สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 38 — 038
บทที่ 38 เริ่มลงมือเขียนหนังสือ หลีชิงจื้อยกพู่กันขึ้น ก่อนเริ่มเขียนว่า “เมื่อครั้งข้ายังเยาว์วัย ครอบครัวของข้ายากจนข้นแค้น...” ก่อนหน้านี้นายท่านจูเคยเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของตนไว้หลายเรื่อง ทุกครั้งที่พูดถึง แววตาของอีกฝ่ายจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เรื่องราวเหล่านั้น หลีชิงจื้อตั้งใจจะบันทึกไว้ทั้งหมด เขาเขียนได้อย่างลื่นไหลยิ่ง เพียงแต่ลายมือยังค่อนข้างอ่านยากและพร่าเลือน...รู้ตัวอีกที เขาก็เขียนไปแล้วห้าร้อยอักษร แขนของเขาเมื่อยล้าจนแทบยกไม่ขึ้น หลีชิงจื้อจึงโคจรพลังงานภายในร่างกาย พักอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันไปพูดคุยกับเด็กทั้งสอง แล้วเอ่ยว่า “ต้าเหมา เอ้อร์เหมา หอมพ่อหน่อยสิ แบบนี้พ่อจะได้มีแรงเขียนต่อ!” หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมารีบโน้มตัวเข้ามาหอมหลีชิงจื้อทันที คนละหนึ่งแก้ม หลังจากชาร์จพลังจากเด็กทั้งสองแล้ว หลีชิงจื้อก็หยิบกระดาษสะอาดออกมา เริ่มคัดลอกต้นฉบับใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้เขาตั้งใจคัดลอกอย่างพิถีพิถัน พยายามเขียนตัวอักษรให้สวยที่สุด สุดท้ายแม้ลายมือจะยังไม่สวย แต่ก็อย่างน้อยก็อ่านได้ชัดเจน เมื่อเขาคัดลอกเสร็จ เวลาก็ล่วงเข้าสู่ช่วงเที่ยงพอดี มีคนมาเรียกเขาไปกินอาหาร หลีชิงจื้อจึงพาเด็กทั้งสองตรงไปยังห้องครัวทันที พ่อบ้านของบ้านสกุลจูเตรียมอาหารส่วนของเขาไว้เรียบร้อยแล้ว มีหมูต้มสไลซ์ราดซีอิ๊วจานเล็กหนึ่งจาน มะเขือม่วงผัดซอสหนึ่งชาม และแกงเต้าหู้ใส่ผักดองเค็มหนึ่งชาม หมูต้มของเขามีปริมาณพอ ๆ กับของผู้ดูแลคนอื่น ๆ คือมีไม่มากนัก แต่มะเขือม่วงผัดซอสกับแกงเต้าหู้กลับให้มามากกว่าคนอื่นถึงสองเท่า คงเป็นเพราะเห็นว่าเขาพาเด็กมาด้วยสองคน นอกจากนี้ยังมีข้าวสวยให้กินได้ไม่อั้น หากเป็นยุคปัจจุบัน อาหารเช่นนี้อาจไม่ถือว่าเป็นอะไรพิเศษ แต่ในยุคนี้นับว่าดีมากแล้ว หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาตื่นเต้นจนดวงตาเป็นประกาย พวกเขาไม่คิดเลยว่านอกจากจะได้กินข้าวสวยแล้ว ยังจะได้กินเนื้ออีกด้วย! เด็กทั้งสองก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย หลีชิงจื้อเองก็ไม่ต่างกัน ที่หมู่บ้านเมี่ยวเฉียนพวกเขาก็กินมะเขือม่วงเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นมะเขือม่วงนึ่งหรือใส่ลงไปหุงรวมกับข้าว ข้าวที่กินก็ล้วนเป็นข้าวกล้อง...ตอนนี้เพียงมีมะเขือม่วงผัดซอสกับข้าวสวยให้กิน เขาก็กินได้อย่างเอร็ดอร่อยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมื่อมีเนื้อหมูด้วย หลีชิงจื้อคิดอยากห่อเนื้อกลับไปให้จินเสี่ยวเยี่ยสักหน่อย ต่อให้เพียงหนึ่งหรือสองชิ้นก็ยังดี แต่เขาไม่มีภาชนะใส่ หากเป็นขนม เพียงใช้กระดาษห่อก็พอ แต่เนื้อหมูนั้นห่อกลับลำบาก หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็แบ่งเนื้อออกเป็นสามส่วนเท่า ๆ กัน แล้วคีบสองส่วนใส่ชามของเด็กทั้งสอง ผลคือหลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาต่างคีบเนื้อจากชามของตนกลับมาใส่ในชามของเขา “ท่านพ่อ กินเยอะ ๆ นะ จะได้บำรุงร่างกาย” ก่อนหน้านี้ท่านแม่ก็แบ่งอาหารแบบนี้อยู่เสมอ โดยบอกว่าพวกเขายังเล็ก กินน้อยหน่อยก็ได้ ควรเหลือไว้ให้ท่านพ่อบำรุงร่างกายมากกว่า หลีชิงจื้อซาบซึ้งใจขึ้นมาทันที “ต้าเหมา เอ้อร์เหมา พวกเจ้าเป็นเด็กดีจริง ๆ!” ด้วยความซาบซึ้งใจ หลีชิงจื้อจึงกินข้าวรวดเดียวสี่ชาม แถมยังเป็นชามใหญ่เสียด้วย ผู้คนในยุคนี้กินอาหารกันมาก เวลากินข้าวมักใช้ชามใบใหญ่ โดยทั่วไปสตรีกินหนึ่งชาม บุรุษกินสองชาม แต่หลีชิงจื้อกลับกินถึงสี่ชาม...ผู้ที่เห็นต่างพากันตะลึงงัน จูเฉียนไม่สะดวกจะบอกคนนอกว่าตนจ้างหลีชิงจื้อมาเพื่อเขียนหนังสือให้ จึงเพียงบอกทุกคนว่าหลีชิงจื้อมาช่วยคัดลอกหนังสือ ในเวลานี้ ผู้ดูแลของบ้านสกุลจูอดสงสัยไม่ได้ว่า บัณฑิตที่มาคัดลอกหนังสือผู้นี้ คงอดอยากมาหลายวันแล้วกระมัง ดูแล้วช่างน่าเวทนายิ่งนัก หลีชิงจื้อไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร หลังจากกินข้าวเสร็จ เขาก็ไปขอเสื่อฟางจากพ่อบ้านมาหนึ่งผืน ปูไว้บนพื้นห้องหนังสือให้หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมานอนกลางวัน จากนั้นก็กลับมาเขียนหนังสือต่อ สมัยเรียนมัธยมปลาย หลีชิงจื้อใช้เวลาราวสี่สิบนาทีถึงหนึ่งชั่วโมงในการเขียนเรียงความแปดร้อยอักษรด้วยลายมือ แต่พู่กันใช้งานได้ไม่สะดวกเท่าปากกา อีกทั้งตัวอักษรในยุคนี้ก็ยังเป็นอักษรจีนตัวเต็ม...ต่อให้เขาไม่สนใจเรื่องลายมือ ตอนนี้หนึ่งชั่วโมงก็เขียนได้มากที่สุดเพียงสี่ร้อยอักษร ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเขียนเสร็จแล้วยังต้องแก้ไขและคัดลอกใหม่อีก ตลอดทั้งวัน หลีชิงจื้อเขียนได้ราวหนึ่งพันสองร้อยอักษร เมื่อจูเฉียนมาถึง หลีชิงจื้อก็ยื่นต้นฉบับหนึ่งพันสองร้อยอักษรนั้นให้ “นายท่านจู ร่างกายของข้ายังฟื้นตัวไม่เต็มที่ มือขวาไม่มีแรง ลายมือจึงไม่ค่อยเรียบร้อย ขอท่านโปรดอภัยด้วย” จูเฉียนไม่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือตั้งแต่วัยเยาว์ แต่ภายหลังก็ได้เรียนรู้ตัวอักษรอยู่บ้าง ตำราที่เต็มไปด้วยคำโบราณลึกซึ้ง เขาอ่านไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่หากเป็นเรื่องเล่าก็ยังพออ่านได้ เมื่อรับต้นฉบับของหลีชิงจื้อมา... ลายมือ...ในสายตาของเขาแม้จะไม่สวยจริง ๆ แต่ก็ยังดีกว่าลายมือของเขาเอง อีกทั้งยังเขียนได้ชัดเจนมาก จูเฉียนเริ่มอ่านอย่างตั้งใจ ยิ่งอ่านก็ยิ่งตื่นเต้น หลีชิงจื้อถ่ายทอดชีวิตในวัยเยาว์ของเขาออกมาได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย ตอนที่เขาอ่านหนังสือเล่มนี้ รู้สึกเสียอีกว่าเขียนออกมาได้ดียิ่งกว่าที่ตนเล่าเสียอีก เพียงแต่...เหตุใดจึงมีแค่นี้? “นายท่านจู วันนี้เป็นวันแรก ข้าเขียนได้ค่อนข้างช้า พรุ่งนี้น่าจะเร็วขึ้นกว่านี้” หลีชิงจื้อกล่าว วันนี้เขายังอยู่ในช่วงปรับตัวกับการใช้พู่กัน จึงเขียนได้ช้า อีกทั้งหลังจากเขียนเสร็จ ยังต้องคัดลอกใหม่อีกรอบเพราะลายมือเดิมอ่านยากเกินไป วันพรุ่งนี้เขาตั้งใจว่าจะไม่คัดลอกใหม่อีก แต่จะเขียนต้นฉบับโดยตรง หากเขียนต่อเนื่องวันละสี่ชั่วยาม ก็น่าจะเขียนได้ราวสามพันอักษร หากผู้คนในยุคนี้ใช้ปากกาหมึกซึมก็คงดี เช่นนั้นเขาน่าจะเขียนได้วันละเจ็ดถึงแปดพันอักษร แต่ตอนนี้มีเพียงพู่กัน เขาจึงได้แต่ค่อย ๆ เขียนไป แน่นอนว่าเมื่อเขียนมากขึ้น ความเร็วในการเขียนก็น่าจะเพิ่มขึ้นด้วย จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม บรรดาบัณฑิตในยุคนี้ใช้พู่กันเขียนหนังสือได้รวดเร็วไม่น้อยไปกว่าคนยุคปัจจุบันที่ใช้ปากกาหมึกซึมหรือปากกาลูกลื่นเลย “ดี! เช่นนั้นข้าจะรออ่าน!” จูเฉียนกล่าว หลีชิงจื้อถามต่อว่า “นายท่านจู สิ่งที่ข้าเขียนนี้ มีตรงไหนที่ควรแก้ไขหรือไม่?” “ไม่จำเป็นต้องแก้ เจ้าเขียนได้ดีมาก” จูเฉียนรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้อ่านเข้าใจได้ง่าย อีกทั้งยังถ่ายทอดเรื่องราวในวัยเด็กของเขาออกมาได้อย่างจริงใจ ไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย หลีชิงจื้อยิ้ม “เช่นนั้นพรุ่งนี้ ข้าจะเขียนต่อในแนวทางนี้” เขารู้อยู่แล้วว่า การเขียนหนังสือให้จูเฉียนซึ่งไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือมามาก อีกฝ่ายย่อมไม่ได้มีข้อกำหนดสูงนัก ขอเพียงเขียนอย่างจริงใจ จูเฉียนก็ต้องชอบ ชาติที่แล้วเขาเคยอ่านนิยายมามากมาย จากนี้ไปเขาจะใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบนิยาย เขียนเส้นทางชีวิตของจูเฉียนที่ค่อย ๆ ดีขึ้นและก้าวหน้ามาโดยตลอด...ถึงตอนนั้น ไม่ใช่เพียงจูเฉียนที่จะชอบ เกรงว่าคนอื่นที่ได้อ่านก็คงชอบเช่นกัน เรื่องราวที่ชวนให้สะใจ มีผู้ใดไม่ชอบบ้าง? ยิ่งไปกว่านั้น ประสบการณ์ชีวิตของจูเฉียนเองก็เป็นเรื่องราวเช่นนั้นอยู่แล้ว หากอยู่ในยุคปัจจุบัน ต่อให้เขียนเป็นนิยายชีวิตชนบทความยาวนับล้านอักษรก็ยังทำได้ จูเฉียนนำต้นฉบับหนึ่งพันสองร้อยอักษรที่หลีชิงจื้อเขียนไปแล้ว รวมกันก็หนาพอสมควร ไม่มีทางเลือก เพราะมือของหลีชิงจื้อยังไม่มีแรง ควบคุมพู่กันได้ไม่ดี จึงยากที่จะเขียนอักษรบรรจงตัวเล็กให้งดงาม ตัวอักษรที่เขาเขียนจึงมีขนาดค่อนข้างใหญ่ หลังจากจูเฉียนจากไป หลีชิงจื้อก็พาเด็กทั้งสองไปที่ห้องครัวอีกครั้ง บ้านสกุลจูกินอาหารวันละสามมื้อ อีกทั้งผู้คนในยุคนี้ยังเข้านอนเร็วและตื่นเช้า...หากเทียบกับเวลาสมัยปัจจุบัน อาหารเช้าของบ้านสกุลจูกินกันราวหกโมงกว่า อาหารกลางวันประมาณสิบเอ็ดโมง ส่วนอาหารเย็นกินกันตั้งแต่สี่โมงกว่า ดังนั้นก่อนกลับบ้าน เขาพอดีสามารถกินอาหารเย็นได้ อาหารเย็นยังคงเป็นข้าวสวย แม้จะไม่ขาวเท่าข้าวในยุคปัจจุบัน แต่ก็ละเอียดกว่าข้าวกล้องมาก ส่วนกับข้าวมีปลาเค็ม ถั่วฝักยาวต้ม และแกงฟัก หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาไม่เลือกกินแม้แต่น้อย ต่อให้มีเพียงข้าวสวยก็ยังรู้สึกว่าอร่อย ทั้งสองจึงกินอย่างเอร็ดอร่อยอีกครั้ง ส่วนหลีชิงจื้อ...ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนรอบข้าง เขากินข้าวไปอีกสี่ชามใหญ่ แถมยังกินอย่างมีความสุขเสียด้วย ที่จริงเขายังกินต่อได้อีก แต่หากกินมากกว่านี้ ผู้คนคงต้องรู้สึกว่าเขาผิดปกติแน่นอน หลังเรอออกมาด้วยความอิ่ม หลีชิงจื้อก็ไปหาพ่อบ้านเพื่อรับค่าจ้าง ก่อนหน้านี้เขาเคยเล่าสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวให้จูเฉียนฟัง อีกฝ่ายจึงตกลงว่าจะจ่ายค่าจ้างให้เป็นรายวัน โดยทั่วไปผู้คนในยุคนี้ใช้เหรียญทองแดงจับจ่ายใช้สอย แต่ค่าจ้างที่บ้านสกุลจูจ่ายให้เขาเป็นเงินแท่ง หนึ่งเฉียนเงินมีขนาดพอ ๆ กับเหรียญสิบสตางค์ในยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าเงินชิ้นนี้ไม่ได้หล่อเป็นเหรียญ หากแต่เป็นก้อนเงินที่ตีแบนจนมีลักษณะคล้ายแผ่นกลม