← สารบัญ สามีข้ามาจากอนาคต

สามีข้ามาจากอนาคต

ตอนที่ 40040

บทที่ 40 ชีวิตที่เริ่มเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้ทุกคนยังพากันสงสารจินเสี่ยวเยี่ย แต่เพียงชั่วพริบตา หลีชิงจื้อที่พวกเขาเคยมองว่าเป็นคนไร้ประโยชน์ กลับหางานทำในอำเภอได้เสียแล้ว ค่าจ้างวันละหนึ่งเฉียนเงิน รายได้ของหลีชิงจื้อไม่ได้น้อยไปกว่านายท้ายเรือเหยา! เขายังได้กินเนื้อทุกวันที่อำเภอ แถมยังหอบขนมจ้วงหยวนกลับมาอีกด้วย! ตลอดทั้งวัน ชาวบ้านต่างพูดคุยกันแต่เรื่องนี้ “ไม่ใช่ว่ากันว่าหลีชิงจื้อมีความรู้ไม่มากหรือ? แล้วเหตุใดถึงหางานดีเช่นนี้ได้?” “เหยาเจิ้นฟู่อ่านหนังสือมาตั้งหลายปี ก็ไม่เคยเห็นหาเงินกลับบ้านได้เลย” “หากหลีชิงจื้อทำงานนี้ต่อไปได้เรื่อย ๆ ชีวิตของครอบครัวเขาคงดีขึ้นทุกวันแน่” “สิ่งที่หลีเหล่าเกินพูดก็ใช่ว่าจะจริงทั้งหมด คนผู้นั้นชอบคุยโวที่สุด” ........................................................................ ชาวบ้านพูดถึงเรื่องนี้กันทั้งวัน ครั้นถึงยามเย็นก็พากันไปรออยู่บนสะพานหิน คอยหลีชิงจื้อกลับมา ทันทีที่เรือของนายท้ายเรือเหยาเทียบท่า ก็มีคนรีบเดินเข้ามารุมล้อมหลีชิงจื้อถามคำถามทันที “หลีชิงจื้อ บ้านของนายท่านจูเป็นอย่างไรบ้าง?” “หลีชิงจื้อ ที่บ้านนายท่านจู เจ้ากินเนื้อได้ทุกวันจริงหรือ?” “หลีชิงจื้อ...” ผู้คนกลุ่มใหญ่ต่างยิ้มแย้มล้อมรอบตัวเขา! เมื่อวานหลีชิงจื้อมัวแต่รีบกลับไปคุยกับจินเสี่ยวเยี่ย จึงไม่ได้พูดคุยกับชาวบ้านมากนัก แต่วันนี้เขาตั้งใจว่าจะอยู่ที่ท่าน้ำจนฟ้ามืดแล้วค่อยกลับบ้าน วันนี้ตลอดทั้งวันเขามัวแต่เขียนหนังสือ ไม่มีโอกาสได้ดื่มด่ำกับความรู้สึกที่ถูกรายล้อมด้วยผู้คน ตอนนี้จึงเป็นโอกาสพอดี “บ้านของนายท่านจูสวยมาก ทุกวันได้กินเนื้ออยู่บ้าง วันนี้ตอนเที่ยงกินไข่นึ่งหมูสับ...” หลีชิงจื้อตอบคำถามด้วยรอยยิ้ม ชาวบ้านฟังแล้วแทบน้ำลายไหล บางคนอิจฉาจนอดไม่ได้ จึงหันไปถามเหยาเจิ้นฟู่ว่า “เจิ้นฟู่ เหตุใดเจ้าไม่ไปรับจ้างคัดลอกหนังสือบ้าง? ได้กินเนื้อทุกวันเชียวนะ!” “นั่นสิ เจ้าไม่ใช่ว่ามีความรู้มากหรือ? เหตุใดไม่ไปรับจ้างคัดลอกหนังสือ?” เขาจะไปรับจ้างคัดลอกหนังสือที่บ้านเพื่อนร่วมสำนักได้อย่างไร! หากทำเช่นนั้นคงถูกคนดูถูกตาย! เหยาเจิ้นฟู่รู้สึกไม่พอใจ “นายท่านจูเพียงเห็นว่าหลีชิงจื้อน่าสงสาร จึงหางานให้ทำเท่านั้น ยังไม่รู้เลยว่าจะทำได้นานสักกี่วัน!” พูดจบ เหยาเจิ้นฟู่ก็เดินจากไป แต่คำพูดของเขากลับทำให้ชาวบ้านเชื่อกันหมด ว่าที่หลีชิงจื้อได้งาน ก็เพราะนายท่านจูสงสารเขา ยังมีคนวิ่งไปถามหลีชิงจื้ออีก แต่หลีชิงจื้อก็ไม่ได้ปฏิเสธ “วันนั้นข้าเดินถามหางานทีละร้าน แต่หาไม่ได้เลย สุดท้ายนายท่านจูเห็นว่าข้าน่าสงสาร จึงให้ข้าไปช่วยคัดลอกหนังสือที่บ้าน งานนี้ก็คงทำได้ไม่นานนัก” เดิมทีชาวบ้านหลายคนยังรู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง แต่เมื่อได้ยินคำอธิบายของหลีชิงจื้อ ก็รู้สึกสบายใจขึ้น แล้วพากันถามต่อถึงเรื่องราวของบ้านสกุลจู หลีชิงจื้อยิ้มพลางพูดคุยกับทุกคน เล่าเรื่องที่ชาวอำเภอรู้กันอยู่แล้วให้ฟัง ................................................................. อีกด้านหนึ่ง บ้านสกุลจู เมื่อวานมีต้นฉบับเพียงหนึ่งพันกว่าอักษร จูเฉียนอ่านแล้วรู้สึกว่าน้อยเกินไป แต่วันนี้กลับมีถึงสามพันอักษร! ต้นฉบับสามพันอักษรในวันนี้ยังเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ในวัยเด็กของจูเฉียน อีกทั้งความคิดความรู้สึกที่บรรยายไว้ก็ตรงกับสิ่งที่อยู่ในใจของเขาแทบทุกประการ! จูเฉียนอ่านจนดวงตาร้อนผ่าว แล้วก็อยากเล่าเรื่องชีวิตอันแสนลำบากในอดีตให้คนอื่นฟังอีกครั้ง พอบุตรชายกลับถึงบ้าน เขาก็รีบนำต้นฉบับที่หลีชิงจื้อเขียนในวันนี้ให้บุตรชายอ่านทันที เมื่อจูสวินเหมี่ยวเห็นว่าต้นฉบับวันนี้เต็มไปด้วยรอยแก้ไข ก็ยิ่งพูดไม่ออก บัณฑิตหลีผู้นี้เขียนงานช่างขอไปทีเสียจริง แต่เมื่ออ่านจนจบ...จูสวินเหมี่ยวกลับอดถามบิดาไม่ได้ “ท่านพ่อ หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?” เขาถึงกับอยากอ่านตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ ทั้งที่เรื่องของบิดา เขารู้ดีอยู่แล้ว เพราะบิดาชอบเล่า “วีรกรรมอันยิ่งใหญ่” ของตนให้คนในบ้านฟังอยู่เสมอ แต่สิ่งที่เขียนไว้ในหนังสือกลับแตกต่างจากที่บิดาเล่าอยู่บ้าง หนังสือเล่มนี้เขียนให้บิดาของเขาดูดียิ่งขึ้นกว่าเดิม “หลังจากนั้นยังไม่ได้เขียน!” จูเฉียนกล่าว ก่อนยื่นต้นฉบับให้จูสวินเหมี่ยว “อาเหมี่ยว เจ้าไม่ใช่ว่าจะช่วยคุณชายหลีคัดลอกต้นฉบับหรือ? เช่นนั้นก็เริ่มคัดได้เลย พอคัดเสร็จ ข้าจะนำไปให้ท่านลุงหลี่ของเจ้าดู” นี่เป็นหนังสือที่เขียนเรื่องของเขาเชียวนะ! จูเฉียนเริ่มคิดแล้วว่า เมื่อหนังสือเขียนเสร็จ เขาจะให้คนคัดลอกไว้หลายฉบับ ไม่เพียงเก็บไว้ให้ลูกหลานอ่าน เขายังอยากมอบให้สหายของตน เพื่อให้พวกเขาได้รับรู้ชีวิตในอดีตของเขาด้วย ส่วนเรื่องที่คนอื่นอาจดูถูกเมื่ออ่านแล้ว...กำเนิดของเขาเป็นอย่างไร ทุกคนก็รู้อยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องปกปิด จูสวินเหมี่ยว “...” ก่อนหน้านี้บิดายังอยากให้เขาอ่านหนังสือตลอดเวลา ไม่ต้องเสียสมาธิไปกับเรื่องอื่น แต่ตอนนี้กลับให้เขามาคัดลอกหนังสือ? ขณะจูสวินเหมี่ยวกำลังคิดเช่นนั้น จูเฉียนก็กล่าวขึ้นอีกว่า “เดี๋ยวก่อน หากเจ้าคัดลอกหนังสือ ก็จะไม่มีเวลาอ่านหนังสือ...เจ้าไปหาคนในสำนักศึกษาสักคน ให้ช่วยคัดลอกแทนก็แล้วกัน!” อย่างนี้สิถึงจะถูก! จูสวินเหมี่ยวตอบรับ พร้อมตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปหาคนช่วยคัดลอกหนังสือ แม้ครอบครัวของเขาจะมีเงิน แต่บัณฑิตบางคนในอำเภอกลับดูถูกเขา แม้แต่สำนักศึกษาที่ดีที่สุดของอำเภอซึ่งก่อตั้งโดยเหล่าจวี่เหรินผู้หนึ่ง ก็ยังไม่ยอมรับเขาเข้าเรียน เขาจึงทำได้เพียงเรียนกับซิ่วไฉหลี่ผู้มองเห็นแต่เงิน ซิ่วไฉหลี่รักเงิน รับนักเรียนทุกประเภท เพื่อนร่วมสำนักของเขาหลายคนมีความรู้เพียงธรรมดา และไม่ได้ตั้งใจจะเข้าสอบรับราชการ คนเหล่านั้นเพียงอยากรู้หนังสือไว้ใช้หางานในภายหน้า ดังนั้นจึงยินดีรับจ้างคัดลอกหนังสือเพื่อหารายได้ หลังจากเขียนอัตชีวประวัติของจูเฉียนได้ช่วงเปิดเรื่อง หลีชิงจื้อก็เข้าถึงบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งเขียนก็ยิ่งดี คำว่า "ดี" นี้ มิได้หมายถึงลายมือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหรือมีลีลาโดดเด่น หากแต่หมายถึงตัวอักษรที่ดำคม สะอาดตา มีขนาดสม่ำเสมอ เรียบร้อยราวกับตัวพิมพ์ หลีชิงจื้อเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในชาติก่อน เพื่อให้ได้คะแนนจากความเรียบร้อยของกระดาษคำตอบ เขาเคยฝึกลายมือมาโดยเฉพาะ ตอนนี้เขาเพียงเปลี่ยนมาใช้พู่กัน แล้วเริ่มฝึกเขียนใหม่ตั้งแต่ต้น เขายังต้องฝึกเขียนตัวอักษรให้เล็กลง...ผู้คนในยุคนี้เขียนอักษรด้วยพู่กัน ตัวอักษรส่วนใหญ่ล้วนเล็กกว่าปลายเล็บหัวแม่มือของผู้ใหญ่ ยังมีอักษรบรรจงตัวเล็กชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "อิ๋งโถวเสี่ยวข่าย" ซึ่งเล็กยิ่งกว่าเดิม มีขนาดเพียงห้ามิลลิเมตรเท่านั้น มองดูแทบไม่ต่างจากลายมือปากกา ลายมือเช่นนั้น ตอนนี้เขายังเขียนไม่ได้ ทำได้เพียงค่อย ๆ ฝึกไปทีละน้อย การช่วยจูเฉียนเขียนหนังสือ จึงเป็นโอกาสให้เขาได้ฝึกลายมือโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาได้กินอิ่มมากขึ้น พลังงานในร่างกายจึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เขานำพลังงานส่วนนั้นมาเสริมกำลังมือ ซ่อมแซมกระดูกบริเวณมือ เพื่อให้เวลาจับพู่กันเขียน ตัวอักษรจะมั่นคงยิ่งขึ้น อีกเรื่องหนึ่งก็คือความทรงจำ...ทุกวันหลีชิงจื้อจะแบ่งพลังงานไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อพัฒนาสมองของตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงไม่เหลือพลังงานมากพอที่จะซ่อมแซมร่างกายส่วนอื่น ดังนั้นบรรดาผู้ดูแลที่ร่วมรับประทานอาหารกับหลีชิงจื้อในบ้านสกุลจู จึงเห็นว่าแม้เขาจะกินข้าวมากกว่าพวกตนถึงสองหรือสามเท่า แต่กลับไม่อ้วนขึ้นเลยแม้แต่น้อย คุณชายหลีผู้นี้ช่างกินเก่งจริง ๆ! เที่ยงวันนั้น หลีชิงจื้อยังคงได้กินหมูต้มเช่นเดิม หลีชิงจื้อแบ่งหมูออกมาหนึ่งในสาม ใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ที่ล้างสะอาดแล้ว ตั้งใจจะนำกลับไปให้จินเสี่ยวเยี่ยกับหลีเหล่าเกินได้เพิ่มอาหารอีกมื้อ แม้เนื้อที่บ้านสกุลจูจัดให้เขาในแต่ละมื้อจะมีไม่มาก แต่สำหรับจินเสี่ยวเยี่ยและคนอื่น ๆ ต่อให้ได้กินเพียงเนื้อบาง ๆ สักชิ้น ก็ถือเป็นความสุขอย่างยิ่งแล้ว เขาแบ่งกับข้าวที่เหลือให้เด็กทั้งสอง แล้วจัดการข้าวต่ออีกสี่ชามใหญ่ ก่อนจะพาเด็กทั้งสองกลับไปยังห้องหนังสือ กล่อมให้พวกเขานอนกลางวัน หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมา หากอยู่ในยุคปัจจุบันก็คงยังเรียนชั้นอนุบาล และมีนิสัยนอนกลางวัน ไม่นานทั้งคู่ก็เอนตัวลงบนเสื่อแล้วหลับสนิท เมื่อเห็นเด็กทั้งสองนอนลงแล้ว หลีชิงจื้อก็หยิบกระดาษกับพู่กันออกมา เริ่มเขียนหนังสือต่อ เมื่อเขียนไปแล้วสามหมื่นอักษร จูเฉียนในหนังสืออัตชีวประวัติก็เริ่มมีความคิดจะทำการค้า เขาแอบเรียนหนังสือจนอ่านออกเขียนได้ อีกทั้งยังเก็บเงินไว้จำนวนหนึ่ง ตั้งใจว่าพอครบกำหนดสัญญาห้าปี ก็จะเช่าเรือออกไปค้าขาย จูเฉียนเคยเล่าประสบการณ์การทำการค้าของตนให้หลีชิงจื้อฟัง ความจริงแล้วที่จูเฉียนประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโชคเข้าข้างอย่างมาก แต่เมื่อเขียนอัตชีวประวัติให้จูเฉียน ย่อมต้องเน้นย้ำถึงความพยายามของจูเฉียนเป็นหลัก ชาติก่อน หลีชิงจื้อเคยอ่านหนังสือสร้างแรงบันดาลใจหลายเล่ม เพื่อใช้ปลุกใจตนเองในวันสิ้นโลกไม่ให้สิ้นหวัง ประกอบกับตัวเขาเองก็เป็นคนที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวังต่อชีวิต และรักทุกสิ่งรอบตัว... เขาจึงเพิ่มถ้อยคำสร้างกำลังใจลงไปในหนังสือเล่มนี้ จูเฉียนตั้งใจจะเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้ให้ลูกหลานอ่าน เพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจแก่ลูกหลานด้วย “ชีวิตของคนเรา มิได้ถูกกำหนดด้วยชาติกำเนิดเพียงอย่างเดียว” “หากมีเพียงความคิด แต่ไม่ลงมือทำ สุดท้ายย่อมไม่อาจทำสิ่งใดให้สำเร็จ” “มนุษย์พึงระวังอย่าหลงตน ยอมรับข้อบกพร่องของตนเอง จึงจะก้าวหน้าได้” “ยิ่งรวงข้าวออกรวงเต็มเมล็ดมากเท่าไร ก็ยิ่งโน้มต่ำลงมากเท่านั้น ผู้มีคุณธรรมพึงอ่อนน้อมถ่อมตน”