สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 96 — 096
บทที่ 96 กลับถึงหมู่บ้านเมี่ยวเฉียน ตลอดทั้งวันนี้ ชาวบ้านต่างพูดคุยกันแต่เรื่องนี้ พวกเขาเหมือนกับจินเสี่ยวซู่ ต่างพากันจินตนาการว่างานชุมนุมแต่งบทกวีของบัณฑิตจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร พวกเขาคิดว่าในงานชุมนุมแต่งบทกวีจะต้องมีขนมไหว้พระจันทร์หลากหลายไส้ ไส้ถั่วแดงกวนต้องมีแน่นอน ขนมไหว้พระจันทร์ไส้เนื้อก็น่าจะมี บางทีอาจมีไส้ธัญพืชห้าชนิดด้วย! ก่อนหน้านี้หลีชิงจื้อมักซื้อของกินกลับบ้านอยู่เสมอ ครั้งนี้ก็น่าจะซื้อกลับมาเช่นกัน ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้กิน แต่ขอเพียงได้เห็นก็ถือว่าเปิดหูเปิดตา คราวหน้าเวลาไปเยี่ยมญาติที่อื่น ก็ยังมีเรื่องเอาไว้พูดคุย เพราะคิดเช่นนี้ ชาวบ้านบางคนถึงกับไปยืนรออยู่ที่ท่าน้ำ เพียงเพื่อจะได้เห็นหลีชิงจื้อเป็นคนแรก ส่วนคนที่ร้อนใจที่สุด ยังคงเป็นหลีเหล่าเกิน วันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ ตอนที่หลีชิงจื้อออกจากบ้าน หลีเหล่าเกินเคยบอกเขาว่าทั้งชีวิตยังไม่เคยได้กินขนมไหว้พระจันทร์ทั้งลูก ตอนนั้นหลีชิงจื้อรับปากว่าจะซื้อกลับมาให้ ให้เขาได้กินทั้งลูกสักครั้ง พอเห็นเรือเทียบท่า หลีเหล่าเกินก็รีบเบียดคนเข้าไปด้านหน้า “อาชิง อาชิง! เจ้าซื้อขนมไหว้พระจันทร์มาให้ข้าหรือไม่?” พูดจบ หลีเหล่าเกินก็รีบเอาความดีความชอบมาอวดจินเสี่ยวเยี่ย “เสี่ยวเยี่ย ข้าทำกับข้าวเสร็จแล้วนะ ยังทำตามที่เจ้าบอก ตุ๋นเป็ดกับหน่อไม้แห้งไว้ให้พวกเจ้าด้วย” เพราะวันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ จินเสี่ยวเยี่ยจึงกำชับหลีเหล่าเกินล่วงหน้า ให้ฆ่าเป็ดหนึ่งตัวแล้วนำไปตุ๋นกับหน่อไม้แห้ง หลีเหล่าเกินทำอาหารไม่ค่อยเก่ง แต่เป็ดตุ๋นหน่อไม้แห้งเพียงแค่นำเป็ดกับหน่อไม้แห้งลงต้มในน้ำจนสุกแล้วเติมเกลือ เขายังพอทำได้ “อาชิงบาดเจ็บ เลยไม่ได้ซื้อขนมไหว้พระจันทร์” จินเสี่ยวเยี่ยเห็นหลีเหล่าเกินร้อนใจเสียจนอยู่ไม่ติด ก็ทั้งขำทั้งเอ็นดู “อาชิงบาดเจ็บหรือ? เกิดอะไรขึ้น?” หลีเหล่าเกินถามอย่างสงสัย ชาวบ้านก็ไม่เข้าใจเช่นกัน หลีชิงจื้อออกจากบ้านไปดี ๆ เหตุใดถึงบาดเจ็บกลับมา? แม้แต่จ้าวเหล่าซานก็ยังชะโงกหน้าออกมาจากด้านหลังฝูงชน “อาชิงเป็นอะไรไป?” วันไหว้พระจันทร์ถือเป็นเทศกาลสำคัญวันหนึ่ง หลายครอบครัวจะซื้อเนื้อกลับมากิน ฐานะดีหน่อยก็ฆ่าไก่หรือเป็ดสักตัว แม้แต่ครอบครัวที่ยากจนกว่านั้น ก็ยังนึ่งไข่สักสองสามฟองกินกัน แต่ในชนบท คนในครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากันทุกวัน จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการอยู่พร้อมหน้ามากนัก ก่อนหน้านี้จ้าวเสี่ยวโต้วบอกว่าจะกินข้าวที่บ้านสกุลหลี่ คนในบ้านสกุลจ้าวจึงไม่ได้รอเขา และกินข้าวกันตั้งแต่หัวค่ำ แต่หลังจากกินข้าวเสร็จ จ้าวเหล่าซานก็มาที่หมู่บ้านเมี่ยวเฉียน หลังรู้ว่าจ้าวหมั่นชางเกือบถูกตีตายที่บ้านสกุลหง เขาก็รู้สึกหวาดเสียวเป็นอย่างยิ่ง เสี่ยวโต้วของบ้านเขาอายุน้อยกว่าจ้าวหมั่นชางตั้งหนึ่งปี จ้าวหมั่นชางยังเกือบถูกตีตาย แล้วหากเป็นเสี่ยวโต้วของบ้านเขา... ไม่ได้! คิดต่อไปไม่ได้อีกแล้ว! ยังดีที่หลีชิงจื้อยอมรับเสี่ยวโต้วไว้ มิฉะนั้นบางทีเขาอาจส่งเสี่ยวโต้วไปจริง ๆ จ้าวเหล่าซานตั้งใจมาขอบคุณหลีชิงจื้อโดยเฉพาะ แต่ไม่คิดว่าจะรู้ข่าวว่าหลีชิงจื้อได้รับบาดเจ็บ จินเสี่ยวซู่รู้เรื่องทั้งหมดจากจินเสี่ยวเยี่ยแล้ว จึงรีบพูดขึ้นทันที “ก็เพราะบ้านสกุลหงนั่นน่ะสิ! คุณชายน้อยของบ้านพวกเขาเป็นคนวิกลจริต จับเด็กคนหนึ่งแล้วทุบตีจนแทบเอาชีวิตไม่รอด พี่เขยของข้าใจดี ก็เลยเข้าไปห้าม สุดท้ายกลับถูกตีจนแขนหัก...วันนี้เรื่องนี้ถึงกับขึ้นศาลว่าความเลย!” “ขึ้นศาลว่าความหรือ?” ชาวบ้านต่างสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ เพียงเห็นเจ้าหน้าที่ศาลพวกเขาก็กลัวแล้ว นับประสาอะไรกับการขึ้นศาลว่าความ เรื่องนี้ต้องใหญ่เพียงใดกัน! ในเวลานั้นเอง หลีชิงจื้อก็ลงจากเรือ แขนของเขาถูกดามด้วยแผ่นไม้แล้วคล้องไว้กับคอ มองปราดเดียวก็รู้ว่าแขนหัก “หลีชิงจื้อ เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” “คุณชายน้อยบ้านสกุลหงผู้นั้นน่ากลัวจริง ๆ!” “เรื่องขึ้นศาลว่าความแล้ว สุดท้ายตัดสินอย่างไร?” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวว่า “บ้านสกุลหงชดใช้เงินห้าสิบตำลึง...ทุกท่านช่วยหลีกทางหน่อย พวกเราจะรีบกลับบ้านไปกินข้าว” จินเสี่ยวเยี่ยหยิบคานหาบมาหาบผ้าที่อยู่บนเรือ ส่วนของอื่น ๆ ก็ให้หลีเหล่าเกินกับจินเสี่ยวซู่ช่วยถือ แล้วพากันเดินกลับบ้าน จ้าวเหล่าซานไม่ได้ช่วยถือของ จึงถามหลีชิงจื้อว่า “อาชิง ให้ข้าแบกเจ้าหรือไม่?” “ท่านอาสาม ข้าเดินเองได้” หลีชิงจื้อยิ้มตอบ จ้าวเหล่าซานถามต่อว่า “อาชิง เด็กที่เจ้าช่วยไว้ ใช่จ้าวหมั่นชางหรือไม่?” ก่อนหน้านี้ตอนคนของบ้านสกุลจูไปหาบิดาของจ้าวหมั่นชางก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เขารู้เพียงว่าจ้าวหมั่นชางเกือบถูกตีตาย พอได้ฟังจินเสี่ยวซู่พูด จึงเพิ่งรู้ว่าการบาดเจ็บของหลีชิงจื้อเกี่ยวข้องกับจ้าวหมั่นชางด้วย “ใช่แล้ว” หลีชิงจื้อตอบ ชาวบ้านต่างอยากรู้อยากเห็น จึงเดินตามหลีชิงจื้อและพวกกลับไปยังบ้านสกุลหลี่ พลางถามโน่นถามนี่ไม่หยุด พอถามไปถามมา ก็พอรู้เรื่องทั้งหมดคร่าว ๆ “หลีชิงจื้อช่างโชคร้ายจริง ๆ แค่ไปงานชุมนุมแต่งบทกวี กลับถูกตีจนแขนหัก” “บ้านสกุลหงไม่ใช่คนจริง ๆ! ทั้งที่รู้ว่าลูกตัวเองวิกลจริต ยังไม่คอยดูแลให้ดี!” “ศาลว่าความเป็นอย่างไร? เซี่ยนลิ่งโก่วหน้าตาเป็นเช่นไร?” “ถึงกับชดใช้เงินห้าสิบตำลึง เยอะเหลือเกิน...” “หลีชิงจื้อจิตใจดีจริง ๆ ข้ารู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นคนดี” ................................................................................................................. เมื่อรู้ว่าหลีชิงจื้อแขนหัก ชาวบ้านต่างก็สงสารเขา แต่พอรู้ว่าบ้านสกุลหงชดใช้เงินให้ถึงห้าสิบตำลึง ก็อดอิจฉาไม่ได้ หากมีผู้ใดตีแขนพวกเขาหักแล้วจ่ายเงินให้ห้าสิบตำลึง...พวกเขาคงยินดีเสียด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกว่าหลีชิงจื้อเป็นคนดี คนที่กล้าลุกขึ้นช่วยเหลือผู้อื่นอย่างมีคุณธรรมเช่นนี้ ย่อมไม่มีใครรังเกียจ ชาวบ้านต่างพากันชื่นชมหลีชิงจื้อ จินเสี่ยวเยี่ยหันมองเขาแวบหนึ่ง ก็รู้สึกว่าหลีชิงจื้อเป็นคนดีจริง ๆ สายตาของนางช่างเฉียบแหลมเหลือเกิน ถึงได้เลือกบุรุษที่ดีเช่นนี้! ไม่นานพวกเขาก็มาถึงบ้านสกุลหลี่ คนในบ้านสกุลหลี่ยังไม่ได้กินข้าว ชาวบ้านจึงไม่ได้ตามเข้าไป เพียงยืนคุยกับจ้าวเหล่าซานอยู่ด้านนอก เพราะจ้าวเหล่าซานเองก็รู้เรื่องอยู่ไม่น้อย ภายในบ้านสกุลหลี่ ทันทีที่หลีชิงจื้อก้าวเข้าไปในห้องโถง หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาก็รีบวิ่งเข้ามาล้อมเขาไว้ “ท่านพ่อ! ท่านพ่อเป็นอะไรไป?” เด็กทั้งสองจ้องแขนที่คล้องอยู่ของหลีชิงจื้อด้วยความสงสัย หลีชิงจื้อกล่าวว่า “แขนของพ่อหัก” หลีเอ้อร์เหมาตกใจทันที “ท่านพ่อ ต่อไปท่านไม่มีแขนแล้วหรือ?” หลีชิงจื้อกระแอมเบา ๆ “ก็...ยังมีอยู่” “แขนของท่านพ่อพวกเจ้าแค่หัก เดี๋ยวก็หาย คนเขายังชดใช้เงินให้ตั้งห้าสิบตำลึง!” หลีเหล่าเกินพูดด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม ตอนแรกที่รู้ว่าหลีชิงจื้อแขนหัก หลีเหล่าเกินเป็นห่วงมาก แต่พอมารู้ทีหลังว่าแขนข้างนี้แลกเงินมาได้ตั้งห้าสิบตำลึง เขากลับดีใจขึ้นมาทันที นั่นตั้งห้าสิบตำลึงเงินเชียวนะ! เมื่อคิดเช่นนี้ หลีเหล่าเกินก็ยังพูดกับหลีชิงจื้ออีกว่า “แขนหักก็ดีเหมือนกันนะ ต่อไปไม่ต้องทำงาน แถมยังเดินเที่ยวไปทั่วได้อีก” หลีชิงจื้อ “...” อาหารมื้อนี้หลีเหล่าเกินเป็นคนเตรียม มีเพียงเป็ดตุ๋นหน่อไม้แห้งกับอาหารนึ่งอีกสองอย่าง ไม่ได้หรูหราอะไร เดิมทีหลีชิงจื้อตั้งใจจะซื้อขนมไหว้พระจันทร์จากในอำเภอกลับมา แต่สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสซื้อ “นายท่านจูส่งขนมไหว้พระจันทร์มาให้ด้วย!” จินเสี่ยวเยี่ยซึ่งกำลังจัดของที่บ้านสกุลจูมอบให้ จู่ ๆ ก็ร้องขึ้น พวกเขาเห็นผ้าที่จูเฉียนมอบให้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าภายในกล่องอีกหลายใบใส่อะไรไว้ แต่เมื่อหลีชิงจื้อเห็นสีหน้าของจินเสี่ยวเยี่ยที่พยายามเก็บความยินดีไว้ไม่มิด...ของที่อยู่ในกล่องเหล่านั้น คงมีมูลค่าไม่น้อยแน่ จินเสี่ยวเยี่ยสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนยกกล่องใบหนึ่งมาวางบนโต๊ะ ภายในกล่องมีขนมไหว้พระจันทร์สิบหกลูก รูปลักษณ์แตกต่างกันเล็กน้อย น่าจะแบ่งเป็นสองรสชาติ ขนมไหว้พระจันทร์เก็บไว้ได้หลายวัน แต่ก็เก็บไว้นานเกินไปไม่ได้...จินเสี่ยวเยี่ยหยิบให้จ้าวเสี่ยวโต้วสองลูก แล้วหยิบให้อีกสี่ลูกแก่จินเสี่ยวซู่ ส่วนที่เหลืออีกสิบลูก พอดีสำหรับนาง หลีชิงจื้อ หลีเหล่าเกิน หลีต้าเหมา และหลีเอ้อร์เหมา คนละสองลูก จ้าวเสี่ยวโต้วกับจินเสี่ยวซู่ต่างก็ยังไม่กินขนมไหว้พระจันทร์ เพราะตั้งใจจะนำกลับไปกินพร้อมหน้ากับคนในครอบครัว ส่วนหลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาตกลงกันว่าจะช่วยกันแบ่งขนมไหว้พระจันทร์ต่างรสชาติคนละลูกกินก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยแบ่งอีกสองลูกที่เหลือกิน จินเสี่ยวเยี่ยเองก็กินเพียงลูกเดียว มีเพียงหลีชิงจื้อกับหลีเหล่าเกินเท่านั้นที่กินขนมไหว้พระจันทร์ของตนหมดทั้งสองลูก