สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 294 — 294
บทที่ 294 ร้านหลู่เว่ยเปิดขายวันแรก
หลังพูดจบ พวกเขายังพากันอิจฉาจ้าวเหล่าซาน “จ้าวเหล่าซาน เจ้าโชคดีจริง ๆ! ลูกชายของเจ้าไปอยู่บ้านสกุลหลีแล้ว คงได้กินเนื้อทุกวันกระมัง? หลู่เว่ยนี่ก็คงได้กินไม่น้อยใช่หรือไม่?”
จ้าวเหล่าซานยิ้มอย่างซื่อ ๆ “คงได้กินไม่น้อย”
ชาวบ้านหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นว่า “จ้าวเสี่ยวโต้วนั่นนับว่าได้เข้าไปอยู่ในรังแห่งความสุขแล้ว ไม่เพียงได้กินเนื้อทุกวัน ยังได้เรียนหนังสืออีก!”
เมื่อจ้าวเหล่าซานได้ยินเช่นนั้น ก็ยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้ตอนหลีชิงจื้อกลับหมู่บ้านไปจัดงานเลี้ยง เขาได้พบจ้าวเสี่ยวโต้ว
ลูกชายของเขาเปลี่ยนไปมากจริง ๆ จนแทบจำไม่ได้!
หลายเดือนมานี้ เขาทำงานอยู่ที่ท่าเรือแห่งใหม่ตลอด จึงไม่มีเวลาไปเยี่ยมลูกที่ตัวอำเภอ รออีกไม่กี่วัน เมื่อการก่อสร้างท่าเรือแห่งใหม่เสร็จสิ้น เขาจะต้องหิ้วไก่กับเป็ดไปเยี่ยมลูกที่ตัวอำเภอแน่นอน
“จ้าวเหล่าซาน ลูกชายของเจ้ายังได้เรียนหนังสืออีกหรือ? ภายหน้าต้องเปลี่ยนชะตาชีวิตได้แน่!”
“จ้าวเหล่าซาน อนาคตเจ้าคงได้เสพสุขแล้ว!”
“จ้าวเหล่าซาน เมื่อก่อนเจ้ากับหลีเหล่าเกินลำบากกันไม่น้อย ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นจริง ๆ!”
..............................................................
ไม่ไกลออกไปคือโรงครัว เพราะคำสั่งของเซี่ยนลิ่งโก่ว โรงครัวจึงจัดให้ชาวบ้านที่มาทำงานได้กินเนื้อทุกวัน วันนี้อาหารคือหมูตุ๋นมะเขือกับถั่วฝักยาว พ่อครัวโจวยังทอดมะเขือสอดไส้เพิ่มอีกทั้งผัดหมูสามชั้นกับถั่วฝักยาว จานเหล่านี้เตรียมไว้ให้บรรดาเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยและเจ้าหน้าที่ประจำที่ว่าการซึ่งมาทำงานที่ท่าเรือแห่งใหม่รับประทาน แน่นอนว่าคนในโรงครัวเองก็ได้กินด้วยเช่นกัน
ฝีมือการทำอาหารของพ่อครัวโจวยอดเยี่ยมมาก มะเขือสอดไส้ทอดกับหมูสามชั้นผัดถั่วฝักยาวที่เขาทำเมื่อหลายวันก่อน ทุกคนต่างชื่นชอบและพากันเอ่ยปากชมไม่ขาดสาย
แต่ตอนนี้...เมื่อทุกคนได้กลิ่นหอมที่ลอยอยู่ในอากาศ ก็พลันรู้สึกว่ามะเขือสอดไส้ทอดกับหมูสามชั้นผัดถั่วฝักยาวไม่หอมอีกต่อไป
“กลิ่นอะไร? เหตุใดถึงหอมเพียงนี้!” คนผู้หนึ่งถามขึ้น
พ่อครัวโจวก็กล่าวว่า “ข้าไม่เคยได้กลิ่นอะไรหอมเช่นนี้มาก่อนเลย!”
ปกติจินต้าเจียงไม่ค่อยพูดนัก แต่เวลานี้กลับเอ่ยขึ้นว่า “น่าจะเป็นร้านของลูกเขยข้าที่กำลังทำหลู่เว่ย...เขาตั้งใจจะเปิดร้านหลู่เว่ยอยู่แถวนี้”
เมื่อได้ยินจินต้าเจียงพูดเช่นนั้น ก็มีคนถามว่า “ลุงจิน หลู่เว่ยนี่ท่านเคยกินหรือไม่?”
จินต้าเจียงตอบว่า “เคย”
ทุกคนต่างอิจฉากันยกใหญ่ “อร่อยหรือไม่?”
“ต้องอร่อยแน่นอน! ยังต้องถามอีกหรือ?”
“น่าเสียดาย พวกเรากินไม่ได้”
“ลุงจิน พวกเราไปซื้อมาชิมจากลูกเขยของท่านได้หรือไม่?”
.....................................................................
พ่อครัวโจวกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ก่อนลุกขึ้นยืนทันที เขาหยิบจานสองใบ ตักอาหารที่ตนทำอย่างละหนึ่งจาน แล้วหันไปหาจินต้าเจียง “ต้าเจียง ไปกัน พวกเราไปหาหลีเซียนเซิงกัน ให้เขาชิมมะเขือสอดไส้ทอดฝีมือข้าด้วย”
หลีชิงจื้อเป็นคนใจกว้าง เวลานี้หากเขานำอาหารไปให้ หลีชิงจื้อก็คงตอบแทนตามมารยาทกระมัง?
เวลานี้ หลู่เว่ยในร้านของหลีชิงจื้อทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ผู้คนในยุคนี้ไม่ค่อยใช้เครื่องเทศในการปรุงอาหาร เครื่องเทศอย่างโป๊ยกั๊ก อบเชย และใบกระวาน ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในภายหลังนั้น แม้แต่ในหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนก็ยังไม่มีผู้ใดใช้ ด้วยเหตุนี้เอง หลู่เว่ยของพวกเขาจึงมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ
หลีชิงจื้อให้ทุกคนนำหลู่เว่ยในหม้อขึ้นมา หลู่เว่ยหม้อนี้ เขาตั้งใจจะแบ่งให้คนงานในร้านรับประทาน แล้วส่งไปให้ทางพ่อตาอีกส่วนหนึ่ง กลิ่นหอมคงลอยออกไปแล้ว เขาจะไม่แสดงน้ำใจเสียบ้างก็คงไม่ได้
เมื่อหลู่เว่ยหม้อต่อไปเสร็จ เขาจะส่งไปให้เซี่ยนลิ่งโก่วกับจูเฉียนอีกส่วนหนึ่งด้วย
ขณะที่กำลังคิดเช่นนั้น หลีชิงจื้อก็ได้ยินเสียงเคาะประตู เมื่อเปิดประตูออกไป ก็เห็นพ่อครัวโจวที่ยิ้มแย้มเต็มใบหน้า และจินต้าเจียงที่มีสีหน้าเก้อเขินอยู่บ้าง
พ่อครัวโจวนำอาหารธรรมดาสองจานมาแลกกับไก่หลู่เว่ยหนึ่งตัวและเป็ดหลู่เว่ยหนึ่งตัว เขาสับไก่กับเป็ดเป็นชิ้น ๆ จากนั้นแบ่งน่องไก่กับน่องเป็ดให้ตนเองและจินต้าเจียง ส่วนที่เหลือก็นำไปแบ่งให้คนในโรงครัว รวมทั้งบรรดาเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยและเจ้าหน้าที่ประจำที่ว่าการ ทุกคนที่ได้ชิมต่างพากันเอ่ยปากชมไม่ขาดสาย
“เป็ดหลู่เว่ยนี่อร่อยจริง ๆ!”
“ไก่หลู่เว่ยก็อร่อย!”
“ร้านของหลีเซียนเซิงจะเปิดเมื่อใด? ถึงตอนนั้นข้าจะต้องซื้อกลับไปให้คนที่บ้านชิมเยอะ ๆ!”
...........................................................
พ่อครัวโจวกล่าวว่า “หลีเซียนเซิงบอกแล้ว พรุ่งนี้ร้านของเขาจะเริ่มขายหลู่เว่ย พวกท่านรีบไปซื้อแต่เช้าเถิด มิฉะนั้นไปสายอาจซื้อไม่ทัน”
“พรุ่งนี้ข้าจะต้องไปซื้อแน่นอน!”
“ได้ยินว่ากินหลู่เว่ยแล้วยังฉลาดขึ้นอีก!”
“ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน ต้องกินให้มากหน่อย!”
...
บ่ายวันนั้น หลีชิงจื้อส่งหลู่เว่ยไปที่บ้านสกุลจูและที่ว่าการของเซี่ยนลิ่งโก่วเป็นจำนวนไม่น้อย
แน่นอนว่าเขาไม่ลืมนำกลับบ้านด้วย คืนนั้นทุกคนในร้านเย็บปักจินเยี่ยต่างก็ได้กินหลู่เว่ยกันถ้วนหน้า
หลีเหล่าเกินกินจนอิ่มท้องกลม พอกินเสร็จก็มองหลีชิงจื้อด้วยความคาดหวัง “อาชิง พรุ่งนี้ข้าไปช่วยงานที่ร้านของเจ้าได้หรือไม่?”
แน่นอนว่าหลีเหล่าเกินไม่ได้อยากไปช่วยงานจริง ๆ เขาเพียงอยากไปอาศัยกินหลู่เว่ยเท่านั้น
หลีชิงจื้อกล่าวว่า “ท่านพ่อ ถึงตอนนั้นข้าจะให้เสี่ยวซู่นำหลู่เว่ยส่วนหนึ่งไปขายในตัวอำเภอ ท่านไปช่วยเสี่ยวซู่เถิด ทางร้านคนพอแล้ว”
คนที่ทำงานอยู่ในร้านล้วนเป็นคนงานจากเหมืองหิน หลีชิงจื้อเกรงว่าหากหลีเหล่าเกินอยู่ที่นั่นนาน ๆ แล้วได้ยินเรื่องบางอย่างเข้า จะนำไปพูดต่อภายนอก หลีเหล่าเกินเป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้มาโดยตลอด จึงควรป้องกันไว้ก่อน
“เช่นนั้นข้ากินหลู่เว่ยได้หรือไม่?” หลีเหล่าเกินถาม
“ได้แน่นอน ท่านพ่อ ข้าตั้งใจเก็บไว้ให้ท่านโดยเฉพาะ ท่านอยากกินเมื่อไรก็กินได้”
“ดี!” หลีเหล่าเกินดีใจเป็นอย่างมาก
“อาชิง ทางร้านของท่านจะรับมือไหวหรือ?” จินเสี่ยวเยี่ยถามหลีชิงจื้อ
“ไหว มีฉางจ้านคอยดูแลอยู่” หลีชิงจื้อตอบ
เมื่อจินเสี่ยวเยี่ยได้ยินเช่นนั้น ก็ไม่สนใจเรื่องร้านหลู่เว่ยอีก เวลานี้ร้านเย็บปักจินเยี่ยมีคนงานหญิงกว่าสี่สิบคน เวลาทำงาน ทุกคนแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน แต่ละคนรับผิดชอบงานเพียงประเภทเดียว
ด้วยเหตุนี้ งานของพวกนางจึงไม่เพียงทำได้รวดเร็ว แต่คุณภาพยังสม่ำเสมออีกด้วย
อาศัยข้อได้เปรียบนี้ จินเสี่ยวเยี่ยจึงได้รับงานเพิ่มขึ้นไม่น้อย ทุกวันนี้กิจการของร้านเย็บปักจินเยี่ยยิ่งนับวันก็ยิ่งดีขึ้น
จินเสี่ยวเยี่ยเริ่มคิดจะเช่าบ้านอีกหลังเพื่อรับคนงานหญิงเพิ่ม แน่นอนว่าก่อนถึงเวลานั้น นางต้องเก็บเงินให้มากกว่านี้เสียก่อน
.......................................................................................
พริบตาเดียวก็ถึงวันรุ่งขึ้น
แต่เช้าตรู่ หลีชิงจื้อกับฉางจ้านก็เดินทางไปยังท่าเรือแห่งใหม่ โดยฉางจ้านพาฉางชุ่ยมาด้วย
ช่วงเช้า หลีต้าเหมาและคนอื่น ๆ ต้องไปเรียนหนังสือ ส่วนฉางชุ่ยก็ติดฉางจ้านมาก ฉางจ้านจึงพานางมาด้วย เมื่อพวกเขามาถึงร้าน คนงานเหล่านั้นกำลังเชือดไก่เชือดเป็ด และจัดการเนื้อหมูที่คนขายเนื้อส่งมา
เมื่อเห็นหลีชิงจื้อ คนที่กำลังหั่นเนื้อหมูก็กล่าวว่า “หลีเซียนเซิง ต่อไปไม่ต้องให้คนขายเนื้อส่งหมูมาแล้ว ข้าจะลองฝึกเชือดเอง เช่นนี้จะประหยัดเงินได้ไม่น้อย”
“ได้” หลีชิงจื้อยิ้มอย่างอารมณ์ดี คนที่เต็มใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ย่อมเป็นที่ชื่นชอบเสมอ
เวลาคนงานเหล่านี้เชือดไก่เชือดเป็ด พวกเขาจะเก็บเลือดไก่กับเลือดเป็ดไว้ เติมน้ำกับเกลือ คนให้เข้ากันแล้วนำไปต้ม เลือดเต้าหู้ที่ได้มีลักษณะคล้ายเลือดเป็ดที่หลีชิงจื้อเคยกินกับหม้อไฟในชาติที่แล้ว
ร่างกายของคนงานเหล่านี้ล้วนเคยขาดสารอาหาร จึงจำเป็นต้องบำรุงให้มากขึ้น หลีชิงจื้อจะให้พวกเขากินเลือดเต้าหู้ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็นำไปขายในตัวอำเภอ
เลือดไก่กับเลือดเป็ดราคาไม่แพง หลายคนเต็มใจซื้อ เพียงชั่งสักเล็กน้อย แล้วซื้อเต้าหู้แท้มาทำแกงรวมกัน รสชาติก็อร่อยมากแล้ว! ส่วนเครื่องในไก่และเครื่องในเป็ด เพียงล้างให้สะอาดแล้วนำไปตุ๋นรวมในหม้อหลู่เว่ยก็พอ แม้แต่ไส้ไก่ไส้เป็ดก็ยังมีคนซื้อ!
ภายในกึ๋นไก่และกึ๋นเป็ดมีเยื่อสีเหลืองบาง ๆ ซึ่งเรียกว่า จีเน่ยจิน และ ยาเน่ยจิน สิ่งนี้ก็ห้ามทิ้งเด็ดขาด เพราะร้านขายยาในตัวอำเภอรับซื้อ โดยทั่วไปแล้ว จีเน่ยจินมีราคาสูงกว่า ส่วนยาเน่ยจินมีราคาต่ำกว่า
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-dca8255c/294
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย