ฉันอาศัยการเผือกจนได้โควตางานรัฐในยุค 70
ตอนที่ 9 — 009
บทที่ 9 การชี้นำทางจิตใจ
ถานเยี่ยนลู่รู้สึกแปลกใจมาก ทำไมเพียงได้พบผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ เธอถึงรู้สึกยินดีขึ้นมาในใจ อีกทั้งความยึดมั่นดื้อรั้นที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ภายในใจของเธอ เมื่อได้พบผู้ชายคนนี้ ก็เหมือนกับได้พบที่พึ่งพิงเสียอย่างนั้น
แต่ถานเยี่ยนลู่ไม่รู้จักผู้ชายแปลกหน้าคนนี้เลยนี่นา แล้วทำไมจู่ ๆ เธอถึงเกิดความคิดประหลาด อยากอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขาขึ้นมาได้?
เกาเส้าหลินเองก็รู้สึกยินดีอย่างสุดขีดเช่นกัน เขารู้อยู่แล้วว่าลางสังหรณ์ของตัวเองไม่ผิด การอยู่ที่นี่ต่อจะทำให้เขาได้รับบางสิ่งที่สำคัญมาก
ทันทีที่เขาได้เห็นหญิงสาวแสนสวยตรงหน้า เขาก็มั่นใจได้ทันทีว่าหญิงสาวคนนี้เอง คือเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ยอมจากไปเสียที
ทั้งสองเพียงมองหน้ากันเงียบ ๆ จนเจียงพั่นอวี๋ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลายเป็นส่วนเกินไปโดยปริยาย เจียงพั่นอวี๋แตะจมูกตัวเองเบา ๆ เธอจะปล่อยให้ทั้งสองมีโอกาสได้คุยกันได้อย่างไร
เจียงพั่นอวี๋ใช้วิธีเดิมอีกครั้ง ล้วงน้ำตาลก้อนออกมาจากกระเป๋า อาศัยการปกปิดของระบบกินเผือก โปรยน้ำตาลก้อนลงบนพื้น แล้วร้องอุทานขึ้นว่า “อุ๊ย! ใครทำน้ำตาลก้อนหกเต็มพื้นแบบนี้เนี่ย?”
ผู้คนรอบข้างรีบก้มลงมองทันที แล้วก็เห็นน้ำตาลก้อนกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นจริง ๆ ต่างพากันย่อตัวลงเก็บ ไม่ว่าใครจะเป็นคนซื้อก็ตาม แต่ใครเก็บได้ก็คือของคนนั้น
การสบตาระหว่างถานเยี่ยนลู่กับเกาเส้าหลินก็ถูกเสียงอุทานของเจียงพั่นอวี๋ขัดจังหวะ ถานเยี่ยนลู่ก้มหน้าลงอย่างเขินอาย พลางรู้สึกว่าพฤติกรรมเมื่อครู่นี้ของตัวเองช่างประหลาดเหลือเกิน ทำไมเธอถึงจ้องผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งโดยไม่มีเหตุผลได้?
ส่วนเกาเส้าหลินกลับยิ้มออกมา ตั้งใจจะหาเรื่องพูดเพื่อทำความรู้จักกับถานเยี่ยนลู่ แต่กลับถูกคุณป้าคนหนึ่งที่กำลังก้มเก็บน้ำตาลก้อนผลักให้หลบไปด้านข้าง อย่ามายืนเกะกะขวางทางเก็บน้ำตาลของเธอสิ!
เจียงพั่นอวี๋จึงฉวยโอกาสพูดกับถานเยี่ยนลู่ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเธอ “พี่ถานคะ ไหมพรมที่พี่ซื้อพวกนี้ จะเอาไปถักเสื้อกันหนาวหรือว่าจะถักผ้าพันคอคะ?”
“ตั้งใจจะถักเสื้อไว้ใส่ เสื้อไหมพรมสีแดง ใส่ออกมาต้องสวยมากแน่ ๆ”
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ฉันว่าพี่ยังถักลวดลายลงไปได้อีกนะ อย่างลายข้าวหลามตัด ลายดอกไม้ก็สวย” เจียงพั่นอวี๋รีบพูดต่อทันที แล้วเริ่มคุยเรื่องลายถักเสื้อไหมพรมแบบไหนถึงจะสวย
เด็กสาวทั้งสองคุยกันไปพลางเดินออกจากห้างสรรพสินค้าไปพลาง เกาเส้าหลินเองก็อยากตามไป แต่ปัญหาคือเขาสะพายกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ แถมยังต้องรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรายงานตัวเข้าอบรม
เขาจะมีเวลามัวเสียอยู่ข้างนอกได้อย่างไร ดังนั้นเมื่อเห็นถานเยี่ยนลู่เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ แล้วหันมองเวลาที่เหลืออยู่ไม่มาก เขาก็ได้แต่จำใจเลือกไปโรงพยาบาลก่อน
เจียงพั่นอวี๋กับถานเยี่ยนลู่คุยกันมาตลอดทาง ความสนใจของถานเยี่ยนลู่ถูกลวดลายถักเสื้อกันหนาวที่เจียงพั่นอวี๋พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นลายต้นไม้แห่งชีวิต ลายฟันเลื่อย ลายตาราง ลายตะกร้า หรือลายรวงผึ้ง ดึงดูดไปจนหมด
แม้ความหวั่นไหวที่มีต่อเกาเส้าหลินในใจจะยังไม่หายไป แต่เห็นได้ชัดว่าความรักสวยรักงามกลับมีอิทธิพลมากกว่า ถานเยี่ยนลู่จึงโยนเกาเส้าหลินออกจากความคิด แล้วนัดกับเจียงพั่นอวี๋ว่า วันรุ่งขึ้นให้มาที่บ้านของเธอ เพื่อสอนลายถักเสื้อกันหนาวแบบใหม่
แน่นอนว่าเจียงพั่นอวี๋ไม่มีทางปฏิเสธ เธอรู้สึกโชคดีจริง ๆ ที่ชาติก่อนเคยเรียนงานถักพวกนี้จากคุณย่า ไม่คิดว่าวันนี้จะได้ใช้ประโยชน์ ตราบใดที่ใช้ลวดลายถักเสื้อกันหนาวเหล่านี้ดึงความสนใจของถานเยี่ยนลู่ไว้ ไม่เปิดโอกาสให้เกาเส้าหลินมีเวลาและพื้นที่ในการตามจีบถานเยี่ยนลู่ จุดประสงค์ของเจียงพั่นอวี๋ก็ถือว่าบรรลุแล้ว
เจียงพั่นอวี๋กลับมาที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ข้าวของของเธอเก็บเกือบเรียบร้อยหมดแล้ว เพราะสถานการณ์ของเธอค่อนข้างพิเศษ เวลาลงชนบทจึงถูกเลื่อนออกไปอีกครึ่งเดือน ทำให้เธอมีเวลาเตรียมตัวอย่างเพียงพอ ของใช้อื่น ๆ ของเจียงพั่นอวี๋ก็ล้วนเป็นของใช้ประจำวัน มีไม่มากนัก เก็บรวมแล้วก็มีเพียงเครื่องนอนหนึ่งชุดกับห่อสัมภาระสองห่อ เท่านี้ก็แทบจะครบแล้ว
แต่ยังมีของอีกอย่างที่เธอต้องไปขอจากผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์ นั่นคือผ้าห่อตัวที่ห่อเธอไว้ตอนถูกทอดทิ้งเมื่อยังเป็นทารก
พูดให้ถูกก็คือ คนที่ถูกทอดทิ้งไม่ใช่เจียงพั่นอวี๋ แต่เป็นเด็กทารกหญิงคนหนึ่งที่ถูกทอดทิ้งไว้ หลังจากไม่มีอะไรให้กินให้ดื่ม ก็สิ้นใจอยู่ใต้สะพาน ส่วนเจียงพั่นอวี๋ที่ทะลุมิติมา ได้เข้ามาอยู่ในร่างเล็ก ๆ ร่างนี้ จึงทำให้ร่างนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และมีโอกาสเติบโตจนเป็นผู้ใหญ่ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็ไม่ใช่เจ้าของร่างตัวจริง
บนโลกใบนี้ นอกจากเจียงพั่นอวี๋แล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่า ทารกหญิงที่อยู่ใต้สะพานในปีนั้น ได้เสียชีวิตไปนานแล้ว ในฐานะคนที่เข้ามาใช้ร่างของเธอ เจียงพั่นอวี๋รู้สึกว่าตัวเองมีหน้าที่ต้องจดจำเจ้าของร่างเดิมคนนี้ไว้
ดังนั้นเธอจึงไปหาผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์เพื่อขอผ้าห่อตัวของเธอในปีนั้น แม้ครั้งหนึ่งเจียงพั่นอวี๋จะเคยถูกรับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม แต่พ่อแม่บุญธรรมก็ไม่ได้เอาผ้าห่อตัวของเธอไป ดังนั้นผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์จึงเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี
ผู้อำนวยการยื่นถุงใบเล็กใบหนึ่งให้เจียงพั่นอวี๋ เมื่อเธอเปิดดูก็พบว่าข้างในมีเสื้อผ้าตัวเล็ก ๆ หนึ่งตัวกับผ้าห่อตัวเก่า ๆ ผืนหนึ่ง เพราะผ่านกาลเวลามานาน เสื้อผ้าและผ้าห่อตัวจึงซีดจนกลายเป็นสีเทาดำ เส้นใยก็เปราะบางมาก เพียงออกแรงนิดเดียวก็ขาดได้
เจียงพั่นอวี๋ห่อของเหล่านั้นเก็บไว้อย่างดี ภายหน้าเธอตั้งใจจะหาทำเลที่ดี สร้างสุสานเสื้อผ้าให้เจ้าของร่างเดิม ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ อย่างน้อยก็ขออวยพรให้เธอมีชีวิตใหม่ที่สงบสุข ราบรื่น และมั่งคั่งตลอดไปในชาติหน้า
วันรุ่งขึ้น เจียงพั่นอวี๋ก็เดินทางไปยังบ้านตระกูลถานตามที่อยู่ซึ่งถานเยี่ยนลู่ให้ไว้ โดยถานเยี่ยนลู่กำลังรอเธออยู่ที่บ้านเรียบร้อยแล้ว
ผู้ใหญ่ของบ้านตระกูลถานต่างต้องไปทำงานกันหมด จึงไม่มีใครอยู่บ้าน ถานเยี่ยนลู่จึงดึงเจียงพั่นอวี๋เข้าไปในห้องของตัวเอง จากนั้นทั้งสองก็เริ่มนั่งกระซิบกระซาบพลางถักเสื้อกันหนาวไปด้วย จะว่าไปแล้ว ความจริงคือเจียงพั่นอวี๋เป็นคนลงมือ ส่วนถานเยี่ยนลู่เป็นคนดู
เพราะถานเยี่ยนลู่ถักเสื้อกันหนาวไม่เป็น ใช่แล้ว แม้เธอจะซื้อไหมพรมมาแล้ว แต่เธอถักเสื้อกันหนาวไม่เป็น
ดูเหมือนถานเยี่ยนลู่จะไม่มีพรสวรรค์ด้านงานฝีมือเลย งานประดิษฐ์ทุกชนิดล้วนเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ เจียงพั่นอวี๋อธิบายอยู่ตั้งนาน แถมยังจับมือสอนทีละขั้น แต่พอถานเยี่ยนลู่เริ่มถัก ไหมพรมก็ไม่พันกันเป็นปม ก็ถักย้อนห่วงผิดทิศทาง
ไหมพรมจึงถูกรื้อแล้วถักใหม่ ถักใหม่แล้วก็รื้ออีก แต่เจียงพั่นอวี๋กลับอดทนอย่างยิ่ง ตราบใดที่ถานเยี่ยนลู่ไม่คิดจะออกจากบ้าน ต่อให้มือจะไม่คล่องแล้วอย่างไรล่ะ?
ดังนั้น ในช่วงเวลาต่อจากนั้น เจียงพั่นอวี๋จึงไปที่บ้านของถานเยี่ยนลู่ทุกวัน เพื่อสอนเธอถักเสื้อกันหนาว แม้ถานเยี่ยนลู่จะเรียนรู้แบบตะกุกตะกัก จนพอถักไหมพรมได้บ้างแล้ว แต่การจะถักออกมาเป็นเสื้อกันหนาวทั้งตัว สำหรับเธอก็ยังเป็นความท้าทายไม่น้อย
ตลอดช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน เจียงพั่นอวี๋ก็ยิ่งเข้าใจตัวตนของถานเยี่ยนลู่มากขึ้น
แม้ถานเยี่ยนลู่จะไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจน แต่เธอก็คอยดูแลเจียงพั่นอวี๋อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายแดงชง น้ำตาลก้อน ลูกอม หรือมอลต์นมผง เจียงพั่นอวี๋ได้กินของเหล่านี้ไม่น้อยเลย
ก่อนที่เจียงพั่นอวี๋จะฟื้นความทรงจำ ชื่อของกินเหล่านี้เธอเคยได้ยินเพียงอย่างเดียว แทบไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ารสชาติเป็นอย่างไร แต่เมื่อมาที่บ้านของถานเยี่ยนลู่ สิบครั้งก็มีถึงห้าหกครั้งที่ถานเยี่ยนลู่ใช้วิธีแนบเนียน ยัดของพวกนี้ใส่มือเธอแล้วให้เธอกิน
ต้องรู้ว่า ในยุคสมัยนี้ ขนมและลูกอมถือเป็นของมีค่า แม้แต่ครอบครัวที่มีฐานะดี ก็ใช่ว่าจะได้กินของพวกนี้ทุกวัน
แต่ถานเยี่ยนลู่กลับเต็มใจนำออกมาต้อนรับเจียงพั่นอวี๋ ทำให้เจียงพั่นอวี๋ซาบซึ้งใจอย่างมาก
ถานเยี่ยนลู่ในตอนนี้ ซึ่งไม่มีความทรงจำอันเจ็บปวดช่วงนั้นแล้ว สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเจียงพั่นอวี๋คือหญิงสาวชาวเมืองผู้ได้รับการอบรมมาอย่างดี นิสัยอ่อนโยน ใจดี และมีความเห็นอกเห็นใจผู้ที่อ่อนแออย่างมาก
ครอบครัวของถานเยี่ยนลู่มีฐานะดี แต่ตัวเธอกลับไม่มีทั้งความหยิ่งผยองแบบคนเมืองบางคน และไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่นเลย เห็นได้ชัดว่าพ่อแม่ของถานเยี่ยนลู่ทุ่มเทกับการอบรมสั่งสอนลูกสาวเป็นอย่างมาก
จากการพูดคุยกันตลอดสองวันที่ผ่านมา เจียงพั่นอวี๋ยังพบว่า ถานเยี่ยนลู่เป็นคนมีความรู้รอบตัวมาก ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไรก็ตาม เธอก็สามารถร่วมสนทนาได้หนึ่งสองประโยค
ต่อให้มีเรื่องที่ไม่เข้าใจ เธอก็จะถามอย่างถ่อมตัว ไม่เคยแกล้งทำเป็นรู้ทั้งที่ไม่รู้
หากจะบอกว่าในตอนแรก เจียงพั่นอวี๋คิดช่วยถานเยี่ยนลู่เพราะเห็นแก่รางวัลของภารกิจ
แต่ตอนนี้ เธอไม่อาจทนเห็นได้จริง ๆ เด็กสาวที่ดีขนาดนี้ ไม่ควรถูกสิ่งที่เรียกว่า "การชี้นำทางจิตใจ" ทำให้ตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นเลย
ทั้งสองคนจึงแทบไม่ได้ออกจากบ้านเลย แม้ว่าการเก็บตัวอยู่ในบ้านจะทำให้ถานเยี่ยนลู่ไม่มีโอกาสรู้จักกับเกาเส้าหลิน แต่เจียงพั่นอวี๋ก็ยังวางใจเรื่องเกาเส้าหลินไม่ได้อยู่ดี