สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 42 — 042
บทที่ 42 ผู้เขียนหนังสือ หลีชิงจื้อเองก็อยากไปพบท่านหลี และสนทนากับเขาอย่างจริงจังสักครั้ง! ราวสี่โมงเย็น หลีชิงจื้อวางพู่กันในมือลง ก่อนจะยกมือขวาที่ทั้งแข็งและปวดเมื่อยขึ้นมานวดเบา ๆ วันนี้เขาเขียนครบสามพันอักษรแล้ว จึงไม่คิดจะเขียนต่อ อีกอย่าง...เขาหิวแล้ว บ้านสกุลจินรับประทานอาหารเช้าค่อนข้างเร็ว อาหารกลางวันจึงเร็วตามไปด้วย บัดนี้นับจากตอนที่เขารับประทานอาหารกลางวัน ก็ผ่านมาราวห้าชั่วยามแล้ว อาหารเย็นน่าจะทำเสร็จแล้ว...หลีชิงจื้อมองไปยังลูกฝาแฝดทั้งสอง “ต้าเหมา เอ้อร์เหมา พวกเราไปกินอาหารเย็นกันเถอะ” “ท่านพ่อ วันนี้กินอะไรหรือ?” หลีเอ้อร์เหมาวิ่งพุ่งมาหาหลีชิงจื้อพลางถาม เวลานี้สิ่งที่เขาใส่ใจที่สุดก็คือแต่ละมื้อจะได้กินอะไร “วันนี้น่าจะได้กินเนื้อไก่” หลีชิงจื้อกล่าวพร้อมรอยยิ้ม หลีเอ้อร์เหมาจนน้ำลายแทบจะไหล ส่วนหลีต้าเหมาก็กลืนน้ำลายไม่หยุด “ต้าเหมา เอ้อร์เหมา หอมท่านพ่อคนละที เดี๋ยวท่านพ่อจะให้กินน่องไก่” หลีชิงจื้อก้มตัวลง หลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมายืนคนละข้าง ก่อนจะหอมแก้มเขาพร้อมกัน ริมฝีปากน้อย ๆ ของเด็กทั้งสองนุ่มนิ่ม เมื่อสัมผัสแก้มก็ทำให้รู้สึกทั้งยุบยิบทั้งอบอุ่น...หลีชิงจื้ออยากอุ้มลูกทั้งสองขึ้นมาคนละคนเสียจริง แต่เขาอุ้มไม่ไหว หลีชิงจื้อทอดถอนใจอยู่ในใจ ก่อนจะจูงมือลูกทั้งสองเดินไปทางห้องครัว ระหว่างทาง หลีต้าเหมาก็ถามว่า “ท่านพ่อ ไม่ใช่ว่าต้องรอถึงวันปีใหม่ถึงจะได้กินไก่หรือ? ตอนนี้ก็กินได้แล้วหรือ?” “ได้สิ เพราะท่านพ่อช่วยคนอื่นเขียนหนังสือแล้วหาเงินได้ พวกเราก็เลยได้กินไก่” หลีชิงจื้อตอบ “ท่านพ่อ รอข้าโตแล้ว ข้าก็จะช่วยคนอื่นเขียนหนังสือเหมือนกัน” หลีเอ้อร์เหมากล่าว “ได้” “ท่านพ่อ ข้าก็จะเขียน!” หลีต้าเหมาพูดตามบ้าง “ตกลง พวกเราจะช่วยกันเขียน” หลีชิงจื้อกล่าวพลางยิ้มเอ็นดูลูก ลูกชายของเขาช่างน่ารักเสียจริง! ยิ่งกว่านั้น...ไก่ตุ๋นในครัวก็หอมเหลือเกิน! หลีชิงจื้อได้กลิ่นหอมของเนื้อไก่แล้ว เวลานี้ความจริงเขาก็หิวและอยากกินไม่ต่างจากลูกทั้งสอง ครอบครัวที่มีที่นาในอำเภอฉงเฉิงแทบทุกบ้านต่างก็เลี้ยงไก่กันทั้งนั้น แต่ก็เลี้ยงกันไม่มาก ไก่สามารถหาอาหารเอง จิกกินแมลงและใบผักได้ แต่เพียงเท่านั้นย่อมกินไม่อิ่ม ยังต้องให้อาหารจำพวกข้าวเปลือกเพิ่มอีก บ้านที่มีที่ดินมากและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก ก็ย่อมเลี้ยงไก่ได้มากกว่า ส่วนครอบครัวทั่วไป หากเลี้ยงไก่มากเกินไป ธัญพืชที่มีอยู่ก็จะไม่พอกิน แต่บ้านเศรษฐีไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเนื้อไก่กิน อย่างเช่นจูเฉียน เขาซื้อที่ดินไว้นอกเมืองไม่น้อย จ้างคนทำไร่ทำนาและเลี้ยงสัตว์ “ท่านหลี มาแล้วหรือ!” พ่อครัวในครัวเห็นหลีชิงจื้อก็ยิ้มทัก “ไก่ของท่านตุ๋นเสร็จเรียบร้อยแล้ว!” บ้านสกุลจูจ้างพ่อครัวหนึ่งคน และยังมีหญิงทำครัวอีกสี่คนคอยช่วยทำอาหาร ที่ต้องมีคนมากเช่นนี้ เพราะผู้ที่รับประทานอาหารไม่ได้มีเพียงคนในบ้านสกุลจูเท่านั้น แต่ยังมีผู้ดูแลและบ่าวรับใช้อีกไม่น้อย โดยปกติพ่อครัวจะรับผิดชอบทำอาหารสำหรับคนในบ้านสกุลจู ส่วนอาหารของหลีชิงจื้อและคนอื่น ๆ เป็นหน้าที่ของหญิงทำครัว หลีชิงจื้อยินดีอย่างมาก “ดีจริง ๆ ข้ารอจะกินแทบไม่ไหวแล้ว” “เช่นนั้นท่านหลีรีบมารับประทานเถิด” พ่อครัวรีบเชิญหลีชิงจื้อเข้าไป ก่อนจะสั่งให้หญิงทำครัวยกไก่ทั้งตัวมา เขาชื่นชอบหลีชิงจื้อมาก เพราะทุกครั้งที่หลีชิงจื้อมารับประทานอาหารที่ครัว ก็กินได้เอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ แต่หลีชิงจื้อมารับจ้างคัดลอกหนังสือให้บ้านสกุลจู เป็นบัณฑิตผู้หนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาจึงไม่ค่อยกล้าพูดคุยด้วยนัก ไก่ถูกตุ๋นอยู่ในหม้อดิน ด้านในยังมีตับไก่ กึ๋นไก่ และหัวใจไก่อีกด้วย หลีชิงจื้อเห็นแล้วกำลังคิดว่าไส้ไก่หายไปไหน กลัวว่าจะถูกทิ้งเสียเปล่า ก็เห็นว่ามื้ออาหารของบ่าวรับใช้ในวันนี้เป็นแกงฟักกับเลือดไก่และไส้ไก่ คิดดูแล้วก็สมเหตุสมผล คนในยุคนี้แม้แต่ขนไก่ยังไม่ยอมทิ้ง เขาไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีการสิ้นเปลืองอาหาร หลีชิงจื้อได้รับการปฏิบัติเทียบเท่าผู้ดูแล จึงได้กินอาหารค่อนข้างดี แต่บ่าวรับใช้ของบ้านสกุลจูกลับไม่ได้กินดีถึงเพียงนั้น ผู้ดูแลได้กับข้าวหนึ่งอย่างที่เป็นเนื้อสัตว์และอีกสองอย่างที่เป็นผัก ส่วนบ่าวรับใช้มีเพียงกับข้าวผักสองอย่าง นาน ๆ ครั้งจึงจะมีเนื้อสัตว์ปนอยู่บ้าง วันนี้บ้านสกุลจูฆ่าไก่มากกว่าหนึ่งตัว พวกบ่าวรับใช้จึงได้กินเลือดไก่กับไส้ไก่ ทุกคนต่างดีใจมาก รับอาหารของตนแล้วก็หาที่นั่งยอง ๆ กินกัน เวลานี้หลีชิงจื้อฉีกน่องไก่ออกมาสองน่องให้ลูกทั้งสอง จากนั้นก็ตักน้ำแกงไก่ในหม้อดินใส่ชามข้าวของเด็ก ๆ ให้คลุกกับข้าวกิน ในน้ำแกงไก่เต็มไปด้วยไขมัน แต่คนในยุคนี้กลับขาดไขมันพอดี! หลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนหลีชิงจื้อก็ใช้ตะเกียบฉีกเนื้ออกไก่ด้านหนึ่งออกมา ก่อนจะรีบกินทันที ช่วงนี้ทุกมื้อเขาได้กินอาหารที่มีเนื้อสัตว์ก็จริง แต่ปริมาณน้อยมาตลอด แถมยังต้องแบ่งให้ลูกทั้งสองและเก็บกลับไปให้จินเสี่ยวเยี่ยอีกด้วย...เนื้อชิ้นใหญ่เช่นนี้ เขาเพิ่งได้กินเป็นครั้งแรก อร่อยจริง ๆ อร่อยเสียจนหลีชิงจื้ออยากแทะไก่ทั้งตัว แม้แต่กระดูกก็อยากเคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืนลงท้อง ความจริงก็ทำได้เสียด้วย ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม คนยากจนมักกินแม้แต่กระดูกไก่ชิ้นเล็ก ๆ ส่วนกระดูกชิ้นใหญ่ไม่กิน เพราะกระดูกไก่เปราะและอาจบาดคอได้ ระหว่างกินเนื้อไก่ หลีชิงจื้อก็ไม่ลืมกินข้าวสวยด้วย ข้าวสวยราดน้ำแกงไก่...แทบไม่ต้องเคี้ยวก็ซดหมดชามในพริบตา! หลีชิงจื้อกินข้าวเพิ่มอีกสี่ชาม และกินกับข้าวส่วนของผู้ดูแลจนหมดทุกอย่าง แต่เนื้อไก่เขากินเพียงเนื้ออกด้านเดียว ส่วนที่เหลือตั้งใจจะหอบกลับบ้าน “ท่านหลี เจริญอาหารจริง ๆ” พ่อครัวกล่าวด้วยความทอดถอนใจ หลีชิงจื้อปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดี เขาจึงเริ่มกล้าพูดคุยกับหลีชิงจื้อมากขึ้น “ข้าเพิ่งหายป่วยหนัก ต้องบำรุงร่างกาย ก็เลยกินมากไปสักหน่อย” หลีชิงจื้อกล่าวพลางยิ้ม “ที่สำคัญคืออาหารมื้อนี้อร่อยจริง ๆ” พ่อครัวร่างท้วมหัวเราะกว้าง “ท่านหลีรับประทานเยอะ ๆ บำรุงร่างกายดี ๆ อีกไม่นานก็หายแข็งแรงแน่นอน!” “ข้าก็คิดเช่นนั้น” หลีชิงจื้อยิ้มพลางสนทนากับพ่อครัว ทั้งยังชมอาหารว่าอร่อยอยู่หลายครั้ง หลังคุยกันได้ครู่หนึ่ง หลีชิงจื้อก็ถามว่า “ข้ายืมไหดินสักใบ เพื่อนำเนื้อไก่ที่ยังกินไม่หมดกลับบ้านได้หรือไม่?” “ได้แน่นอน” พ่อครัวรีบนำไหดินที่ล้างสะอาดแล้วมาให้ พร้อมช่วยใส่ไก่ที่เหลือลงไป ตอนออกจากบ้าน หลีชิงจื้อนำตะกร้ามาไว้ใส่ของเล่นให้ลูกทั้งสอง เวลานี้จึงวางไหดินลงในตะกร้า แล้วหิ้วออกจากบ้านสกุลจู มุ่งหน้าไปหานายท้ายเรือเหยา ร่างกายของเขาในตอนนี้อ่อนแรงเหลือเกิน เพียงหิ้วของหนักก็ต้องหยุดพักเป็นระยะ ๆ กว่าจะไปถึงที่ของนายท้ายเรือเหยา เหยาเจิ้นฟู่ก็มาถึงก่อนแล้ว “เหตุใดเจ้าถึงมาช้าเพียงนี้?” เหยาเจิ้นฟู่กล่าวอย่างไม่พอใจ “ขออภัย มีธุระทำให้ล่าช้า” หลีชิงจื้อกล่าว นายท้ายเรือเหยาคิดค่าโดยสารรับส่งเขาเพียงหนึ่งเหวิน เขาไม่ควรปล่อยให้อีกฝ่ายรอนานจริง ๆ “ไม่เป็นไร ๆ อาฝูก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน” นายท้ายเรือเหยาเห็นหลีชิงจื้อผอมบางราวกับลมพัดก็ปลิว จึงช่วยยกตะกร้าให้ ทั้งยังจับแขนช่วยพยุงขึ้นเรือ “ขอบคุณมาก” “ไม่ต้องขอบคุณ...เจ้าซื้อไหดินมาหรือ?” นายท้ายเรือเหยาสังเกตเห็นไหดินในตะกร้าของหลีชิงจื้อ “บ้านสกุลจูให้ของกินมาบ้าง” หลีชิงจื้อตอบ “พวกเขายังให้ของกินด้วยหรือ...” นายท้ายเรือเหยาอิจฉาอยู่ไม่น้อย ก่อนจะหันไปมองบุตรชายของตน แต่เหยาเจิ้นฟู่กลับยิ่งไม่พอใจหลีชิงจื้อมากขึ้น คิดว่าหลีชิงจื้อจงใจเอามาอวดต่อหน้าเขา หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ตอนนั้นเขาไม่มีทางให้หลีชิงจื้อยืมหนังสือเด็ดขาด! วันนี้เหยาเจิ้นฟู่จึงไม่ยอมพูดกับหลีชิงจื้ออีก หลีชิงจื้อเองก็ไม่ใส่ใจ หันไปพูดคุยกับลูกทั้งสองแทน ทุกวันที่นั่งเรือไปกลับ ระหว่างทางเขาจะสอนลูกทั้งสองท่องบทกวี เวลานี้ก็เริ่มสอนอีกครั้ง เหยาเจิ้นฟู่เห็นเข้าก็ยิ่งไม่พอใจ ก่อนหน้านี้เมื่อเห็นลูกทั้งสองของหลีชิงจื้อท่อง《สามอักษร》และบทกวีได้ เขาก็ลองสอนลูกของตนบ้าง แต่เด็กคนนั้น...กว่าเขาจะสอนได้ก็แสนยาก พอถึงวันรุ่งขึ้นให้ท่อง ก็กลับท่องไม่ได้อีก สอนต่อไปเรื่อย ๆ เข้า เด็กกลับร้องไห้โยเย ไม่ยอมเรียนเสียแล้ว! เหตุใดบุตรชายของเขาจึงสู้บุตรชายของหลีชิงจื้อไม่ได้? หากหลีชิงจื้อรู้ว่าเหยาเจิ้นฟู่คิดเช่นนี้ คงได้แต่พูดไม่ออก บุตรชายของเหยาเจิ้นฟู่ยังอายุน้อยกว่าหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาตั้งครึ่งปี เด็กวัยเท่านี้ วันนี้เรียนได้ พรุ่งนี้ลืม เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง ที่หลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาจำได้ ก็เพราะเขาคอยทบทวนกับลูกทั้งสองซ้ำแล้วซ้ำเล่า