← สารบัญ ฉันอาศัยการเผือกจนได้โควตางานรัฐในยุค 70

ฉันอาศัยการเผือกจนได้โควตางานรัฐในยุค 70

ตอนที่ 6006

บทที่ 6 จากลา

“ถ้าอย่างนั้น ภารกิจของฉันก็คือช่วยถานเยี่ยนลู่เดินบนเส้นทางชีวิตอีกครั้ง และช่วยให้เธอข้ามผ่านอุปสรรคครั้งนี้ไปให้ได้ ใช่ไหม?”

ระบบกินเผือกพยักหน้า “ถูกต้อง พวกเรายึดหลักว่า ล้มตรงไหนก็ลุกตรงนั้น ปลาหลีฮื้อตัวน้อยถูกหลอก ก็เพราะยังไม่ประสีประสาและมีนิสัยไร้เดียงสา จึงถูกหลอกได้

ดังนั้นท่านจึงเห็นว่าปลาหลีฮื้อตัวน้อยจำเป็นต้องมีผู้ชี้แนะจากภายนอก คอยทำหน้าที่เหมือนฉีดวัคซีนป้องกันไว้ก่อน แต่ก็ไม่สามารถบังคับไม่ให้ถานเยี่ยนลู่เข้าใกล้เกาเส้าหลินได้ เพราะนี่คือเคราะห์ของเธอ มีเพียงตัวเธอเองเท่านั้นที่จะแก้ไขมันได้

หากฝืนเข้าไปแทรกแซง ถานเยี่ยนลู่ไม่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคนี้ได้ด้วยตัวเอง เช่นนั้นก็เท่ากับเสียแรงเปล่า

เพราะฉะนั้น ระบบกินเผือกอย่างฉันจึงถือกำเนิดขึ้น และผูกมัดกับโฮสต์ ผ่านภารกิจกินเผือกเพื่อช่วยให้ถานเยี่ยนลู่หลุดพ้นจากการชี้นำทางจิตใจ หลุดพ้นจากชีวิตที่ถูกผู้อื่นวางแผนไว้ และเปลี่ยนแปลงตัวเอง”

“แล้วถ้าภารกิจล้มเหลวล่ะ?” เจียงพั่นอวี๋เอ่ยถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด

“ถ้าภารกิจล้มเหลว รางวัลของโฮสต์ก็จะถูกเรียกคืน ส่วนถานเยี่ยนลู่ เธอเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง หากล้มเหลวอีก คราวนี้วิญญาณของเธอจะสลายไปจริง ๆ” น้ำเสียงของระบบกินเผือกเคร่งขรึม นี่คือโอกาสเดียวที่ถานเยี่ยนลู่จะพลิกชีวิต หากพลาดไป ก็จะไม่มีอีกแล้ว

นั่นก็หมายความว่า ตอนนี้ถานเยี่ยนลู่ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง เพียงแต่เธอไม่มีความทรงจำจากชีวิตครั้งแรก ไม่มีความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานเหล่านั้น เพราะเจตจำนงของโลกหลักเป็นผู้ลบมันออกไปโดยเฉพาะ ท่านไม่ต้องการให้ถานเยี่ยนลู่เกิดใหม่พร้อมความอาฆาต เพราะนั่นไม่เป็นผลดีต่อการบำเพ็ญเพียรของเธอเลย

เจียงพั่นอวี๋จึงแสดงความคิดเห็นว่า “ดูท่าเป็นนางเอกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันนะ!”

ระบบกินเผือกส่ายหัวไปมา ทำท่าราวกับเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว “แค่นี้ยังไม่เท่าไรหรอก ต่อไปพวกเรายังจะได้เจอตัวเอกอีกสารพัดแบบ ทั้งประหลาดหรือไม่ประหลาด ทั้งน่าเวทนาหรือไม่น่าเวทนา เรื่องตอนนี้ถือว่าเล็กน้อยมาก!”

“เล็กน้อย? เรื่องที่ทั้งเหนื่อยทั้งไม่ได้อะไรแบบนี้ นายกลับบอกว่าเล็กน้อย!

แทนที่จะบอกว่าช่วยถานเยี่ยนลู่เดินบนเส้นทางชีวิตอีกครั้ง สู้บอกว่าเป็นเส้นทางแห่งการตื่นรู้ของปลาหลีฮื้อผู้แสนอาภัพตัวหนึ่งยังจะตรงกว่า เรื่องแบบนี้มันจะง่ายได้ยังไง!” เจียงพั่นอวี๋รู้สึกว่าบ่าทั้งสองข้างหนักอึ้งขึ้นมาทันที ภารกิจที่ยากเย็นขนาดนี้ เธอรู้สึกว่าตัวเองแทบจะยืนตัวตรงไม่ไหวแล้ว

“กวากวา!” เจียงพั่นอวี๋เรียกระบบกินเผือกอย่างหมดแรง “ภารกิจนี้ยากเกินไป ฉันทั้งความรู้ก็น้อย ความสามารถก็จำกัด คงรับไม่ไหวหรอก ไม่อย่างนั้นพวกคุณก็...”

เจียงพั่นอวี๋ยังพูดไม่ทันจบ ระบบกินเผือกก็ส่งเสียง “ติ๊ง”

【โฮสต์ หากทำภารกิจสำเร็จ ช่วยถานเยี่ยนลู่ได้สำเร็จ จะได้รับบ้านสี่ประสานที่กรุงปักกิ่งหนึ่งหลัง!】

“ไม่อย่างนั้นพวกคุณก็วางใจ แล้วมอบภารกิจนี้ให้ฉันเถอะ รับรองว่าจะขึ้นภูเขาดาบหรือลงทะเลเพลิง ฉันก็จะช่วยให้ถานเยี่ยนลู่หลุดพ้นจากพันธนาการให้ได้ ฉันจะไม่ทำให้พวกคุณผิดหวังแน่นอน”

เจียงพั่นอวี๋รีบเปลี่ยนคำพูดทันที กลัวว่าถ้าพูดช้าไป ของรางวัลจะบินหายไปเสียก่อน

ดวงตาของเจียงพั่นอวี๋เป็นประกายขึ้นมาทันที เรื่องบ้านอะไรนั่น...

ในฐานะเยาวชนดีเด่นที่เติบโตอย่างแข็งแรงภายใต้ธงแดง เธอก็แค่อยากช่วยถานเยี่ยนลู่ให้หลุดพ้นจากทะเลทุกข์เท่านั้นเอง!

ใคร! ก็ห้ามขวางเธอไม่ให้ได้บ้านสี่ประสานหลังนั้น!

ต่อให้เป็นพระเอกของนิยายหรือเนื้อเรื่อง ก็...ไม่ได้!

ดูเหมือนระบบกินเผือกจะสัมผัสได้ถึงความฮึกเหิมของเจียงพั่นอวี๋ จึงเอ่ยเสริมว่า

“โฮสต์วางใจได้ กวากวาจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับโฮสต์ พวกเราจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน แล้วก็โฮสต์ ฉันชอบชื่อเล่นที่คุณตั้งให้ฉันมากเลยนะ ได้ยินว่ามนุษย์ของพวกคุณ ถ้าตั้งชื่อเล่นแบบซ้ำพยางค์ให้ใคร แสดงว่าชอบคนคนนั้นมาก ฉันไม่คิดเลยว่าโฮสต์จะชอบฉันมากขนาดนี้ ฉันดีใจจริง ๆ”

ระบบกินเผือกดีใจจนกลิ้งไปมาบนพื้น

เจียงพั่นอวี๋เงียบไป เธอไม่กล้าบอกว่าตัวเองแค่เรียกออกไปตามปากเท่านั้น เพราะกลัวจะทำร้ายจิตใจระบบตัวน้อยผู้แสนไร้เดียงสาตัวนี้

ช่างเถอะ กวากวาก็กวากวา ขอแค่ระบบกินเผือกมีความสุขก็พอ เจียงพั่นอวี๋เต็มไปด้วยความฮึกเหิม ในใจครุ่นคิดว่าจะช่วยถานเยี่ยนลู่ให้หลุดพ้นจากแผนการของนากเหลืองได้อย่างไร

เจียงพั่นอวี๋ครุ่นคิดไปตลอดทางจนกลับมาถึงสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า เพิ่งก้าวเข้าประตูใหญ่ ก็เห็นพี่น้องตระกูลเฉินทั้งสามคนต่างสะพายห่อสัมภาระคนละใบ ท่าทางเหมือนกำลังจะออกเดินทางไกล

ด้านหลังของทั้งสามยังมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเยาวชนผู้มีการศึกษาหลายคนเดินตามมา ทั้งสามคนถูกบังคับให้ลงชนบท เพราะเรื่องที่แอบสมัครลงชนบทแทนเจียงพั่นอวี๋ พวกเขาจึงไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากสำนักงานเยาวชนผู้มีการศึกษา ชีวิตในชนบทหลังจากนี้ แค่คิดก็รู้แล้วว่าคงไม่ง่ายแน่นอน

เมื่อทั้งสามเห็นเจียงพั่นอวี๋กลับมา แววตาก็เปลี่ยนเป็นดุร้ายอย่างถึงที่สุด ราวกับอยากจะพุ่งเข้าไปสับเธอเป็นชิ้น ๆ

เพียงแต่มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเยาวชนผู้มีการศึกษาคอยจับตาดูอยู่ข้าง ๆ พวกเขาจึงไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม ได้แต่ใช้สายตาระบายความโกรธที่ทำอะไรไม่ได้

เจียงพั่นอวี๋เหลือบมองพวกเขา แล้วนึกถึงสมัยเด็กก่อนที่เธอจะฟื้นความทรงจำจากชาติก่อน ตอนนั้นเธอถูกพี่น้องทั้งสามร่วมมือกับเด็กคนอื่นในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้ารังแกสารพัด ตอนนี้ยังมาตัดอนาคตที่สดใสของเธออีก

ช่างน่าชิงชังเสียจริง ต่อให้เจียงพั่นอวี๋เอาคืนภายหลังแล้วจะอย่างไร? สุดท้ายเธอก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี

ต้องรู้ว่าตอนนี้ก็ปี 1974 แล้ว หากเจียงพั่นอวี๋เรียนมัธยมปลายจบ ก็เกือบจะถึงปี 1976 แล้ว ตอนนั้นนโยบายต่าง ๆ ก็เริ่มผ่อนคลายแล้ว ด้วยสภาพที่เจียงพั่นอวี๋ตอบสนองเชื่องช้าเช่นนี้ อันที่จริงก็นับว่าเป็นผู้พิการครึ่งหนึ่ง ต่อให้เรียนจบมัธยมปลายแล้ว อนาคตเธอก็ใช่ว่าจะต้องถูกส่งลงชนบทเสมอไป

หึ! พี่ยังไม่ได้คิดบัญชีกับพวกนายเลย ยังกล้าส่งตัวมาให้ถึงที่อีก ถ้าอย่างนั้นก็ได้เวลาที่พวกนายจะได้เห็นฝีมือของเจียงพั่นอวี๋แล้ว

เจียงพั่นอวี๋หันหลังเดินออกจากประตูสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าอีกครั้ง วิ่งไปยังกองขยะแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วพึมพำพูดอะไรบางอย่างกับระบบกินเผือกอยู่ในใจ

ครู่ต่อมา เจียงพั่นอวี๋ก็เดินกลับจากกองขยะมายังสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า พี่น้องตระกูลเฉินทั้งสามยังอยู่ที่เดิม เพียงแต่เจียงพั่นอวี๋ทำหน้าไร้เดียงสา แล้ววิ่งเข้าไปตีสนิทกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเยาวชนผู้มีการศึกษา

ในสายตาของเจ้าหน้าที่แล้ว เจียงพั่นอวี๋มีมนุษยสัมพันธ์ดีกว่าพี่น้องตระกูลเฉินทั้งสามอย่างเห็นได้ชัด เธอจึงเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการถามว่าก่อนลงชนบทต้องเตรียมอะไรบ้าง

เจียงพั่นอวี๋พูดช้า ๆ ตอบสนองไม่ค่อยไว ทั้งคนยังดูเหมือนขาดสารอาหาร ท่าทางเช่นนี้ทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนเกิดความสงสารเธออยู่บ้าง

ดังนั้น ไม่ว่าคำถามอะไรที่เจียงพั่นอวี๋ถาม พวกเขาก็ตอบทุกอย่างที่รู้ พร้อมให้คำแนะนำที่ตรงไปตรงมาที่สุด การถามตอบเช่นนี้ดำเนินอยู่ประมาณสิบนาที ในที่สุดรถรับส่งที่จะไปสถานีรถไฟก็ใกล้จะมาถึงแล้ว เจ้าหน้าที่จึงพาพี่น้องตระกูลเฉินทั้งสามไปเข้าห้องน้ำก่อน

เจียงพั่นอวี๋หยิบฟองอากาศใส ๆ หลายลูกออกมาจากมิติติดตัว ภายในฟองอากาศแต่ละลูกเต็มไปด้วยหมัดจำนวนมหาศาลที่กระโดดไปมาอย่างคึกคัก ฟองอากาศพวกนี้เมื่อสัมผัสอากาศครบสิบนาที ก็จะแตกออกเอง ถึงตอนนั้นน่ะหรือ... ฮี่ ๆ!

เจียงพั่นอวี๋ต้องเสียเวลาเกลี้ยกล่อมอยู่พักใหญ่ กว่าระบบกินเผือกจะยอมช่วยทำของพวกนี้ให้ เธอหัวเราะอย่างร้ายกาจพลางนำฟองอากาศยัดใส่ลงไปในสัมภาระของพี่น้องทั้งสาม

เจียงพั่นอวี๋เชื่อว่า ของขวัญชิ้นใหญ่นี้จะทำให้พี่น้องตระกูลเฉินทั้งสามไม่มีวันลืม ไม่ต้องขอบคุณ นี่เป็นสิ่งที่เธอสมควรทำ

พี่น้องตระกูลเฉินทั้งสามไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกเจียงพั่นอวี๋แก้แค้น หลังจากออกมาจากห้องน้ำ พวกเขาก็สะพายสัมภาระของตัวเอง แล้วถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวขึ้นรถรับส่งไปสถานีรถไฟ

ระหว่างทางพวกเขาก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ หลังจากหมัดพวกนั้นหลุดออกจากฟองอากาศ ก็พากันมุดเข้าไปในเสื้อผ้าและผ้าห่มของพวกเขา จนตกกลางคืน เมื่อทั้งสามจะนอนบนรถไฟ เปิดห่อสัมภาระออก ก็พบว่าหมัดไต่เต็มไปทั้งตัว ถูกกัดจนหัวและหน้าขึ้นตุ่มเต็มไปหมด

หมัดเป็นแมลงที่มีพิษพอตัว หากถูกกัดหนึ่งครั้ง กว่าจะหายก็มักใช้เวลาสิบกว่าวันหรือครึ่งเดือน ที่สำคัญที่สุดคือความคันนั้นทรมานอย่างยิ่ง แค่ตุ่มเดียวบางครั้งก็ทนไม่ไหวแล้ว นับประสาอะไรกับทั้งตัวทั้งหน้า

ต่อให้พี่น้องทั้งสามงอกมือเพิ่มขึ้นมาคนละสิบข้าง เกรงว่าจะยังเกาไม่ทันเสียด้วยซ้ำ!

โชคดีที่หมัดบนตัวทั้งสามไม่ได้แพร่ไปยังคนอื่น เพราะตู้โดยสารที่พวกเขาอยู่เป็นตู้สุดท้าย เนื่องจากไม่มีที่นั่งเสริม จึงถูกจัดให้อยู่ในตู้บรรทุกสินค้า

พี่น้องทั้งสามได้แต่นั่งเกาหน้าและจับหมัดกันอยู่ในตู้ขบวนนั้น พอเดินทางถึงสถานที่ลงชนบท ศีรษะและใบหน้าของแต่ละคนก็ถูกเกาจนเป็นรอยไปหมดแล้ว

พี่น้องทั้งสามจึงมีชื่อเสียงในท้องถิ่นด้วยวิธีที่แปลกประหลาดเช่นนี้