← สารบัญ ลูกหลานกตัญญูทั้งหลาย จงคุกเข่าลง ฉันคือย่าทวดของพวกนาย

ลูกหลานกตัญญูทั้งหลาย จงคุกเข่าลง ฉันคือย่าทวดของพวกนาย

ตอนที่ 21021

บทที่ 21 ด่าใครทีแรงทั้งตัว

หรงอวี่หันหลัง แล้วก้าวเข้าไปในห้องบันทึกเทป หรงรั่วเหยาผ่อนลมหายใจแรงราวกับถูกกดทับมานาน แต่แล้วเธอก็ชะงักขึ้นมา กระเป๋าในมือนั้นของหรงอวี่… ทำไมมันดูคุ้นตาแปลก ๆ

ยังไม่ทันได้มองชัด เด็กผู้หญิงข้าง ๆ ก็เอียงหน้ามากระซิบเบา ๆ

“นั่นคือกระเป๋าถือรุ่นลิมิเต็ดของตระกูลหม่า ราคาตั้งแปดแสนกว่า แบบนี้คือรวยมากเลยนะ…”

หรงรั่วเหยายิ้มทันที ถ้าเป็นกระเป๋ากึ่งหรูราคาแค่สองสามหมื่น หรงอวี่ยังพอจะซื้อไหว

แต่แปดแสนกว่า… เป็นไปได้ที่ไหนกัน? ต่อให้มีไลฟ์สดจับตามองอยู่เพียบ ก็ยังกล้าถือของปลอมมาอวดหน้ากล้อง เธออดคิดไม่ได้ว่าหรงอวี่ช่างโง่จริงๆ ทำขายหน้าตระกูลหรงแท้ ๆ…

เมื่อถูกพาเข้าไปในห้องบันทึกเทป ก็พบว่ามีผู้เข้าแข่งขันมากกว่ายี่สิบคนแล้ว แต่ละคนทักทายกันอย่างสุภาพตามมารยาท ทันทีที่หรงรั่วเหยาเดินเข้าไป ทุกคนก็ห้อมล้อมเข้ามาชื่นชมเอาใจเธอ เด็กสาวหลายสิบคนต่างพยายามสุดชีวิตเพื่อให้ตัวเองโดดเด่นในสายตาเธอให้ได้

หรงรั่วเหยายังคงรักษารอยยิ้มหวานไว้ตลอดเวลา ยิ้มรับทุกคนอย่างไม่ตกหล่น

ห้องไลฟ์แทบระเบิด “เหยาเหยาสวยมาก!”

“ตอนเด็กก็น่ารัก โตมาก็สวย ดาราเด็กที่รูปลักษณ์ไม่พังเลยสักนิดแบบนี้ หาได้ยากมาก คุณเข้าใจไหม?”

“หนึ่งคะแนนจากคุณ หนึ่งคะแนนจากฉัน เหยาเหยาต้องเดบิวต์คืนนี้! เหยาเหยาลุยเลย!”

“……”

เมื่อผู้เข้าแข่งขันมาครบ พิธีกรก็เดินออกมา

“ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่โครงการสตาร์ดรีม สตาร์ดรีมออกเดินทาง ความเยาว์วัยผลิบาน… ต่อไปคือการแสดงรอบแรก เวทีจะเป็นของพวกคุณ การจัดอันดับจะมาจากคะแนนหน้างานของกรรมการและคะแนนโหวตจากผู้ชมในไลฟ์รวมกัน ผู้เข้าแข่งขันแปดคนที่อยู่ท้ายสุด… จะต้องตกรอบอย่างน่าเสียดาย” ทันทีที่พูดถึงการคัดออก ทุกคนก็เครียดขึ้นมาทันที บทเพลงที่จะใช้แสดง ถูกจับสลากกำหนด หนึ่งกลุ่มมีแปดคน ร้องพร้อมกัน เป็นทั้งผู้ร่วมทีม และคู่แข่งในเวลาเดียวกัน

หรงอวี่จับได้เพลงป๊อปเพลงหนึ่ง เธอเคยเรียนขับร้องก็จริง แต่ก็เป็นบทเรียนเมื่อเจ็ดสิบปีก่อน ซึ่งไม่เหมือนยุคนี้เลยสักนิด ยิ่งแนวป๊อป เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ ดีที่ทีมงานมีครูคอยสอนทีละประโยค เธอจึงตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง

พอเห็นหรงอวี่วางกระเป๋าถือไว้กับพื้น หรงรั่วเหยาก็ยกมุมปากขึ้นทันที ของปลอมแน่นอน ไม่งั้นจะกล้าวางกับพื้นแบบนั้นได้ยังไง?

ชั้นบนสุด คุณปู่จี้นั่งไขว่ห้างอยู่ในห้องทำงาน มองจอไลฟ์ขนาดใหญ่ตรงหน้า

“อาหยวน ดูสิ คุณทวดของหลานตั้งใจเรียนมากเลยนะ”

“ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด ก็คุณทวดของหลานนั่นล่ะที่สวยที่สุด”

“เดี๋ยว… ทำไมมีคอมเมนต์ด่าคนด้วย!” คุณปู่จี้สะดุ้งตัวตรงทันที มีข้อความลอยผ่านในไลฟ์สด

“เด็กผู้หญิงที่ชื่อหรงอวี่คนนั้น ดูเฟคมาก”

“กระเป๋าที่ถือก็ปลอมชัด ๆ ยังกล้าเอาของก็อปมาออกรายการอีก น่าขำชะมัด”

คุณปู่จี้โกรธจนหน้าแดง ตวาดลั่น “อาหยวน เร็ว! รีบสมัครบัญชีให้ฉัน ฉันจะด่ากลับ! เฟค ๆ ๆ เฟคบ้าบออะไร พ่อมันทั้งบ้านนั่นแหละที่ปลอม!”

จี้จื่อหยวน: “……”

คุณปู่ไม่ได้มาที่จี้กรุ๊ปมาเจ็ดแปดปีแล้ว เพราะสุขภาพไม่ดี แต่ตอนนี้พูดจาเสียงดัง มีแรงโมโหจนกระทืบเท้าได้แบบนี้ จี้จื่อหยวนว่า… คุณปู่น่าจะกลับมาทำงานต่อได้อีกสองสามปีไม่เสียหาย…เขานั่งพิมพ์อยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า “ผมแบนคอมเมนต์นั้นให้แล้วครับ”

คุณปู่จี้ถึงได้โล่งใจ แล้วหันกลับไปดูไลฟ์ต่อ ผู้เข้าแข่งขันซ้อมกันยาวสี่ชั่วโมง ระหว่างนั้นจะมีพักกินข้าวกลางวันด้วย หรงอวี่กำลังจะไปโรงอาหารกับเด็กสาวในกลุ่ม

แต่มีสตาฟเรียกเธอไปอีกด้านอย่างนอบน้อม

“คุณหนูหรงครับ ท่านประธานเชิญให้ขึ้นไปรับประทานอาหารที่ชั้นดาดฟ้าครับ”

หรงอวี่: “……”

ก็ตกลงกันแล้วว่าจะไม่ให้การดูแลพิเศษนี่นา…เจ้าหนูเฒ่านี่ก็อายุมากแล้ว ทำไมยังดื้อแบบนี้อยู่ได้ เธอได้แต่เอ่ยอย่างจนใจ

“ช่วยบอกเขาหน่อยว่า ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องเรียกฉันไปกินข้าวหรอก”

พนักงานเพิ่งเดินออกไปได้ไม่นาน เด็กสาวร่วมทีมคนหนึ่ง ชื่อซูเถียน เดินเข้ามาใกล้ ๆ “หรงอวี่ ทีมงานเรียกเธอไปทำอะไรเหรอ?”

หรงอวี่ส่ายหน้า “ไม่มีอะไร ไปเถอะ ไปกินข้าวกัน”

ในโรงอาหารคึกคักมาก เด็กสาวแต่ละคนกระซิบคุยกันเบา ๆ

“กลุ่มของหรงรั่วเหยาน่ะ มีเธออยู่ แล้วยังมีลิซ่าอีก ลิซ่าที่ไปแสดงต่างประเทศบ่อย ๆ นั่นไง”

“นั่นน่ะ กลุ่มเทพโจมตีต่างมิติ ไม่มีใครเทียบได้หรอก”

“รอบแรกคัดออกแค่แปดคน ขอแค่เก่งกว่าแปดคนนั้นก็พอ อย่าเครียดเกินไปนะ”

“……”

ระหว่างกำลังคุยกัน อยู่ ๆ โรงอาหารก็เกิดความวุ่นวาย เห็นผู้กำกับของรายการเดินเข้ามาพร้อมหญิงสาววัยยี่สิบปลาย ๆ คนหนึ่ง

“นั่นคือเลขาหลันน่ะ” ซูเถียนพูดอย่างตื่นเต้น “เลขาประจำตัวประธานจี้กรุ๊ปเลยนะ ถ้าเธอมาที่นี่ แปลว่าจี้กรุ๊ปให้ความสำคัญกับรายการนี้มากจริง ๆ”

หลันหรูเสวี่ยยืนกลางกลุ่มคน รอยยิ้มสุภาพอ่อนโยน “ตรงนี้ไม่มีกล้องนะคะ ถ้าทุกคนมีข้อเสนอแนะอะไรเกี่ยวกับรายการ บอกฉันได้เลย ฉันจะช่วยเร่งทีมงานให้ปรับปรุงค่ะ”

หรงรั่วเหยาตกใจเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าการเข้าร่วมรายการนี้ จะได้เจอเลขาหลันตัวจริง ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พ่อของเธอพยายามหาทางพบเลขาหลันแทบทุกวิถีทาง แต่เลขาหลันงานยุ่งมาก พ่อเธอแทบจะปวดหัวตายแล้ว แต่ตัวเธอ… กลับได้เจอง่าย ๆ แบบนี้

คนเรานี่ ถ้าไม่ก้าวขึ้นเวทีใหญ่ก็ไม่มีวันพบคนที่ฐานะไม่ธรรมดาหรอก เธอกดความดีใจลง แล้วยืนขึ้น เดินเข้าไปหา

“คุณพ่อฉันเคยพูดถึงเลขาหลันหลายครั้งค่ะ เลขาหลันยังอายุน้อย แต่ได้เป็นหัวหน้าเลขาฯ ของประธานจี้กรุ๊ป เป็นแบบอย่างให้ฉันอยากพัฒนาตัวเองเลยค่ะ”

หลันหรูเสวี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “คุณพ่อของเธอเหรอ?”

หรงรั่วเหยารีบตอบ “คุณพ่อฉันคือหรงวั่งเทียน ประธานกลุ่มหรงกรุ๊ปค่ะ”

“อ้อ… กลุ่มหรงกรุ๊ปหรือคะ” หลันหรูเสวี่ยทำท่าราวกับจำได้ ความจริง เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหรงวั่งเทียนคือใคร แต่รู้ว่าหรงอวี่เป็นคุณหนูใหญ่ของกลุ่มหรง ถ้าอย่างนั้น… เด็กสาวตรงหน้า ก็คือคุณหนูรอง พี่น้องพ่อเดียวกันต่างแม่ = ศัตรูโดยกำเนิด

อาจจะได้ข้อมูลอะไรดี ๆ ก็ได้ เธอกำลังจะเอ่ยถาม แต่พอเงยหน้า ก็เห็นเงาคนคุ้นตานั่งอยู่มุมติดหน้าต่างของโรงอาหาร นั่นมัน… หรงอวี่ไม่ใช่หรือ? หรงอวี่เข้าร่วมรายการนี้ด้วยงั้นเหรอ?

หรือว่า… เหตุที่จี้กรุ๊ปเปิดรายการนี้กระทันหัน เป็นเพื่อดันหรงอวี่ให้เดบิวต์?

หลันหรูเสวี่ยกำลังคิด หรงรั่วเหยาก็เรียกเสียงแผ่ว “เลขาหลันคะ?”

หลันหรูเสวี่ยดึงสติกกลับมา “เธอโดดเด่นมากในกลุ่มผู้เข้าแข่งขัน พยายามให้เต็มที่นะ ต้องได้ตำแหน่งสูง ๆ แน่นอน”

จากนั้นก็เดินออกจากโรงอาหาร แล้วสั่งให้ทีมงานเอาแฟ้มข้อมูลผู้เข้าแข่งขันของหรงอวี่มาให้ทั้งหมด หลังพักกลางวัน ใกล้ถึงเวลาขึ้นเวทีเข้าไปทุกที กลุ่มของหรงอวี่ขึ้นเป็นกลุ่มที่หก

ได้เวลาแต่งหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว หนึ่งกลุ่มมีช่างแต่งหน้าแค่คนเดียว เด็กสาวแปดคนต้องสลับกันแต่ง คนแรกเพิ่งลงรองพื้นเสร็จ ช่างแต่งหน้าก็รับโทรศัพท์ แล้วพูดอย่างลำบากใจ “ขอโทษนะคะสาวๆ ผู้กำกับมีงานด่วนให้ฉันไปช่วย ฉันคงแต่งหน้าให้ต่อไม่ได้แล้วค่ะ”

ซูเถียนตกใจ “ทีมงานไม่จัดช่างแต่งหน้าเพิ่มอีกคนเหรอ?”

ช่างแต่งหน้าทำหน้าลำบากใจ “นี่เป็นคำสั่งผู้กำกับ ฉันช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ ขอตัวก่อนนะคะ”

ซูเถียนโกรธจนหน้าแดง “แบบนี้มันรังแกกันชัด ๆ ไม่ได้! ฉันต้องไปคุยกับผู้กำกับ”

หรงอวี่มองนาฬิกา “เหลือไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงคิวเราแล้ว ไปเถียงกันมีแต่เสียเวลา หาวิธีใหม่ดีกว่า”