ฉันอาศัยการเผือกจนได้โควตางานรัฐในยุค 70
ตอนที่ 11 — 011
บทที่ 11 ขี้เกียจจนตาย
พริบตาเดียวก็มาถึงวันที่ต้องไปขึ้นรถไฟ พ่อถานกับแม่ถานต่างลางานครึ่งวันในช่วงเช้า ทั้งคู่ยืมจักรยานมาสองคันเพื่อไปส่งถานเยี่ยนลู่กับเจียงพั่นอวี๋ที่สถานีรถไฟ
ทั้งสี่คนออกเดินทางตั้งแต่ตีห้า กว่าจะถึงสถานีรถไฟก็เกือบเที่ยงแล้ว หลังจากเด็กสาวทั้งสองเข้าไปตรวจตั๋วและผ่านประตูเข้าสถานี พ่อถานกับแม่ถานที่คอยเฝ้าสัมภาระอยู่บนชานชาลา จึงช่วยยัดสัมภาระของทั้งคู่ส่งผ่านหน้าต่างเข้าไปในตู้โดยสาร ทั้งคู่ยังคอยกำชับเด็กสาวทั้งสองไม่หยุด ให้ผลัดกันพัก ผลัดกันเฝ้าสัมภาระและระวังข้าวของต่าง ๆ เจียงพั่นอวี๋กับถานเยี่ยนลู่ก็รับปากซ้ำแล้วซ้ำเล่า
รถไฟค่อย ๆ เคลื่อนตัว พาเด็กสาวทั้งสองจากบ้านเกิดที่เติบโตมา มุ่งหน้าไปสู่อนาคตที่ไม่อาจคาดเดา
จากหงเฉิงไปยังมณฑลเป่ย์ ต้องใช้เวลาราวสองวันหนึ่งคืน บนรถไฟมีเยาวชนลงชนบทจำนวนไม่น้อยที่เดินทางไปพร้อมกับเจียงพั่นอวี๋และถานเยี่ยนลู่
ไม่นานหลังขึ้นรถไฟ เยาวชนเหล่านั้นก็เริ่มทำความรู้จักกัน ต่างพากันตามหา “คนบ้านเดียวกัน” ที่จะไปอยู่พื้นที่เดียวกันในอนาคต
ส่วนถานเยี่ยนลู่กับเจียงพั่นอวี๋ก็ได้รู้จักคนบ้านเดียวกันสองคนเช่นกัน แต่ทั้งสองเป็นคนท้องถิ่นของจริง เป็นคุณป้าชาวบ้านที่มีลูกชายไปรับราชการทหารอยู่ต่างถิ่น ครั้งนี้ทั้งสองอาศัยช่วงก่อนฤดูงานเกษตรจะเริ่ม เดินทางไปเยี่ยมลูกชายที่กองทัพ ตอนนี้กำลังกลับบ้านพอดี จึงได้นั่งรถไฟขบวนเดียวกับเจียงพั่นอวี๋และถานเยี่ยนลู่
คุณป้าทั้งสองคน หนึ่งชื่อหยางกุ้ยอิง อีกคนชื่อเฉินล่าเหมย เป็นหญิงชาวชนบทเต็มตัว และชอบเล่าเรื่องซุบซิบเป็นที่สุด
หลังจากดื่มน้ำยาฟื้นฟูเส้นประสาทและพักฟื้นอยู่ครึ่งเดือน เจียงพั่นอวี๋ก็หายเป็นปกติแล้ว พอเริ่มพูดก็พูดไม่หยุด “คุณป้าคะ เล่าเรื่องหมู่บ้านของพวกเราหน่อยได้ไหมคะ พวกเราสองคนไปถึงที่นั่นก็ไม่รู้จักใครเลย กว่าจะได้เจอคนท้องถิ่นสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ช่วยเล่าธรรมเนียมประเพณีในท้องถิ่นให้พวกเราฟังหน่อยนะคะ อย่างน้อยพอรู้ไว้ก็จะได้ไม่กังวล”
หยางกุ้ยอิงตบต้นขาฉาดหนึ่งก่อนพูดว่า “จะไปกังวลอะไร ที่ชนบทแค่ลงนาแล้วก็ทำงาน อย่าขี้เกียจ อย่าเลือกแต่งานเบา”
“ขอแค่ขยันทำงาน ต่อให้ไม่เป็นอะไรสักอย่าง คนอื่นก็ยังมองเธอดี”
“แต่ถ้าทำอะไรก็ไม่เป็น แถมยังชอบสร้างปัญหา แบบนั้นอย่าว่าแต่ในหมู่บ้านเลย ต่อให้อยู่ในเมืองของพวกเธอก็คงไม่มีใครชอบเหมือนกัน”
“ก็จริงค่ะ คุณป้า แล้วช่วยเล่าเรื่องการคิดคะแนนงานให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมคะ ดูแขนขาเล็ก ๆ ของฉันสิคะ แบบนี้จะหาเลี้ยงตัวเองไหวหรือเปล่า” เจียงพั่นอวี๋ชวนทั้งสองคุยต่อ
หยางกุ้ยอิงกับเฉินล่าเหมยมองร่างผอมบางที่ทั้งขาดสารอาหารและเจริญเติบโตช้าของเจียงพั่นอวี๋ ก่อนให้ความเห็นว่า “เรื่องนี้จะว่ายังไงดีล่ะ ที่ชนบทขอแค่ไม่ขี้เกียจ ต่อให้แค่ขุดผักป่าก็ยังอิ่มท้องได้”
“จะอยู่ดีกินดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าขยันหรือเปล่า อย่างหมู่บ้านพวกเราไม่เคยมีใครอดตายหรอก แต่คนที่ขี้เกียจจนตายน่ะมี”
“หา! ยังมีคนขี้เกียจจนตายด้วยเหรอ?” คำพูดของเฉินล่าเหมยดึงดูดความสนใจของเจียงพั่นอวี๋กับถานเยี่ยนลู่ในทันที ทั้งคู่เพิ่งเคยได้ยินว่ามีคนขี้เกียจจนตายเป็นครั้งแรก เจียงพั่นอวี๋จึงเร่งให้เฉินล่าเหมยเล่ารายละเอียดต่อ
เมื่อเห็นดวงตาคู่โตสองคู่ที่เปล่งประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น หยางกุ้ยอิงกับเฉินล่าเหมยก็ถูกจุดไฟแห่งการซุบซิบขึ้นมาทันที ทั้งสองผลัดกันเล่าเรื่องเก่าเรื่องหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน
“เมื่อก่อนในตำบลของพวกเรา มีบ้านเศรษฐีท้องถิ่นอยู่ตระกูลหนึ่ง หลายชั่วอายุคนมีลูกชายคนเดียวมาตลอด พอมาถึงรุ่นของเขา ก็คลอดลูกสาวติดกันตั้งเจ็ดแปดคน กว่าจะได้ลูกชายสักคน”
“ตอนอุ้มลูกชายได้ เขาก็อายุเกือบสี่สิบแล้ว เลยรักลูกชายคนนี้เสียยิ่งกว่าดวงตาในเบ้า กลัวจะหกล้มก็อุ้มไว้ในมือ กลัวจะเป็นอันตรายก็อมไว้ในปาก เลี้ยงดูประคบประหงมราวกับแก้วตาดวงใจ”
“พอเด็กคนนั้นอายุเจ็ดแปดขวบก็ยังต้องมีคนอุ้มเดิน เพราะถูกเลี้ยงจนเคยตัว ขี้เกียจไปเสียทุกอย่าง จะทำอะไรก็มีคนคอยปรนนิบัติ”
ต่อมาหลังการปลดแอก ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน ทรัพย์สินและคนรับใช้ของบ้านเศรษฐีท้องถิ่นก็ถูกริบไปจนหมด
เศรษฐีท้องถิ่นคนนั้นจึงต้องอยู่ปรนนิบัติลูกชายจอมขี้เกียจร่วมกับภรรยาต่อไป คนแรกที่จากไปคือเศรษฐีท้องถิ่น เขายังถือว่าโชคดี เพราะตอนเสียชีวิตภรรยายังมีชีวิตอยู่และช่วยจัดงานศพให้เขาได้อย่างสมเกียรติ
แต่พอถึงคราวภรรยาของเศรษฐีท้องถิ่นกลับไม่มีวาสนาเช่นนั้น วันหนึ่งหญิงชราล้มตัวลงนอนบนเตียงแล้วก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย ขณะที่ลูกชายจอมขี้เกียจก็อยู่ห่างจากแม่ของตัวเองเพียงประตูไม้กั้นบานเดียว
ระยะทางแค่สามก้าวเท่านั้น หลังจากแม่ของเขากลับเข้าห้องไปนอนแล้วไม่ออกมาอีก เขากลับไม่คิดแม้แต่จะลุกไปดูว่าแม่แท้ ๆ ของตัวเองเป็นอะไร
ลูกชายจอมขี้เกียจกินทุกอย่างที่หยิบถึงมือจนหมด พอไม่มีอะไรกินก็ยังนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม่ยอมขยับตัว พอทนไม่ไหวก็ขับถ่ายอยู่บนเตียงเสียอย่างนั้น
จนกระทั่งลูกสาวของเศรษฐีท้องถิ่นมาเยี่ยมแม่ จึงพบว่าแม่เสียชีวิตไปแล้ว ร่างแข็งทื่อหมดแล้ว
ส่วนน้องชายจอมขี้เกียจของพวกเธอก็เกือบอดตาย ทั้งที่ตัวและผ้าปูที่นอนเต็มไปด้วยอุจจาระและปัสสาวะ
ลูกสาวทั้งหลายโกรธจนแทบทนไม่ไหว หลังจากจัดงานศพให้แม่เสร็จแล้วก็ไม่สนใจน้องชายคนนี้อีก สุดท้ายลูกชายจอมขี้เกียจก็อดอาหารตายอยู่ในลานบ้านของตัวเอง
“แต่ทุกคนต่างพูดว่าเขาขี้เกียจจนตาย ไม่อย่างนั้นทั้งที่ในครัวก็มีของกินของใช้ครบ เขาแค่ไม่ยอมขยับตัวทำอะไรเองจนปล่อยให้ตัวเองตาย ถ้าไม่เรียกว่าขี้เกียจจนตาย แล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะ”
คนทั้งตู้โดยสารฟังกันอย่างออกรสออกชาติ เจียงพั่นอวี๋กับถานเยี่ยนลู่เองก็อดทอดถอนใจไม่ได้ โลกนี้ช่างมีคนแปลกประหลาดเหนือความคาดหมายจริง ๆ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่มีวันขาดคนประหลาดเช่นนี้
หลังจากรถไฟวิ่งมาได้ครึ่งวันก็จอดอีกครั้ง มีผู้โดยสารสะพายสัมภาระขึ้นรถไฟมาเพิ่ม แล้วที่นั่งข้างเจียงพั่นอวี๋กับถานเยี่ยนลู่ก็มีคนนั่งลง
เป็นหนุ่มสาววัยสิบกว่าปีคู่หนึ่ง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเยาวชนลงชนบทเหมือนกัน ฝ่ายชายสะพายสัมภาระพะรุงพะรัง พอวางของเสร็จก็นั่งลงข้างถานเยี่ยนลู่
ส่วนฝ่ายหญิงมีของติดตัวไม่มากนัก จึงนั่งลงข้างเจียงพั่นอวี๋ ทั้งสองแนะนำตัวว่าฝ่ายชายชื่อต้วนเจิ้ง ฝ่ายหญิงชื่อเสิ่นซือเหลย ทั้งคู่เป็นเพื่อนบ้านกันและยังมีความเกี่ยวดองเป็นญาติกันอยู่บ้าง จึงเดินทางไปลงชนบทด้วยกัน
ต้วนเจิ้งเป็นคนช่างสร้างบรรยากาศ หลังแนะนำตัวเสร็จก็เริ่มชวนเจียงพั่นอวี๋และคนอื่น ๆ พูดคุยเรื่องสภาพอากาศของทั้งสองพื้นที่ “ผมได้ยินมาว่าฤดูหนาวของมณฑลเป่ย์หนาวมาก น้ำหยดเดียวก็กลายเป็นน้ำแข็งแล้ว แต่ปลายเดือนหกแถวบ้านพวกเรายังร้อนแทบแย่”
“ได้ยินว่าพอปลายเดือนเจ็ดถึงเดือนแปด ตอนกลางคืนที่มณฑลเป่ย์ก็เริ่มต้องใส่เสื้อแขนยาวกันแล้ว”
คำพูดนี้ได้รับการเห็นด้วยจากหยางกุ้ยอิง “จริงจ้ะ บ้านพวกป้าหนาวกว่าที่นี่มาก พวกเธอไม่เคยเห็นหิมะมาก่อน ช่วงแรก ๆ คงไม่ชินแน่”
ถานเยี่ยนลู่พยักหน้า “ใช่ค่ะ ได้ยินมาว่าหน้าหนาวที่นั่นหิมะปกคลุมไปหมด ถ้าไม่ห่อตัวหนา ๆ ก็ออกจากบ้านไม่ได้ หนาวมากจริง ๆ”
“ฉันเอาเสื้อกันหนาวมาหลายตัว แล้วยังหอบผ้าห่มมาตั้งสองผืน กลัวว่าที่นั่นจะหนาวจนกลางคืนนอนไม่หลับ แต่พอเอามาเยอะขนาดนี้ก็เริ่มกลุ้ม เพราะฉันคนเดียวแบกของทั้งหมดไม่ไหว”
“เวลาเดินก็เหมือนเต่าเลย ถ้าระหว่างทางหลงจากกลุ่มขึ้นมาจริง ๆ ก็คงไม่รู้จะพึ่งใคร”
ต้วนเจิ้ง เจียงพั่นอวี๋ รวมทั้งคนรอบข้างต่างหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
เสิ่นซือเหลยที่นั่งเงียบมาตลอดกลับเอ่ยขึ้นว่า “ฉันไม่ได้เอาสัมภาระมาเยอะขนาดนั้นหรอก ที่บ้านบอกว่าจะส่งไปรษณีย์ตามไปให้ถึงมณฑลเป่ย์”
“ถึงจะเสียค่าไปรษณีย์เพิ่มหน่อย แต่ก็สบายตัวกว่าเยอะ พวกเธอเสียดายค่าไปรษณีย์ ก็เลยต้องแบกกันเองละนะ!”
ตอนที่เสิ่นซือเหลยพูดประโยคนี้ บนใบหน้ามีรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจเจืออยู่ ราวกับคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น พูดกันตามตรง ท่าทางเธอดูไม่ใช่คนฉลาดนัก
ถานเยี่ยนลู่ยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่ใส่ใจคำพูดนั้น แต่ในใจกลับจัดให้คนคนนี้อยู่ในรายชื่อบุคคลที่ไม่ควรคบหาเรียบร้อยแล้ว ต้วนเจิ้งก็ไม่พูดถึงเรื่องเมื่อครู่อีก เขาหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน ส่วนเจียงพั่นอวี๋ก็เอนหลังพิงพนัก แล้วหันไปคุยกับหยางกุ้ยอิงและเฉินล่าเหมยต่อ
เมื่อเห็นว่าทั้งสามคนไม่สนใจตัวเองแล้ว เสิ่นซือเหลยก็เม้มปากก่อนจะเงียบลง เหม่อมองวิวด้านนอกหน้าต่าง แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นเจียงพั่นอวี๋ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ และเห็นเสื้อผ้าที่ปะชุนซ้อนกันหลายชั้นของเธอ แววตาก็เผยความรังเกียจออกมา ก่อนจะขยับตัวเบียดเข้าไปด้านใน ราวกับกลัวว่าจะถูกเจียงพั่นอวี๋แตะต้อง ส่วนเจียงพั่นอวี๋กำลังตั้งใจฟังคุณป้าทั้งสองเล่าเรื่องอย่างออกรสออกชาติ จึงไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้ารังเกียจของเสิ่นซือเหลยเลย