สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 72 — 072
บทที่ 72 ต้นฉบับเล่มแรกเสร็จสมบูรณ์
นายท้ายเรือเหยาเป็นฝ่ายเสียเปรียบในเรื่องนี้ สุดท้ายจึงได้แต่รับปากว่าจะชดใช้สินเดิมของจินโม่ลี่ให้ครบถ้วน
แท้จริงแล้วสิ่งที่ป้าสะใภ้ใหญ่จินต้องการที่สุดคือที่ดิน แต่เมื่อนายท้ายเรือเหยาขายที่ดินให้ผู้อื่นไปแล้ว เงินก็ใช้ไปหมดแล้ว นางจึงไม่อาจทำอะไรได้ สุดท้ายก็ได้แต่หิ้วไก่จากบ้านสกุลเหยากลับไปหนึ่งตัว พร้อมทั้งเที่ยวพูดไปทั่วว่านายท้ายเรือเหยาไม่มีน้ำใจ ยอมขายที่ดินให้คนอื่น แต่ไม่ยอมขายให้นาง
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านไม่มีใครใส่ใจคำพูดของนาง ทุกคนต่างรู้ว่านางหวังจะกดราคา สุดท้ายจึงเสียโอกาสซื้อที่ดินไปเอง
หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องที่จินโม่ลี่ยังคงพักอยู่ที่บ้านสกุลจิน ไม่ยอมกลับบ้านสกุลเหยา
เวลานี้บ้านสกุลเหยาแทบไม่เหลือเงินแล้ว ย่อมไม่มีทางหาเงินแต่งภรรยาใหม่ให้เหยาเจิ้นฟู่ได้ ดังนั้นจึงหวังให้จินโม่ลี่กลับมา แต่นายท้ายเรือเหยาไปเชิญนางหลายครั้งก็ยังไม่สำเร็จ
ท้ายที่สุด นายท้ายเรือเหยาจึงลงไม้ลงมือกับเหยาเจิ้นฟู่ บังคับให้เขาไปเชิญภรรยากลับมา จึงสามารถรับตัวจินโม่ลี่กลับมาได้ในที่สุด ทั้งยังต้องเสียของกำนัลไปอีกไม่น้อย
ตลอดช่วงเวลานี้ บ้านสกุลเหยาสูญเสียไปไม่น้อย แต่เมื่อทุกอย่างจบลงแล้ว นายท้ายเรือเหยากลับรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
เมื่อเหยาเจิ้นฟู่เลิกเรียนหนังสือ เขาก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหาเงินอย่างบ้าคลั่งอีกต่อไป!
ทุกครั้งที่นึกว่าบุตรชายของตนนำเงินจำนวนมากไปเอาอกเอาใจสวี่เหนียง นายท้ายเรือเหยาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า ต่อไปควรดูแลตัวเองให้ดีเสียบ้าง บ้านสกุลเหยาถึงกับเริ่มมีเนื้อกินแล้ว!
................................................................................
พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งเดือนแล้วนับตั้งแต่หลีชิงจื้อซื้อที่ดินของบ้านสกุลเหยา
เช้าวันนั้น หลีชิงจื้อยังคงออกเดินทางเข้าอำเภอฉงเฉิงพร้อมกับจินเสี่ยวเยี่ยแต่เช้าตรู่เช่นเคย
นายท้ายเรือเหยาก็ออกจากหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนพร้อมกับพวกเขาเช่นกัน หลังจากไม่ต้องคอยรับส่งเหยาเจิ้นฟู่อีก เขาก็ออกแต่เช้า กลับค่ำทุกวัน
“ท่านลุงเหยา อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ” จินเสี่ยวเยี่ยเอ่ยทักนายท้ายเรือเหยา
“อรุณสวัสดิ์” นายท้ายเรือเหยายิ้ม ก่อนจะเริ่มพายเรือ
จินเสี่ยวเยี่ยเห็นว่านายท้ายเรือเหยาดูแก่ลงมาก จึงเอ่ยถามว่า “ท่านลุงเหยา งานพายเรือก็หาเงินได้ไม่น้อย ท่านไม่คิดให้เจิ้นฟู่ตามมาเรียนรู้บ้างหรือ?”
ในความคิดของจินเสี่ยวเยี่ย เมื่อเหยาเจิ้นฟู่เลิกเรียนแล้ว ก็ควรออกมาทำงาน บ้านสกุลเหยามีเรืออยู่แล้ว ให้เหยาเจิ้นฟู่เรียนพายเรือก็นับว่าเหมาะสม
“เขาไม่ยอม ตอนนี้เอาแต่ขังตัวอยู่ในห้องหนังสือทั้งวัน หากไม่ยกอาหารไปส่ง เขาก็ไม่ยอมออกมากิน” นายท้ายเรือเหยาถอนหายใจ
ตอนที่บุตรชายของเขาไปบ้านสกุลจินเพื่อรับจินโม่ลี่กลับมา ถูกคนบ้านสกุลจินด่าจนเสียหน้า พอกลับถึงบ้านก็ขังตัวอยู่ในห้องหนังสือ ไม่ยอมออกมาอีก
ตอนแรกพวกเขาก็โกรธอยู่ไม่น้อย จึงปล่อยเขาไว้ ไม่แม้แต่จะยกอาหารไปให้ ผลปรากฏว่าบุตรชายของพวกเขาไม่ยอมออกมากินข้าวจริง ๆ! สุดท้ายพวกเขาก็ไม่อาจทนเห็นบุตรชายอดตายได้ จึงได้แต่ยกอาหารไปส่งให้
แต่ถึงจะนำอาหารไปส่ง เหยาเจิ้นฟู่ก็ยังไม่ยอมพบหน้า ไม่ยอมเปิดประตู พวกเขาทำได้เพียงวางสำรับอาหารไว้หน้าประตู หลังจากพวกเขาจากไปแล้ว บุตรชายจึงค่อยเปิดประตูนำอาหารเข้าไปกิน
นายท้ายเรือเหยาบ่นอยู่เป็นนาน เขาเป็นคนรักศักดิ์ศรี แต่ตอนนี้ศักดิ์ศรีก็เสียไปจนหมดแล้ว จึงไม่คิดจะใส่ใจอีก หลังจากบ่นเสร็จ เขาก็ต้องทำงานต่อ
เมื่อจินเสี่ยวเยี่ยฟังจบก็อดถอนหายใจไม่ได้ หลีชิงจื้อเองก็รู้สึกสับสนในใจ ไม่รู้ควรกล่าวสิ่งใด
แท้จริงแล้วที่เหยาเจิ้นฟู่กลายเป็นเช่นนี้ นายท้ายเรือเหยาก็มีส่วนรับผิดชอบอยู่บ้าง ฐานะของบ้านสกุลเหยาไม่ได้ดีนัก แต่นายท้ายเรือเหยากลับส่งบุตรชายเข้าไปเรียนหนังสือในอำเภอฉงเฉิง...จึงทำให้ทัศนคติของเหยาเจิ้นฟู่ค่อย ๆ เสียสมดุล
แต่ต้นเหตุสำคัญที่สุดก็ยังอยู่ที่ตัวเหยาเจิ้นฟู่เอง เขาย่อมรู้ดีว่าฐานะของครอบครัวเป็นอย่างไร แต่กลับใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในอำเภอฉงเฉิง กินดีอยู่ดี โดยไม่เคยสนใจความเป็นอยู่ของคนในบ้านเลย
หลีชิงจื้อพาหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมามาถึงบ้านสกุลจู ก่อนจะไปกินอาหารที่ห้องครัว แล้วจึงไปเขียนหนังสือต่อ
อัตชีวประวัติของจูเฉียน เขาน่าจะเขียนเสร็จภายในวันนี้ หลีชิงจื้อเขียนอัตชีวประวัติของจูเฉียนเสร็จในช่วงบ่ายของวันนั้น หลังจากเขียนจบ เขากลับรู้สึกว่างเปล่าอยู่ลึก ๆ
ชาติก่อนเขาเคยเขียนบันทึกประจำวัน แต่ไม่เคยเขียนหนังสือมาก่อน นี่นับเป็นหนังสือเล่มแรกที่เขาเขียนจนจบ เมื่อเขียนเสร็จแล้วยังเหลือเวลาอีกมาก หลีชิงจื้อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะออกไปหาจูเฉียน
เขารู้ว่าวันนี้จูเฉียนอยู่บ้าน
“หลานชายผู้มากความสามารถมาหาลุงมีเรื่องอันใดหรือ?” จูเฉียนยิ้มพลางเอ่ยถามเมื่อเห็นหลีชิงจื้อ
“ท่านอาจู อัตชีวประวัติของท่าน ข้าเขียนเสร็จแล้วขอรับ” หลีชิงจื้อยิ้มพลางยื่นต้นฉบับชุดสุดท้ายให้จูเฉียน
“เขียนเสร็จแล้วหรือ?” จูเฉียนทั้งยินดีทั้งรู้สึกเสียดายอยู่เล็กน้อย ก่อนจะรับต้นฉบับจากมือหลีชิงจื้อมาเปิดอ่าน
วันนี้หลีชิงจื้อเขียนเพียงสองพันอักษร จูเฉียนจึงใช้เวลาไม่นานก็อ่านจบ “หลานชายผู้มากความสามารถ หนังสือเล่มนี้ของเจ้าช่างเขียนได้ดีเหลือเกิน!”
จูเฉียนรู้ดีว่าอัตชีวประวัติที่หลีชิงจื้อเขียนให้ผ่านการตกแต่งเนื้อหามาแล้ว แต่ก็เพราะเป็นเช่นนี้ เขาจึงยิ่งชื่นชอบหนังสือเล่มนี้มากขึ้น ถึงขั้นรู้สึกว่า หนังสือเล่มนี้สามารถเก็บไว้เป็นมรดกตกทอดของตระกูลได้
ตามความตั้งใจเดิมของจูเฉียน ต่อให้มอบเงินหนึ่งร้อยตำลึงให้หลีชิงจื้อก็ยังถือว่าน้อยเกินไป แต่หากให้มากเกินกว่านั้นก็ไม่เหมาะสม เพราะติงสี่ยังรอให้หลีชิงจื้อเขียนหนังสือให้อีกคน หากเขาดันค่าตอบแทนสูงเกินไป ติงสี่คงไม่พอใจ
“ท่านอาจูชมเกินไปแล้วขอรับ ท่านอาจู หนังสือเล่มนี้ข้าเขียนรวดเดียวจนจบ ระหว่างทางย่อมมีส่วนที่ตกหล่นอยู่บ้าง ไม่ทราบว่าท่านจะมอบต้นฉบับก่อนหน้านี้ให้ข้านำกลับไปเรียบเรียงใหม่อีกครั้งได้หรือไม่?” หลีชิงจื้อเอ่ยขึ้น
หนังสือเล่มนี้เขาเขียนวันละสามพันอักษร เขียนเสร็จก็ถูกคนของบ้านสกุลจูนำไปทันที แทบไม่มีโอกาสแก้ไขเลย เขายอมรับว่าตนเขียนได้ไม่เลว แต่หากได้ตรวจแก้อีกครั้ง เขาเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้จะสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเดิม ในเมื่อเขียนขึ้นมาแล้ว หลีชิงจื้อก็หวังจะทำมันให้ดีที่สุด
อีกทั้งระหว่างการตรวจแก้และคัดลอกใหม่ เขายังได้ฝึกฝีมือลายมือของตนเองด้วย เวลานี้ลายมือของหลีชิงจื้อสวยงามมากแล้ว ไม่ด้อยไปกว่าจูสวินเหมี่ยว อีกทั้งยังเขียนได้เป็นระเบียบราวกับตัวพิมพ์
ลายมือเช่นนี้เป็นรูปแบบที่กรรมการตรวจข้อสอบการสอบเคอจวี่ชื่นชอบที่สุด (科举 เคอจวี่ การสอบคัดเลือกข้าราชการ) แต่ในยุคนี้กลับยังไม่ถือว่าเป็นลายมือชั้นยอด ดังนั้นลายมือของเขาควรมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากกว่านี้
หลีชิงจื้อวางแผนว่า นอกจากเรียนหนังสือแล้ว จะหาเวลาฝึกลายมือเพิ่มเติมด้วย
“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนหลานชายผู้มากความสามารถแล้ว!” จูเฉียนย่อมยินดีอย่างยิ่งที่หลีชิงจื้อคิดเช่นนี้ “ข้าจะให้คนห่อเงินสามสิบตำลึงให้ ถือเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าช่วยตรวจแก้หนังสือ”
วันนั้นหลีชิงจื้อออกจากบ้านสกุลจูโดยมีเงินห้าสิบตำลึงอยู่ในอกเสื้อ
ในเงินห้าสิบตำลึงนี้ สามสิบตำลึงเป็นค่าตรวจแก้หนังสือให้จูเฉียน ส่วนอีกยี่สิบตำลึงเป็นเงินมัดจำที่จูเฉียนมอบให้ เพื่อให้เขาเขียนหนังสือให้ติงสี่ต่อไป.
นอกจากนี้ จูเฉียนยังให้คนเก็บเครื่องเขียนทั้งสี่อย่างที่เตรียมไว้ให้หลีชิงจื้อก่อนหน้านี้ใส่ห่อ แล้วมอบให้หลีชิงจื้อทั้งหมด เมื่อรวมกับหนังสือหลายเล่มที่หลีชิงจื้อยืมมาจากบ้านสกุลจู ตอนจากไปเขาจึงมีสิ่งของติดตัวไม่น้อยจริงๆ หลีชิงจื้อลองยกดู แต่ถึงกับยกไม่ขึ้น แม้ร่างกายของเขาจะดีขึ้นมากแล้ว แต่โดยรวมก็ยังอ่อนแออยู่
“อาจารย์หลี นายท่านสั่งให้ข้าไปส่งท่านขอรับ!” โชคดีที่จูเฉียนจัดคนมาส่งหลีชิงจื้อ คนผู้นั้นใช้ไม้คานหาบสิ่งของ แล้วส่งหลีชิงจื้อไปจนถึงสถานที่ที่จินเสี่ยวเยี่ยมารับเขาเป็นประจำ
ย่าจินมาถึงที่นี่แล้ว ในช่วงหลายวันที่บ้านสกุลเหยาเกิดเรื่อง ย่าจินไม่ได้ตามเข้าอำเภอฉงเฉิง แต่หลายวันมานี้นางกลับมาทุกวันอีกครั้ง!
ทุกเช้า นางจะไปกินอาหารที่บ้านสกุลหลีหนึ่งมื้อ จากนั้นก็ตามจินเสี่ยวเยี่ยเข้าอำเภอฉงเฉิงไปเก็บของเก่า
หลีชิงจื้อเคยถามนางถึงรายได้จากการเก็บของเก่า และทราบว่านางเก็บมาครึ่งเดือน รวมแล้วได้เงินประมาณห้าสิบอีแปะ นอกจากนี้ยังนำฟืนหรือสิ่งของอื่นที่ยังใช้ได้กลับบ้านไปด้วย
บ้านสกุลจินไม่ได้ขาดแคลนเงิน ในสายตาของหลีชิงจื้อ ย่าจินไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ แต่เห็นได้ชัดว่าย่าจินกลับสนุกกับมันจนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หอยขมบริเวณท่าน้ำถูกย่าจินเก็บจนหมดแล้ว นางจึงไม่ได้ลงน้ำ แต่นั่งรออยู่บนขั้นหิน
เมื่อเห็นหลีชิงจื้อหอบหิ้วสิ่งของมามากมาย ย่าจินก็ถามว่า “เหตุใดเจ้าถึงนำของมามากมายเช่นนี้? ได้มาจากที่ใด?”
หลีชิงจื้อตอบว่า “ท่านย่า ต่อไปข้าจะไม่ไปคัดลอกหนังสือที่บ้านสกุลจูแล้ว จึงเก็บของของข้าที่อยู่บ้านสกุลจูกลับมาขอรับ”
“เจ้าไม่คัดลอกหนังสือที่บ้านสกุลจูแล้วหรือ? เช่นนั้นก็ไม่มีเงินหาแล้วไม่ใช่หรือ?” ย่าจินขมวดคิ้ว
หลีชิงจื้อตอบว่า “ก็ไม่ถึงกับเป็นเช่นนั้นขอรับ ข้ารับงานอื่นมาแล้ว สามารถคัดลอกหนังสืออยู่ที่บ้านได้”
“เช่นนั้นก็ดี...แต่ถ้าเจ้าไม่ไปคัดลอกหนังสือที่บ้านสกุลจู ข้าก็เข้าอำเภอฉงเฉิงไม่ได้แล้ว” ย่าจินไม่ค่อยพอใจนัก
หลีชิงจื้อชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่ไปคัดลอกหนังสือแล้ว เหตุใดย่าจินจึงเข้าอำเภอฉงเฉิงไม่ได้?
แต่เมื่อครุ่นคิดอย่างละเอียด เขาก็เข้าใจขึ้นมา จินเสี่ยวเยี่ยเข้าอำเภอฉงเฉิงตามเวลาที่แน่นอนทุกวัน และกลับตามเวลาที่แน่นอนเช่นกัน ก็เพื่อรับส่งเขา
หากเขาไม่ไปคัดลอกหนังสือที่บ้านสกุลจู จินเสี่ยวเยี่ยย่อมไม่ทำเช่นนี้อีก อย่างเช่นวันนี้ ต่อให้จินเสี่ยวเยี่ยรับงานไปส่งคนใกล้หมู่บ้านเมี่ยวเฉียน เมื่อถึงเวลานางก็จำเป็นต้องเข้าอำเภอฉงเฉิงมารับเขา แต่หากเขาไม่ได้เข้าอำเภอฉงเฉิง จินเสี่ยวเยี่ยก็สามารถกลับหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนได้โดยตรง
ย่าจินตามเขามาโดยสารเรือโดยไม่เสียเงินได้ แต่หากคิดให้จินเสี่ยวเยี่ยรับส่งนางเป็นการเฉพาะ จินเสี่ยวเยี่ยย่อมไม่ยินยอม เพราะย่าจินไม่จ่ายเงิน!
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน จินเสี่ยวเยี่ยก็มาถึง วันนี้จินเสี่ยวเยี่ยไม่ได้ประดับดอกไม้บนศีรษะ แต่แถบผ้าที่ใช้มัดผมของนางงดงามมาก นี่เป็นสินค้าแบบใหม่ที่นางเพิ่งได้รับมาเมื่อวาน ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา กิจการของจินเสี่ยวเยี่ยดีมาก
ในอำเภอฉงเฉิงมีหญิงที่ทำงานเย็บปักเป็นอยู่มากมาย พวกนางส่วนใหญ่ไม่ไปนั่งทอผ้าที่โรงทอผ้าตลอดทั้งวันเหมือนฮูหยินสวี แต่ก็ไม่รังเกียจที่จะรับงานเล็กน้อยไปทำในเวลาว่าง เพื่อหาเงินติดมือบ้าง