สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 44 — 044
บทที่ 44 ก้าวแรกของการเรียนรู้
คืนนั้นจินเสี่ยวเยี่ยทั้งตื่นเต้นและกระวนกระวาย นางจึงพูดคุยกับหลีชิงจื้ออยู่พักใหญ่ อีกทั้งยังอดเป็นห่วงไม่ได้ “หากหาเงินไม่ได้จะทำอย่างไร?”
“หาเงินไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ต่อให้ทั้งวันไม่มีลูกค้าสักคน อย่างมากก็ขาดทุนเพียงสี่สิบเหวิน แต่ข้าหาได้วันละหนึ่งเฉียนเงิน” หลีชิงจื้อปลอบนาง
น้ำเสียงของหลีชิงจื้ออ่อนโยนมาก เมื่อจินเสี่ยวเยี่ยได้ยินคำพูดของเขา ความกังวลที่มีอยู่เพียงน้อยนิดก็สลายไปจนหมดสิ้น
รุ่งเช้าวันต่อมา หลีชิงจื้อยังคงตื่นแต่เช้าตามปกติ ตอนนี้เขาไปรับประทานอาหารเช้าที่บ้านสกุลจูทุกวัน จินเสี่ยวเยี่ยจึงไม่รีบหุงหาอาหารแต่เช้า นางนำไหดินที่หลีชิงจื้อนำกลับมาเมื่อวานไปล้างด้วยน้ำ แล้วเทน้ำล้างไหลงในหม้อ เตรียมใช้หุงข้าว เพราะในน้ำนั้นยังมีหยดน้ำมันติดอยู่!
บ้านสกุลเหยาจะออกจากบ้านอีกสักพัก หลีชิงจื้อจึงหยิบกิ่งไม้มาขีดเขียนตัวอักษรบนพื้น พลางสอนจินเสี่ยวเยี่ยไปด้วย ก่อนหน้านี้หลีชิงจื้อเคยถามจินเสี่ยวเยี่ยว่าอยากเรียนหนังสือหรือไม่ จินเสี่ยวเยี่ยตอบว่าอยากเรียน เรื่องนี้หลีชิงจื้อจึงจำไว้ตลอด
วันแรกที่ไปเขียนหนังสือให้บ้านสกุลจู หลีชิงจื้อเขียนชื่อคนในครอบครัวลงบนกระดาษแผ่นหนึ่ง แล้วนำกระดาษแผ่นนั้นกลับบ้าน ใช้เป็นสื่อสอนจินเสี่ยวเยี่ยให้เขียนหนังสือ หลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาวาดได้เพียงชื่อตนเอง แต่จินเสี่ยวเยี่ยสามารถเขียนได้แล้ว อีกทั้งหลีชิงจื้อยังสอนตัวอักษรอื่นให้นางเพิ่มเติมอีกหลายตัว
เขาไม่ได้คาดหวังให้จินเสี่ยวเยี่ยเขียนตัวอักษรได้สวยงาม เพียงหวังว่านางจะอ่านออกเขียนได้ ไม่ต้องเป็นคนอ่านหนังสือไม่ออกก็พอ คนหนึ่งสอน อีกคนหนึ่งเรียน ผ่านไปครู่เดียว นายท้ายเรือเหยาก็เดินออกมาจากบ้าน หลีชิงจื้อเห็นดังนั้นก็รีบเดินตามไป
เช่นเดียวกับทุกวัน พวกเขามาถึงเรือก่อน จากนั้นอีกครู่หนึ่ง เหยาเจิ้นฟู่จึงค่อยเดินตามมาช้า ๆ
คนเฝ้าประตูของบ้านสกุลจูจำหลีชิงจื้อได้แล้ว พอเห็นเขาก็ยิ้มพลางเชิญเข้าไป “รีบไปกินอาหารเช้าเถอะ พวกเรากินกันเสร็จแล้ว!”
หลีชิงจื้อหิวมานานแล้ว พอเข้าไปในบ้านสกุลจู ก็พาหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมามุ่งตรงไปยังห้องครัว
หลีชิงจื้อนำไหดินที่ยืมไปเมื่อวานมาคืนพ่อครัว แล้วหยิบชามไปตักโจ๊ก
ตอนเช้าผู้ดูแลและบ่าวรับใช้ของบ้านสกุลจูต่างรับประทานโจ๊ก เครื่องเคียงเป็นผักดองหลากชนิด คนละหนึ่งที่ ต่างกันเพียงผู้ดูแลจะมีไข่เป็ดเค็มเพิ่มวันละหนึ่งฟอง ส่วนบ่าวรับใช้ไม่มี
วันนี้เครื่องเคียงเป็นหัวผักกาดดอง หัวผักกาดที่ว่านี้ แท้จริงแล้วคือหัวมัสตาร์ด ซึ่งชาวอำเภอฉงเฉิงแทบทุกบ้านนิยมนำมาดองรับประทาน
ระหว่างที่หลีชิงจื้อกำลังดื่มโจ๊ก หญิงทำครัวก็กำลังหั่นหัวผักกาดดองอยู่ข้าง ๆ บอกว่ามื้อเที่ยงจะทำแกงหัวผักกาดดอง
“ถึงตอนนั้นจะใส่กากมันหมูลงไปให้พวกเจ้า รับรองว่าหอมแน่นอน” พ่อครัวถือจานใบเล็กเดินเข้ามา ก่อนจะวางกากมันหมูจานเล็กไว้ตรงหน้าหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมา
“ต้าเหมา เอ้อร์เหมา ลุงเลี้ยงกากมันหมูพวกเจ้า”
เด็กทั้งสองมีสีหน้าดีใจอย่างยิ่ง หลีชิงจื้อจึงรีบกล่าวว่า “ต้าเหมา เอ้อร์เหมา รีบขอบท่านลุงเร็ว”
“ขอบท่านลุงขอรับ!” เด็กทั้งสองกล่าวพร้อมกัน
พ่อครัวยิ้มอย่างพอใจ “ท่านหลี เด็กสองคนนี้ท่านสอนได้ดีจริง ๆ”
“พวกเขาเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายเอง” หลีชิงจื้อยิ้มตอบ
เมื่อหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาได้ยินเช่นนั้น ก็ยืดอกน้อย ๆ ขึ้นอีกครั้ง
“ใช่แล้ว ต้าเหมา เอ้อร์เหมาเป็นเด็กดีเอง ท่านหลี รีบรับประทานเถอะ ยังเหลือโจ๊กอีกตั้งมาก”
โจ๊กยังเหลืออยู่อีกมากจริง ๆ โจ๊กหม้อนี้ต้มจนข้น แต่กลืนง่ายกว่าข้าวสวยมาก หลีชิงจื้อดื่มหมดหนึ่งชามอย่างรวดเร็ว ก็รีบตักเพิ่มอีกหนึ่งชาม แล้วดื่มจนหมดอย่างรวดเร็วอีก... เพราะโจ๊กยังเหลือมาก เขาจึงดื่มรวดเดียวถึงห้าชาม
จูสวินเหมี่ยวที่ทราบข่าวว่าหลีชิงจื้อมา จึงตั้งใจมาหา แต่เห็นอีกฝ่ายกำลังดื่มโจ๊กอยู่จึงไม่ได้เข้าไปรบกวน “...”
ท่านหลี...กินเก่งเกินไปหรือไม่? กินมากถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงยังผอมอยู่ได้?
จนกระทั่งหลีชิงจื้อรับประทานเสร็จ จูสวินเหมี่ยวจึงเดินเข้าไปหา “ท่านหลี!”
“คุณชายจู” หลีชิงจื้อยิ้ม “วันนี้คุณชายจูไม่ได้ไปสำนักศึกษาหรือ?”
“วันนี้สำนักศึกษาหยุดเรียน” จูสวินเหมี่ยวตอบ
“คุณชายจูเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาใด? แล้วหยุดเรียนบ่อยเพียงใด?” หลีชิงจื้อถามด้วยความสนใจ หากภายหน้าเขาจะสอบเข้ารับราชการ บางทีอาจต้องเข้าเรียนในสำนักศึกษาเช่นกัน
จูสวินเหมี่ยวเล่าเรื่องที่ตนเรียนอยู่กับซิ่วไฉหลี่ และบอกว่าสำนักศึกษาหยุดทุกครึ่งเดือนหนึ่งครั้ง
หลีชิงจื้อฟังแล้วก็รู้สึกประหลาดใจ เขามักรอนายท้ายเรือเหยาพร้อมกับเหยาเจิ้นฟู่อยู่บ่อย ๆ เวลาที่เหยาเจิ้นฟู่ยังมาไม่ถึง นายท้ายเรือเหยาจะชอบพูดคุย อีกทั้งเขาเองก็ยินดีสนทนาด้วย จึงรู้ว่าเหยาเจิ้นฟู่ก็เรียนอยู่กับซิ่วไฉหลี่เช่นกัน แต่เมื่อวันนี้เป็นวันหยุด เหตุใดเหยาเจิ้นฟู่จึงยังเข้าเมือง?
แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องของผู้อื่น เขาไม่อาจก้าวก่าย...หลีชิงจื้อจึงสนทนากับจูสวินเหมี่ยวต่อ พร้อมถือโอกาสสอบถามเรื่องสำนักศึกษาของซิ่วไฉหลี่เพิ่มเติม สำนักศึกษาของซิ่วไฉหลี่มีนักเรียนอยู่เจ็ดสิบถึงแปดสิบคน
แต่หากเรียนกับซิ่วไฉหลี่เพียงเพื่อให้รู้หนังสือ ค่าเล่าเรียนก็ไม่แพงนัก ปีละสองตำลึงเงินก็เพียงพอ
ชาวบ้านบางส่วนในตำบลจึงส่งลูกไปเรียนกับซิ่วไฉหลี่สักสองปี พออ่านออกเขียนได้แล้วก็ไม่เรียนต่อ
แต่หากตั้งใจจะสอบรับราชการ ต้องให้ซิ่วไฉหลี่อธิบายหลักแห่งคัมภีร์และสั่งสอนวิชาความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ค่าเล่าเรียนปีละสองตำลึงเงินก็ไม่พอ ต้องเพิ่มอีกห้าตำลึงเงิน
ความจริงแล้ว นักเรียนที่มาเพียงเพื่อเรียนรู้ตัวอักษรนั้น ไม่ได้เรียนกับซิ่วไฉหลี่โดยตรง แต่เป็นบุตรชายทั้งสองของเขาที่สอบได้ระดับถงเซิงเป็นผู้สอน
“เหตุใดซิ่วไฉหลี่จึงรับศิษย์มากถึงเพียงนี้?” หลีชิงจื้อถามอย่างไม่เข้าใจ คนในยุคนี้โดยทั่วไปมักไม่รับศิษย์มากนัก เพราะศิษย์แต่ละคนมีความก้าวหน้าในการเรียนไม่เท่ากัน หากมีศิษย์มากมายเช่นนี้ เกรงว่าซิ่วไฉหลี่คงดูแลได้ไม่ทั่วถึง
“อาจารย์หลี่ขาดเงิน” จูสวินเหมี่ยวตอบ
หลีชิงจื้อยิ่งไม่เข้าใจ เขารับศิษย์ไว้มากถึงเพียงนี้แล้ว ยังขาดเงินอีกหรือ? จูสวินเหมี่ยวกระแอมเบา ๆ “อาจารย์หลี่มีภรรยาหลวงหนึ่งคน อนุสองคน ทั้งสามให้กำเนิดบุตรชายเจ็ดคนและบุตรสาวหกคน...เวลานี้ในบรรดาบุตรชายทั้งเจ็ด มีห้าคนแต่งงานแล้ว บางคนยังมีลูกมากกว่าหนึ่งคนอีก”
หลีชิงจื้อ “...”
มีบุตรชายตั้งเจ็ดคน ซิ่วไฉหลี่ย่อมต้องขาดเงินเป็นธรรมดา! ในยุคที่ยังไม่มีวิธีคุมกำเนิด ผู้คนส่วนใหญ่มักมีลูกหลายคน เพียงแต่ครอบครัวยากจนมีความเป็นอยู่ลำบาก ผู้หญิงมักขาดสารอาหาร จึงตั้งครรภ์ได้ไม่ง่ายนัก ต่อให้ตั้งครรภ์และคลอดออกมา ก็ใช่ว่าจะเลี้ยงรอดทุกคน
แต่สำหรับครอบครัวที่มีฐานะดีกว่า และสตรีในบ้านก็มีสุขภาพแข็งแรง...ภรรยาหลวงหนึ่งคนกับอนุสองคนของซิ่วไฉหลี่จะมีลูกเฉลี่ยคนละสี่หรือห้าคนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก มารดาของเจ้าของร่างเดิมเองก็ให้กำเนิดลูกถึงห้าคน และทุกคนล้วนเติบโตมาจนรอด
แต่ซิ่วไฉหลี่มีบุตรชายถึงเจ็ดคน...ค่าใช้จ่ายของคนทั้งครอบครัวใหญ่เช่นนี้ ย่อมต้องมหาศาลอย่างแน่นอน
“อาจารย์หลี่เช่าบ้านอยู่ในอำเภอ เฉพาะค่าเช่าบ้านแต่ละเดือนก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น คนในบ้านก็มีมาก ส่วนบุตรชายเหล่านั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะมีงานทำ...” จูสวินเหมี่ยวเคยไปบ้านของซิ่วไฉหลี่ ครั้งนั้นแม้แต่เขายังตกใจ
บ้านของพวกเขามีคนอยู่เกือบสามสิบคน แม้แต่เวลารับประทานอาหารก็ยังต้องแบ่งกินกันเป็นหลายรอบ
หลีชิงจื้อทะลุมายังแคว้นต้าฉีได้ระยะหนึ่งแล้ว จึงนับว่าพอมีความเข้าใจเกี่ยวกับแคว้นต้าฉีอยู่บ้าง
ยุคสมัยนี้ใช้ระบบภรรยาหลวงหนึ่งคนและอนุหลายคน ผู้ชายสามารถรับอนุได้ แต่ผู้ชายที่รับอนุเท่าที่เขารู้จักนั้นมีไม่มาก ตรงกันข้าม กลับมีผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่แม้แต่ภรรยาก็ยังแต่งไม่ได้...ชายโสดแก่ในหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนก็ไม่ได้มีเพียงหลีเหล่าเกินคนเดียว
แม้แต่จูเฉียนยังไม่มีอนุ ดังนั้นคนอย่างซิ่วไฉหลี่ที่มีอนุถึงสองคน จึงนับว่าพบเห็นได้ไม่บ่อย