สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 276 — 276
บทที่ 276 ได้รับฏีกา
เมื่อทราบว่าผู้ว่าการจางส่งฎีกามา ลวี่ชิ่งสี่ก็แค่นเสียงอย่างเย็นชา ก่อนกล่าวประชดประชันว่า “เจ้าหมอนี่คงไม่ได้คิดจะขอให้ฝ่าบาทยกเว้นภาษีอีกหรอกนะ? แม้แต่เมืองเหอซิงที่มั่งคั่งถึงเพียงนั้นยังจะขอยกเว้นภาษี แล้วพื้นที่อื่นจะทำอย่างไร?”
ระหว่างพูด เขาก็เปิดฎีกาที่ผู้ว่าการจางส่งมา พออ่านเท่านั้น... ลวี่ชิ่งสี่แทบกระโดดพรวดขึ้นจากที่นั่ง
“ฝ่าบาทของกระหม่อม!” เขาเอ่ยด้วยความยินดีอย่างยิ่ง พลางถือฎีกาฉบับนั้นวิ่งตรงไปยังตำหนักที่ฮ่องเต้ประทับ
เดิมทีเขาตั้งใจส่งผู้ว่าการจางไปเมืองเหอซิงก็เพื่อให้อีกฝ่ายสร้างปัญหาแก่อ๋องจิ้น แต่ความจริงแล้ว เขาไม่ได้คาดหวังมากนัก กระทั่งเลิกล้มความคิดนี้ไปแล้ว เขายังคิดไว้ด้วยว่า เมื่อผู้ว่าการจางครบวาระดำรงตำแหน่ง ก็จะย้ายอีกฝ่ายไปเป็นผู้ว่าการเมืองเอกในพื้นที่ยากจนสักแห่ง
ส่วนจะเป็นที่ใด...บ้านเกิดของเขาก็นับว่าเหมาะสมไม่น้อย คนผู้นี้ยังมีความสามารถอยู่บ้าง ก็ให้ไปช่วยทำให้ชาวบ้านในบ้านเกิดของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเถิด
ครั้นนึกถึงบ้านเกิด ลวี่ชิ่งสี่ก็ถอนหายใจเบา ๆ บ้านเกิดของเขายากจนจริง ๆ ยากจนก็ยังพอว่า แต่ยังประสบอุทกภัยอยู่บ่อยครั้ง ตอนเขาอายุแปดขวบ บ้านเกิดเกิดน้ำท่วมใหญ่ ครอบครัวของเขาเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียว... บิดามารดาไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ จึงจำต้องขายเขาเสีย เพราะเขาเป็นบุตรคนโตของบ้าน ส่วนน้องชายอายุเพียงสี่ขวบ ไม่มีผู้ใดคิดจะซื้อเลย
เดิมทีบิดามารดาของลวี่ชิ่งสี่ตั้งใจขายเขาให้ไปเป็นบ่าวรับใช้ในบ้านผู้มั่งคั่ง เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็จะได้กินอิ่ม ใครเลยจะคาดคิดว่าเขาจะถูกขายทอดต่อไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเข้าไปอยู่ในวังหลวง
เมื่อเขามีอำนาจอยู่บ้าง ก็เคยคิดจะกลับไปตามหาครอบครัว ทั้งยังคิดจะรับบุตรชายของน้องชายมาเป็นบุตรบุญธรรม แต่สุดท้ายก็หาไม่พบ
บัดนี้ลวี่ชิ่งสี่อายุกว่าสี่สิบปีแล้ว เลิกล้มความคิดที่จะตามหาน้องชายไปนาน แต่ต่อบ้านเกิดก็ยังมีความผูกพันอยู่ไม่น้อย
ด้วยเหตุนี้ เมื่อห้าปีก่อนบ้านเกิดของเขาประสบอุทกภัย เขาจึงร้องไห้ต่อหน้าฮ่องเต้อยู่หลายครั้ง จนฮ่องเต้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินบรรเทาภัยพิบัติไปเป็นจำนวนมาก น่าเสียดายที่เงินก้อนนั้นกลับถูกคนของอ๋องจิ้นยักยอกไปไม่น้อย แต่เขาไม่มีหลักฐาน!
ลวี่ชิ่งสี่ดึงสติกลับจากความคิดที่ฟุ้งซ่าน อารมณ์ก็ดีขึ้นอีกครั้ง ผู้ว่าการจางมอบความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้เขา! อีกฝ่ายค้นพบหลักฐานที่แสดงว่าอ๋องจิ้นกอบโกยทรัพย์สินและเข่นฆ่าราษฎรในเมืองเหอซิงอย่างโหดเหี้ยม!
เมื่อครั้งแคว้นต้าฉีเพิ่งสถาปนาขึ้น ฮ่องเต้พระองค์แรกเคยมีพระบรมราชโองการห้ามทำเหมืองหินลี่หูโดยเด็ดขาด แต่อ๋องจิ้นไม่เพียงลักลอบทำเหมือง ยังจับชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศไปใช้แรงงาน จนมีผู้เสียชีวิตกว่าพันคน!
ครั้นลวี่ชิ่งสี่มาถึงตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ สีหน้ายินดีก็เลือนหายไปสิ้น เหลือเพียงความเศร้าสลด ก่อนจะร้องเสียงแหลมขึ้นว่า “ฝ่าบาท! อ๋องจิ้นทำเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้ทรงพระประชวร จึงไม่โปรดเสด็จออกไปภายนอกนัก เวลาส่วนใหญ่ประทับอยู่ในตำหนักบรรทม ขณะที่ลวี่ชิ่งสี่ร้องโวยวาย พระองค์กำลังทรงฟังผู้อื่นอ่านเรื่องเล่า จึงทรงสะดุ้งตกพระทัยกับเสียงที่ดังขึ้นกะทันหัน
จากนั้นพระองค์ทอดพระเนตรไปยังหน้าประตูอย่างจนพระทัย “เหล่าลวี่ คราวนี้เกิดอะไรขึ้นอีก?”
ฮ่องเต้กับลวี่ชิ่งสี่รู้จักกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ อยู่เคียงข้างกันมาเกือบสามสิบปี แม้ลวี่ชิ่งสี่จะเป็นเพียงขันที แต่สำหรับพระองค์แล้ว อีกฝ่ายแตกต่างจากคนอื่น ผู้คนที่ทรงใกล้ชิดเหลือน้อยลงทุกที
“ฝ่าบาท อ๋องจิ้นก่อเรื่องอันน่าสะเทือนใจในเมืองเหอซิงพ่ะย่ะค่ะ!” ลวี่ชิ่งสี่ยื่นฎีกาของผู้ว่าการจางถวาย พร้อมกราบทูลเรื่องทั้งหมด
แม้สายพระเนตรของฮ่องเต้จะไม่ดี แต่ก็ใช่ว่าจะมองไม่เห็นโดยสิ้นเชิง พระองค์ทอดพระเนตรฎีกาอยู่ครู่หนึ่ง ก็ทรงทราบว่าเป็นลายมือของผู้ว่าการจางจริง ครั้นทรงฟังลวี่ชิ่งสี่กราบทูลต่อ ก็ทรงไม่พอพระราชหฤทัยอยู่บ้าง ทั้งยังทรงเห็นใจราษฎรผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น
ลวี่ชิ่งสี่สังเกตเห็นอารมณ์ของฮ่องเต้ ฝ่าบาทของเขาไม่มีข้อเสียอื่นใด นอกจากทรงมีพระทัยอ่อนโยนเกินไป หากมิใช่เพราะพระองค์ทรงพระทัยอ่อน อ๋องจิ้นกับบุตรชายที่เกิดจากสตรีผู้นั้นซึ่งทำร้ายพระองค์ ก็คงไม่มีทางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาจนถึงทุกวันนี้
“ฝ่าบาท ราษฎรเหล่านั้นช่างน่าเวทนายิ่งนัก บ่าวผู้ต่ำต้อยเกิดในครอบครัวยากจน ทนเห็นราษฎรลำบากไม่ได้จริง ๆ” ลวี่ชิ่งสี่กล่าวใส่ร้ายอ๋องจิ้นไม่หยุด ทั้งยังสะอื้นแสร้งร้องไห้อีกด้วย
“อ๋องจิ้นทำเกินไปจริง สมควรได้รับโทษบ้าง” ฮ่องเต้ตรัส ก่อนทอดพระเนตรลวี่ชิ่งสี่อย่างอ่อนพระทัย “เจ้าก็เลิกร้องได้แล้ว”
พระองค์ทอดพระเนตรออกตั้งแต่แรกแล้วว่าลวี่ชิ่งสี่เพียงแสร้งร้องไห้ เสียงร้องนั้นฟังแล้วทำให้ปวดพระเศียรยิ่งนัก
ลวี่ชิ่งสี่จึงหยุดร้อง ก่อนทูลถามว่าจะทรงลงโทษอ๋องจิ้นอย่างไร
ฮ่องเต้ตรัสว่า “เรื่องนี้คงเป็นเพราะคนใต้บังคับบัญชาของเขาทำงานไม่ดี...ให้เขาปิดประตูสำนึกผิดอยู่ในจวน แล้วปรับเงินสักก้อนก็แล้วกัน”
ในใจลวี่ชิ่งสี่ไม่พอใจนัก รู้สึกว่าบทลงโทษนี้เบาเกินไป แต่เขาก็รู้ดีว่า ฮ่องเต้ทรงตั้งพระทัยจะให้อ๋องจิ้นสืบราชบัลลังก์ จึงทรงผ่อนหนักเป็นเบาให้อีกฝ่ายอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม หากเขาจัดการเรื่องนี้ให้ดี ย่อมทำให้อ๋องจิ้นเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างหนักได้! เขาไม่อยากให้อ๋องจิ้นขึ้นครองราชย์จริง ๆ ทางที่ดีที่สุดคือเลือกเด็กคนหนึ่งจากเชื้อพระวงศ์ขึ้นเป็นฮ่องเต้ เช่นนั้นภายหน้าเขาก็จะยังเป็นท่านเก้าพันปีผู้ทรงอำนาจต่อไป ฮ่องเต้ทรงผ่อนปรนต่ออ๋องจิ้นจริง ๆ
พระองค์ทรงเป็นคนให้ความสำคัญกับความผูกพัน และผู้ที่ทรงผูกพันมิได้มีเพียงลวี่ชิ่งสี่ แต่ยังรวมถึงบรรดาพระสนมในฝ่ายในและพระราชธิดาทั้งสองพระองค์ด้วย
ฮองเฮาของพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่ยังมีพระสนมอีกหลายพระองค์ที่อยู่รับใช้พระองค์มาหลายปี โดยเฉพาะพระสนมกุ้ยเฟย...
พระสนมกุ้ยเฟยเดิมเป็นนางกำนัลที่รับใช้พระองค์มาตั้งแต่วัยเยาว์ มีอายุมากกว่าพระองค์สองปี บัดนี้ก็ไม่เยาว์วัยแล้ว พระองค์ทรงปรารถนาจะสถาปนานางเป็นฮองเฮา แต่เหล่าขุนนางในราชสำนักคัดค้านมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลว่านางไม่มีพระโอรสหรือพระธิดา
หากถึงวันที่พระองค์สวรรคต พระสนมกุ้ยเฟยยังไม่ได้เป็นฮองเฮา ฮ่องเต้พระองค์ต่อไปจะทรงปฏิบัติต่อนางอย่างไร? ฮ่องเต้ทอดพระเนตรไปไกล พลางทอดพระทัย ก่อนมีพระราชดำริจะเสด็จไปเยี่ยมพระสนมกุ้ยเฟย
หลังจากลวี่ชิ่งสี่ออกจากตำหนักของฮ่องเต้ ก็รีบส่งข่าวไปยังพระสนมกุ้ยเฟยทันที
พระสนมกุ้ยเฟยอยู่ฝ่ายเดียวกับเขา และไม่ชอบอ๋องจิ้นเช่นกัน! ส่วนเหตุที่พระสนมกุ้ยเฟยไม่ชอบอ๋องจิ้น...ก็เพราะในช่วงแรกที่ฮ่องเต้เพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ อ๋องจิ้นพระองค์ก่อนกุมอำนาจราชสำนักไว้ทั้งหมด พวกเขาจึงได้รับความลำบากจากอีกฝ่ายไม่น้อย
..........................................................................
เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง หลีชิงจื้อไม่ล่วงรู้แม้แต่น้อย ทุกวันเขาเอาแต่เขียนหนังสือ พอเขียนเสร็จก็ให้ฉางจ้านนำไปส่งต่อให้ฉางตวน ทั้งฉางจ้านและฉางตวนต่างตกตะลึง หลีชิงจื้อเขียนหนังสือได้เร็วเกินไปจริง ๆ! ฝ่ายพวกเขามีคนจัดเรียงตัวพิมพ์เพียงสามคน แต่กลับจัดเรียงไม่ทันเสียแล้ว!
พวกเขาก็ไม่กล้าหาคนอื่นมาช่วย...
“หลีชิงจื้อยังไหวหรือ?” ฉางตวนถามฉางจ้าน
หลีชิงจื้อเขียนหนังสือได้มากถึงเพียงนั้นทุกวัน ร่างกายจะรับไหวจริงหรือ? ต่อให้เป็นเขาคัดลอกตาม วันหนึ่งก็คงคัดไม่ทันจำนวนมากขนาดนี้
“ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่...เหมือนจะผอมลงอีกนิด” ฉางจ้านตอบ แม้หลีชิงจื้อจะกินมากทุกวัน แต่คงเพราะใช้พลังมากเกินไป จึงไม่เพียงไม่อ้วนขึ้น กลับดูผอมลงเสียอีก
“เฮ้อ...น่าเสียดายที่พวกเราจัดเรียงตัวพิมพ์ไม่ทัน หนังสือที่เขาเขียน ช่วงหลังคงต้องให้ข้าคัดลอกอีกหลายชุดระหว่างเดินทางไปเมืองหลวง แล้วค่อยไปหาคนช่วยพิมพ์เมื่อถึงที่นั่น” ฉางตวนกล่าว
ปัญหาที่ฉางตวนกับฉางจ้านกำลังเผชิญ หลีชิงจื้อก็ทราบในเวลาไม่นาน
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนบอกจินเสี่ยวเยี่ยว่า กลางวันต่อจากนี้เขาจะย้ายไปเขียนหนังสือที่ท่าเรือแห่งใหม่ นอกจากเขียนหนังสือแล้ว เขายังช่วยจัดเรียงตัวพิมพ์อีกด้วย เขามีความสามารถจำได้ไม่รู้ลืม จึงค้นหาตัวพิมพ์ตะกั่วที่ต้องใช้ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังไม่เคยหยิบผิดแม้แต่ครั้งเดียว...
ความเร็วในการจัดเรียงตัวพิมพ์ของเขาเพียงคนเดียว กลับเร็วกว่าของอีกสามคนรวมกันเสียอีก
ฉางตวนกับฉางจ้าน “...”
หลีชิงจื้อเก่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน? เขายังเป็นมนุษย์อยู่จริงหรือ?
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-dca8255c/276
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย