู่บ้าน ยังวิ่งไปพูดต่อหน้าต้าเหมา เอ้อร์เหมา แล้วก็สามีของเจ้าอีก...” จินเสี่ยวเยี่ยได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว ก่อนหันไปถามหลีชิงจื้อ “เหยาจู่หมิงรังแกท่านหรือ?” “รังแกสิ! มีคนเห็นกันทั้งนั้น เขายังพูดเรื่องต้าจ้วงต่อหน้าเสี่ยวชิงอีก!” อาหญิงเล็กจินพูดพลางมองจินเสี่ยวเยี่ยด้วยดวงตาเป็นประกาย ราวกับอยากให้นางรีบไปสั่งสอนเหยาจู่หมิงเสียเดี๋ยวนั้น “เสี่ยวเยี่ย เจ้าอย่าปล่อยเขาไว้ ต้องสั่งสอนเขาเสียบ้าง” แม้จินเสี่ยวเยี่ยจะเป็นสตรี มีกำลังสู้บุรุษร่างใหญ่อย่างเหยาจู่หมิงไม่ได้ แต่เมื่อคนชนบทมีเรื่องขัดแย้งกัน นอกจากกำลังแล้ว ยังต้องดูว่ามีญาติพี่น้องคอยหนุนหลังมากเพียงใด รวมถึงนิสัยของแต่ละคนด้วย แม้ครอบครัวของจินเสี่ยวเยี่ยกับบ้านของลุงใหญ่จินจะไม่ลงรอยกัน แต่ก็ยังเป็นคนสกุลเดียวกัน หากจินเสี่ยวเยี่ยทะเลาะกับผู้ใด ลูกพี่ลูกน้องทั้งสามคน น้องชายแท้ ๆ และบิดาของนาง ย่อมยืนอยู่ข้างนาง ยังไม่นับว่าคนแซ่จินในหมู่บ้านก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนเหตุที่ต้องดูนิสัยด้วยนั้น ก็เพราะบางคนอ่อนแอเกินไป ต่อให้มีญาติคอยช่วย ก็ยังถูกผู้อื่นรังแกอยู่ดี จินโม่ลี่มีพี่น้องชายแท้ ๆ ถึงสามคน มีที่พึ่งมากกว่าจินเสี่ยวเยี่ยเสียอีก แต่ก็ยังถูกแม่สามีดุด่าว่ากล่าวทุกวัน ขณะเดียวกัน บางคนแม้ไม่มีผู้ใดหนุนหลัง ก็ยังยืนหยัดใช้ชีวิตได้ด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่นจินโม่ลี่ ต่อให้ไม่มีครอบครัวฝ่ายเดิม หากทะเลาะกับแม่สามี อีกฝ่ายก็ทำอะไรนางไม่ได้มากนัก เพราะนางให้กำเนิดลูกแล้ว บ้านสกุลเหยาจะไล่นางออกเพียงเพราะทะเลาะกับแม่สามีกระนั้นหรือ? หากทำเช่นนั้น คนทั้งหมู่บ้านย่อมตำหนิบ้านสกุลเหยาแน่นอน แน่นอนว่าจินเสี่ยวเยี่ยเองก็รู้จักยับยั้งชั่งใจ นางไม่ถึงกับลงไม้ลงมือกับผู้ใดจริง ๆ เพราะกำลังของนางน้อยกว่า หากต่อยตีกันจริง เหยาจู่หมิงเพียงผลักก็อาจทำให้นางล้ม หรือถึงขั้นหักแขนได้ อันที่จริงคนในหมู่บ้านต่างก็รู้จักรักษาขอบเขต เหยาจู่หมิงแม้จะชอบพูดจาสร้างเรื่องทั้งวัน แต่ก็ไม่กล้าลงมือทำร้ายจินเสี่ยวเยี่ย เพราะหากเรื่องบานปลาย ย่อมไม่มีผลดีกับผู้ใด เมื่อได้ยินคำพูดของอาหญิงเล็กจิน หลีชิงจื้อจึงเพิ่งรู้ว่า อีกฝ่ายไม่ได้มานั่งเล่าข่าวซุบซิบ หากแต่มายุยงให้จินเสี่ยวเยี่ยไปหาเรื่องเหยาจู่หมิงต่างหาก แม้เขาจะไม่ชอบเหยาจู่หมิง แต่ก็รู้ดีว่าสตรีอย่างจินเสี่ยวเยี่ย หากไปถึงหน้าบ้านอีกฝ่ายก็ย่อมเสียเปรียบ หลีชิงจื้อจึงกล่าวกับจินเสี่ยวเยี่ยว่า “เขาไม่ได้ทำอะไรหรอก แค่กินมูลคนมากเกินไป ปากเลยเหม็น จนกลิ่นโชยมาถึงข้าเท่านั้นเอง” พอได้ฟังคำพูดของอาหญิงเล็ก จินเสี่ยวเยี่ยก็อดเป็นห่วงไม่ได้ นางรู้จักต้าจ้วงจริง เพราะนางเข้าอำเภอฉงเฉิงอยู่บ่อย ๆ ส่วนต้าจ้วงก็ทำงานแบกสินค้าที่ท่าเรือ ทั้งสองจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะพบกัน แต่พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์เช่นนั้นเลย อย่าเห็นว่าชื่อของอีกฝ่ายคือ “ต้าจ้วง” ความจริงกลับเป็นคนรูปร่างผอมเล็ก แถมยังชอบประจบหญิงหม้ายทุกคนที่พบ จนน่ารำคาญ แม้ทั้งสองจะไม่ได้มีอะไรต่อกัน แต่หากหลีชิงจื้อเชื่อคำพูดของเหยาจู่หมิง... ในหมู่บ้านก็ใช่ว่าจะไม่มีบุรุษที่ได้ยินข่าวลือเพียงเล็กน้อยแล้วกลับไปทำร้ายภรรยา หรือสตรีที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับสามีแล้วนำมาทะเลาะกันในบ้าน หลีชิงจื้อคงสู้แรงนางไม่ได้ นางจึงกลัวว่าเขาจะเหมือนสตรีเหล่านั้น เอาแต่หาเรื่องวุ่นวายกับนาง แต่หลีชิงจื้อกลับเอ่ยเพียงว่าเหยาจู่หมิงปากเหม็น จนจินเสี่ยวเยี่ยอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ก่อนหน้านี้หลีชิงจื้อรินน้ำให้อาหญิงเล็กจินหนึ่งชาม และรินให้ตนเองอีกหนึ่งชาม เวลานี้เขาจึงรีบยกชามน้ำที่ยังไม่ได้ดื่มส่งให้จินเสี่ยวเยี่ย “เสี่ยวเยี่ย ดื่มน้ำสักหน่อย” จินเสี่ยวเยี่ยรับชามน้ำมาดื่มจนหมด แล้วหันไปพูดกับอาหญิงเล็กว่า “อาหญิงเล็กเจ้าคะ พูดจบแล้วใช่หรือไม่? ถ้าจบแล้วก็รีบกลับเถิด หากช้ากว่านี้ฟ้าจะมืดแล้ว!” อาหญิงเล็กจินทำสีหน้าผิดหวัง พึมพำอยู่สองสามประโยค ก่อนลุกเดินจากไป เมื่ออาหญิงเล็กจินจากไปแล้ว จินเสี่ยวเยี่ยจึงหันมาถามว่า “หลีชิงจื้อ เหยาจู่หมิงเอาเรื่องต้าจ้วงมาพูดอีกใช่หรือไม่? ข้ากับเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใด” “ข้ารู้อยู่แล้ว ข้าหน้าตาดีเพียงนี้ เจ้าคงไม่แลบุรุษคนอื่นหรอก” หลีชิงจื้อลูบใบหน้าของตน พลางพูดหยอกล้อ จินเสี่ยวเยี่ยหัวเราะออกมาอีกครั้ง เมื่อก่อนหลีชิงจื้อหน้าตาดีจริง แต่ตอนนี้ทั้งดำทั้งผอม ดูไม่แข็งแรง แม้แต่เหยาเจิ้นฟู่ยังดูดีกว่าเสียอีก เหยาเจิ้นฟู่มีเนื้อมีหนังตั้งมาก ดูแข็งแรงเพียงนั้น! เมื่อเห็นว่าจินเสี่ยวเยี่ยหัวเราะแล้ว หลีชิงจื้อจึงกล่าวว่า “ฟ้าก็ใกล้มืดแล้ว ข้าจะไปรับเด็กทั้งสองกลับบ้าน แล้วพาพวกเขาไปอาบน้ำด้วย” เขาเองกับเด็กทั้งสองก็สมควรอาบน้ำเช่นกัน ตอนแรกที่ร่างกายยังอ่อนแอ เขาไม่กล้าลงแม่น้ำอาบน้ำ ไม่ใช่เพราะกลัวน้ำเย็น แต่เพราะเวลานั้นขาทั้งสองยังอ่อนแรง เกรงว่าจะลื่นล้มในน้ำ แต่ตอนนี้ไม่ต้องกังวลแล้ว...หลีชิงจื้อจึงพาหลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาลงไปอาบน้ำด้วยกัน เพียงแต่บุรุษคนอื่นเวลาอาบน้ำจะสวมเพียงกางเกงตัวสั้น ส่วนเขากลับสวมเสื้อผ้าลงน้ำเช่นเดียวกับสตรี เขาไม่อยากให้ผู้ใดเห็นร่างกายผอมแห้งของตน หลังอาบน้ำเสร็จ ทั้งสามก็เดินกลับบ้านทั้งที่เสื้อผ้ายังเปียกชื้น ลมเย็นยามค่ำพัดผ่านร่างกายให้ความรู้สึกเย็นสบายเป็นอย่างยิ่ง พอกลับถึงบ้านจึงค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วนำเสื้อผ้าที่เปียกไปตากไว้ ครอบครัวของพวกเขาถือว่ายังดีกว่าหลายบ้าน บ้านที่ยากจนที่สุดซึ่งไม่มีแม้แต่ที่ดิน บางครั้งถึงกับไม่มีเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน พอซักเสื้อผ้าแล้วก็ทำได้เพียงนั่งเปลือยกายรอให้แห้ง เช้าวันรุ่งขึ้น จินเสี่ยวเยี่ยออกไปทำงานที่นาแต่เช้า พอกลับจากนา กินข้าวเสร็จ ก็ใส่ข้าวเปลือกที่เพิ่งเก็บเกี่ยวได้จำนวนหนึ่งลงในภาชนะ แล้วบอกว่าจะไปตำข้าว การตำข้าวก็คือการกะเทาะเปลือกข้าวออก ชาวบ้านหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนใช้ครกหินในการตำข้าว ครกหินทำจากหินทั้งก้อน ขนาดราวสองฉื่อ ตรงกลางเว้าเข้าไป นอกจากใช้ตำข้าวแล้ว ยังใช้ตำขนมเข่งได้อีกด้วย ของสิ่งนี้ไม่ใช่ว่าทุกบ้านในหมู่บ้านจะมี เพราะราคาค่อนข้างแพง แต่บ้านที่มีครกหินก็มักเต็มใจให้ผู้อื่นยืมใช้โดยไม่คิดเงิน เพราะครกหินใช้อย่างไรก็ไม่เสียหาย แน่นอนว่าผู้ที่มายืมใช้ก็มักนำของติดไม้ติดมือมาตอบแทนบ้าง บ้านของพวกเขามีทรัพย์สินไม่มาก จึงไม่มีครกหิน แต่บ้านสกุลเหยาที่อยู่ติดกันมี ปกติแล้วเวลาจินเสี่ยวเยี่ยจะตำข้าว ก็มักไปยืมครกหินของบ้านสกุลเหยาใช้ ที่จริงจินเสี่ยวเยี่ยไม่ค่อยอยากไปยืมของบ้านสกุลเหยา เหตุผลไม่มีอะไรมาก เพียงเพราะจินโม่ลี่ชอบระแวงนางอยู่เสมอ หลังเรื่องหลีเหล่าเกินเล่นการพนันจนเป็นหนี้แพร่ออกไป นางก็ออกไปขายของในอำเภอฉงเฉิงอยู่บ่อยครั้ง เหล่าเหยาคนพายเรือเห็นนางกำลังตั้งครรภ์ เดินทางไม่สะดวก จึงให้นั่งเรือไปด้วยโดยไม่คิดค่าโดยสาร ทุกวันเหล่าเหยาคนพายเรือต้องพาเหยาเจิ้นฟู่เข้าอำเภออยู่แล้ว ปกติหากชาวบ้านต้องการเข้าอำเภอ เพียงจ่ายหนึ่งเหวินหรือให้ไข่ไก่หนึ่งฟอง ก็สามารถนั่งเรือไปกลับได้ ส่วนคนที่สนิทกับบ้านสกุลเหยา แม้ไม่จ่ายก็อาศัยนั่งเรือไปด้วยได้ เวลานั้นจินเสี่ยวเยี่ยลำบากจริง ๆ อีกทั้งเหล่าเหยาคนพายเรือก็ยืนกรานไม่รับเงิน นางจึงนั่งเรือไปโดยไม่ได้จ่ายค่าโดยสาร แต่หลังจากนั่งไปเพียงสองครั้ง จินโม่ลี่ก็มาหานาง พูดจาอ้อมค้อมให้นางอยู่ห่างเหยาเจิ้นฟู่ เพราะกลัวนางจะเอาเปรียบบ้านสกุลเหยา...