← สารบัญ สามีข้ามาจากอนาคต

สามีข้ามาจากอนาคต

ตอนที่ 49049

บทที่ 49 อาหารแสนอร่อย แคว้นต้าฉีมีน้ำมันพืชใช้แล้ว เจ้าของที่ดินบางคนในอำเภอฉงเฉิงยังปลูกผักกาดน้ำมันเป็นแปลงใหญ่ในช่วงอากาศหนาวที่ไม่สามารถทำนาได้ ผักกาดน้ำมันเติบโตในฤดูหนาว ออกดอกสีเหลืองอร่ามในฤดูใบไม้ผลิ พอเมล็ดสุกก็นำไปโรงหีบน้ำมันเพื่อสกัดเป็นน้ำมันเมล็ดผักกาดได้ นอกจากนั้น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง และงา ก็สามารถนำมาสกัดน้ำมันได้เช่นกัน แต่แม้จะมีน้ำมันพืชแล้ว ผลผลิตของน้ำมันในยุคนี้ก็ยังต่ำ ราคาจึงสูงตามไปด้วย ชาวบ้านทั่วไปที่อาศัยอยู่ในอำเภอจะซื้อน้ำมันไว้เพียงเล็กน้อย ใช้ทาก้นกระทะเวลาทำอาหาร หรือใช้จุดตะเกียง แต่ในชนบท...แทบไม่มีใครซื้อน้ำมันมาทำอาหาร ส่วนนำของลงทอดในน้ำมัน...ยิ่งเป็นสิ่งที่มีแต่คนมีเงินเท่านั้นจึงจะทำ! “พี่เขย ข้ากินได้หรือ?” จินเสี่ยวซู่ถาม “รีบกินเถอะ” หลีชิงจื้อกล่าว จินเสี่ยวซู่ยิ้มกว้าง รีบหยิบปลาทอดมาหนึ่งตัว เพิ่งกัดไปเพียงคำเล็ก ๆ ก็ร้องขึ้นว่า “อร่อยเกินไปแล้ว บนโลกนี้มีของอร่อยขนาดนี้ด้วยหรือ...” เขาพูดไปกินไป แต่กลับไม่กล้ากินมาก ทุกครั้งจะกัดเพียงนิดเดียว แล้วอมไว้ในปาก ค่อย ๆ ลิ้มรสอย่างเสียดาย หลีชิงจื้อยิ้ม ก่อนจะเปิดห่อกระดาษน้ำมันอีกหลายห่อ “ตรงนี้ยังมีไก่อบ เป็ดพะโล้ แล้วก็หมูสามชั้นพะโล้อีก...” จินเสี่ยวซู่เบิกตากว้าง “พี่เขย ท่านเก่งจริง ๆ ถึงกับเอาของอร่อยมาได้ตั้งมากมาย!” อาหารของหอสุราให้ปริมาณไม่น้อย แต่ของอย่างไก่อบกับเป็ดพะโล้นั้น เนื้อส่วนดี ๆ แทบไม่เหลือแล้ว สิ่งที่หลีชิงจื้อห่อกลับมาส่วนใหญ่จึงเป็นหัวเป็ด ตีนไก่ และของทำนองนั้น ของเหล่านี้ในยุคปัจจุบันมีราคาแพง แต่ในสายตาของผู้คนยุคนี้ ย่อมสู้เนื้ออกไก่หรืออกเป็ดไม่ได้ ถึงกระนั้น สิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นเนื้อ! ที่สำคัญ...อาหารของหอสุราอร่อยจริง ๆ! “ชอบก็กินให้มากหน่อย” หลีชิงจื้อกล่าว จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวว่า “ยังอย่าเพิ่งกินเลย รีบกลับบ้านก่อน พอกลับไปแล้วค่อยเอาพวกนี้กินกับข้าว” จินเสี่ยวซู่ก็รู้สึกว่าของอร่อยเช่นนี้ หากกินเปล่า ๆ คงน่าเสียดาย “ใช่ กลับไปค่อยกิน กินกับข้าว” “พวกเจ้ายังไม่ได้กินข้าวหรือ? จะซื้อหมั่นโถวสักสองสามลูกประทังท้องก่อนหรือไม่?” หลีชิงจื้อถาม จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวว่า “ถ้ากินหมั่นโถวก่อนค่อยกลับ กว่าจะถึงบ้านก็คงมืดแล้ว! พวกเรากลับกันก่อน” หากฝีมือพายเรือของนางเก่งเท่านายท้ายเรือเหยา คงใช้เวลาไม่นานก็กลับถึง แต่ฝีมือพายเรือของนางยังธรรมดามาก! จินเสี่ยวเยี่ยคิดเช่นนั้น พลางเริ่มพายเรือกลับ จินเสี่ยวซู่ถือไม้ถ่อ คอยช่วยค้ำเรือเป็นครั้งคราว หลีชิงจื้อรู้ว่าจินเสี่ยวเยี่ยเพิ่งหัดพายเรือ ตอนแรกจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่ผลกลับกลายเป็นว่าจินเสี่ยวเยี่ยพายได้ทั้งเร็วและดี อย่างมากก็แค่ตอนเลี้ยวที่ยังไม่ค่อยคล่องนัก “เสี่ยวเยี่ย เจ้าฉลาดจริง ๆ เรียนพายเรือได้เร็วถึงเพียงนี้” หลีชิงจื้อเอ่ยชม จินเสี่ยวเยี่ยกลับกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ข้ายังพายไม่ได้แบบนี้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดจู่ ๆ ถึงพายได้ดีขึ้น...” จินเสี่ยวซู่รีบกล่าวว่า “พี่สาว พวกเรารีบกลับบ้าน ก็เลยพายได้ดีขึ้น!” ตอนขามา พวกเขาพะวงโน่นพะวงนี่ จึงพายเรือได้ช้ามาก แต่เมื่อครู่นี้ไม่คิดอะไรเลย กลับพายได้ดีเป็นพิเศษ “พวกเจ้าเก่งจริง ๆ” หลีชิงจื้อหยิบหมูสามชั้นพะโล้ชิ้นหนึ่งป้อนจินเสี่ยวเยี่ย แล้วเรียกหลีต้าเหมา “ต้าเหมา เจ้าเอาเนื้อไปป้อนท่านน้าชายหน่อย” จินเสี่ยวซู่รีบกล่าวว่า “ไม่ต้อง ๆ ข้ากินเองได้” ไม้ถ่อจะไม่ค้ำก็ได้ เขาว่างมือมากินเนื้อได้พอดี จินเสี่ยวซู่ปล่อยไม้ถ่อ หยิบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมากิน พอกินเข้าไปแล้ว แม้แต่น้ำเสียงยังเปลี่ยนไป “พี่เขย เนื้อนี่หวานด้วย อร่อยเกินไปแล้ว!” เขาอมเนื้อไว้ในปาก ไม่ยอมเคี้ยวกินอย่างเสียดาย พอได้กินของอร่อย จินเสี่ยวเยี่ยกับจินเสี่ยวซู่ก็ยิ่งหิว จึงพายเรือได้เร็วกว่าเดิม เดิมทีหลีชิงจื้อคิดจะบอกจินเสี่ยวเยี่ยเรื่องของเหยาเจิ้นฟู่ แต่พอเห็นหลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมากำลังเดินวนอยู่บนเรือของบ้านตนด้วยความตื่นเต้น เขาก็ไม่ได้พูดออกมา ต่อหน้าพวกเด็ก ๆ ไม่พูดเรื่องพวกนี้จะดีกว่า ช่วงนี้กลางวันยาว ดังนั้นตอนที่พวกเขากลับถึงหมู่บ้านเมี่ยวเฉียน ฟ้ายังไม่มืด จากนั้นพวกเขาก็ถูกชาวบ้านล้อมไว้ “เสี่ยวเยี่ย เจ้าพายเรือเป็นแล้วหรือ?” “เสี่ยวเยี่ย เรือของเจ้ามาจากไหน?” “เสี่ยวเยี่ย...” ชาวบ้านตกตะลึงกันมาก ต่างพากันถามไม่หยุด จนหลีเหล่าเกินที่ตั้งใจจะเข้ามาขอของกินจากหลีชิงจื้อ แทรกเข้าไปด้านหน้าไม่ได้ หลีเหล่าเกินจึงกระโดดลงน้ำ ว่ายมาถึงข้างเรือ แล้วถามหลีชิงจื้อว่า “อาชิง วันนี้เจ้าหอบของกินกลับมาหรือไม่?” หลีชิงจื้อตอบว่า “หอบมา ท่านพ่อ ที่บ้านหุงข้าวไว้หรือยัง?” หลีเหล่าเกินตอบว่า “มี เสี่ยวเยี่ยให้พ่อหุงข้าว พ่อก็หุงแล้ว” “เช่นนั้นพวกเรากลับไปกินที่บ้านเถอะ” “ตอนนี้พ่อกินไม่ได้หรือ?” หลีเหล่าเกินถาม หลีเหล่าเกินผมหงอกทั้งศีรษะ ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย ฟันก็แทบหลุดหมดแล้ว ใต้คางแหลมยังมีหนวดขึ้นประปราย เขาเกาะกราบเรือไว้ มองหลีชิงจื้อด้วยสายตาอ้อนวอน ท่าทางนั้นชวนให้มองไม่ค่อยลงจริง ๆ หลีชิงจื้อไม่อยากทำตัวโดดเด่นเกินไปในหมู่บ้าน เพราะเช่นนั้นจะทำให้คนอื่นอิจฉาได้ง่าย “ท่านพ่อ พวกเรากลับไปกินที่บ้านเถอะ” โชคดีที่เวลานี้ จินเสี่ยวเยี่ยอธิบายเรื่องของตนให้ชาวบ้านฟังเรียบร้อยแล้ว ทุกคนจึงหลีกทางให้นาง “เสี่ยวเยี่ย เจ้ารีบกลับไปกินข้าวก่อนเถอะ กินเสร็จแล้วค่อยกลับมาเล่าเรื่องเรือของเจ้าให้พวกเราฟัง” “ได้!” จินเสี่ยวเยี่ยรับคำด้วยรอยยิ้ม ทุกคนพากันกลับถึงบ้าน หลีเหล่าเกินก็รีบถามทันที “อาชิง วันนี้เจ้าหอบของอร่อยอะไรกลับมาบ้าง?” หลีชิงจื้อกล่าวว่า “วันนี้ข้าหอบของอร่อยกลับมาหลายอย่าง” เขาพาหลีเหล่าเกินกับจินเสี่ยวซู่เข้าไปในห้องของตน จากนั้นหยิบกระด้งไม้ไผ่มาใบหนึ่ง คลี่ห่อกระดาษน้ำมันทั้งหมดออก แล้ววางอาหารลงบนกระด้ง หลีเหล่าเกินมองตาค้าง “ของเยอะขนาดนี้เชียว...” หลีชิงจื้อกล่าวว่า “วันนี้นายท่านติงเลี้ยงข้าที่หอสุรา มีอาหารเหลืออยู่ ข้าจึงหอบกลับมาทั้งหมด” ที่แท้เป็นอาหารจากหอสุรานี่เอง! หลีเหล่าเกินไม่คิดอะไรทั้งนั้น หยิบเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งใส่ปากทันที จินเสี่ยวเยี่ยเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านไปหยิบชามมาใบหนึ่ง ข้าจะแบ่งให้ท่านส่วนหนึ่ง อีกอย่าง ท่านอย่าเอาไปกินข้างนอก หากจะเอาไปอวดคนอื่น ก็เอาไปอย่างใดอย่างหนึ่งก็พอ จะได้ไม่ทำให้คนอื่นอิจฉา” หลีเหล่าเกินได้ยินก็รีบไปหยิบชามมา จินเสี่ยวเยี่ยตักอาหารทุกอย่างให้เขาอย่างละเล็กละน้อย รวมแล้วราวหนึ่งในสี่ แล้วให้เขานำไปกิน หลีเหล่าเกินเห็นดังนั้นก็พอใจมาก พวกเขามีกันสี่คน แบ่งให้เขาหนึ่งในสี่กำลังพอดี! เขาถือชามกลับเข้าห้องของตน กินไปส่วนหนึ่งก่อน แล้วจึงถือส่วนที่เหลือไปอวดคนที่ท่าน้ำ สาเหตุที่จินเสี่ยวเยี่ยตั้งใจแบ่งให้หลีเหล่าเกินส่วนหนึ่ง ก็เพราะกลัวว่าหากไม่แบ่งไว้ หลีเหล่าเกินจะกินเสียเกือบหมดโดยไม่สนใจอะไร พอหลีเหล่าเกินออกไปแล้ว นางก็แบ่งออกมาอีกหนึ่งในสี่ ให้จินเสี่ยวซู่นำกลับไปให้ท่านพ่อกับท่านแม่ชิม จากนั้นจึงนั่งกินข้าวกับจินเสี่ยวซู่ หลีเหล่าเกินหุงข้าวเร็วไปหน่อย ข้าวจึงเย็นแล้ว แน่นอนว่าฤดูร้อนเช่นนี้ก็ไม่ได้เย็นมากนัก แต่ข้าวเย็นย่อมแข็งกว่าปกติ นั่นเป็นเรื่องแน่นอน ทว่าวันนี้มีอาหารรสเลิศไว้กินกับข้าว! จินเสี่ยวเยี่ยกับจินเสี่ยวซู่กินข้าวสวยกันไปไม่น้อย ทั้งยังกินกับข้าวที่เหลือจนหมด แม้แต่คอเป็ด จินเสี่ยวซู่ก็เคี้ยวกระดูกแล้วกลืนลงท้อง “กระดูกก็ยังมีรสชาติ อร่อยจริง ๆ!” ระหว่างกิน จินเสี่ยวซู่แทบจะกลายเป็นคนช่างพูด เอาแต่พูดวนไปมาว่าอร่อย ทั้งยังบอกว่าพอพวกเขาพายเรือหาเงินได้แล้ว จะต้องไปกินข้าวที่หอสุราอีกสักครั้งให้ได้ “ภายหน้าต้องมีโอกาสแน่นอน” หลีชิงจื้อกล่าว “อืม!” จินเสี่ยวซู่พยักหน้าอย่างจริงจัง หลังจากกินข้าวเสร็จ จินเสี่ยวเยี่ยก็ไปที่ท่าน้ำ เรื่องที่นางเช่าเรือมา อย่างไรก็ต้องบอกกล่าวให้ชาวบ้านรู้ อีกทั้งเรือของนางก็ต้องนำไปจอดไว้ในสระเล็ก ข้างท่าน้ำมีสระเล็กที่ชาวหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนช่วยกันขุดขึ้นมา สระนี้ยังเชื่อมกับคูส่งน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงนาข้าวอีกด้วย จุดที่สระเล็กเชื่อมกับลำน้ำค่อนข้างแคบ และยังมีรั้วกั้นอยู่ ตอนกลางคืน นายท้ายเรือเหยาก็มักจอดเรือไว้ในสระเล็กแห่งนี้ เพียงจอดเรือไว้ด้านใน แล้วนำไม้พายกลับไปด้วย ก็แทบไม่มีใครขโมยแล้ว หมู่บ้านเช่นนี้แทบไม่มีคนนอกเข้ามา ต่อให้เข้ามาก็ไม่คุ้นทาง จะมาเปิดรั้วกลางดึกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจินเสี่ยวเยี่ยไม่ค่อยชอบพูดคุยกับผู้คน แต่วันนี้นางเช่าเรือมาได้สำเร็จ จึงตื่นเต้นอยู่บ้าง เลยอยู่คุยกับชาวบ้านที่ท่าน้ำนานกว่าปกติ จนฟ้ามืดจึงกลับบ้าน