← สารบัญ ฉันเป็นนางร้าย “ในนิยายยุค 80”

ฉันเป็นนางร้าย “ในนิยายยุค 80”

ตอนที่ 29ตอนที่ 29

เขาพูดว่า “เธอจะไปซื้อของที่ปักกิ่งเมื่อไหร่ บอกฉันล่วงหน้าด้วยนะ ฉันจะลางานไปด้วย” เจียงเหยาหลับตาปริบๆ เขาพูดทุกคำชัดเจน แต่พอรวมกันแล้วกลับฟังไม่เข้าใจ เพราะตกใจ เธอเลยเงียบไปนาน ไม่มีเสียงพูดใดๆ ระหว่างพวกเขาสองคน และกู้เฉิงเจ๋อก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ตอนที่กู้เฉิงเจ๋อคิดว่าเจียงเหยาจะไม่ตอบอะไรอีกแล้ว ผู้หญิงก็เอ่ยปากขึ้น “คุณจะไปเมืองหลวงกับฉันเหรอ?” น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย ชัดเจนว่าไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน พวกเขาสองคนก็ยังไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นเลยนะ! แถมการไปกันสองคนก็ต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย ทั้งค่าตั๋วไปกลับ ค่าอาหารบนรถ อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้ถึง 50 หยวน ในมือเธอมีอยู่แค่ 500 หยวน กำลังคิดอยู่ว่าจะประหยัดอย่างไรให้ซื้อของได้มากขึ้น ตอนนี้กู้เฉิงเจ๋อจะไปด้วย เจียงเหยาตกใจเป็นอันดับแรก และก็ตามมาด้วยความลำบากใจ เพราะค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นอีก ในช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ต้องประหยัดต้นทุนให้มากที่สุด กู้เฉิงเจ๋อพยักหน้า “เธอเป็นผู้หญิง เดินทางไกล ฉันไม่สบายใจ ไปด้วยกันดีกว่า แถมเธอต้องซื้อของเยอะขนาดนั้น คนเดียวก็คงดูไม่ไหวหรอก” เจียงเหยาอยากจะเถียงว่า เธอเคยไปปักกิ่งในชาติที่แล้วไม่รู้กี่รอบแล้ว ฐานะของแรงงานต๊อกต๋อยคนหนึ่งยังอยู่ที่ปักกิ่งนานกว่าบ้านเกิดเสียอีก แต่ในตอนนี้ ร่างของนางร้ายไม่เคยออกจากเมืองเหอซาน มณฑลจีเป่ยเลย “ฉันไม่เป็นไรหรอก คุณยังต้องลางานอีก เสียเวลางานเปล่าๆ” เจียงเหยาพูดพร้อมรอยยิ้ม ยังไงจากจีเป่ยไปปักกิ่งก็ใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ถ้าโชคดี รถไฟมาตรงเวลา ไม่ต้องพักที่หอพักเลย ไปเช้าเย็นกลับได้ เธอเตรียมเอาอาหารแห้งไปกินระหว่างทาง ประหยัดเงินได้อีกหน่อย แต่กู้เฉิงเจ๋อดื้อรั้นสุดๆ ยืนยันว่าเจียงเหยาจะต้องบอกเขาล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง เพราะเขาจะต้องไปด้วย บนรถไฟมีทั้งคนดีและไม่ดี หลายคนอ้างว่ามีงานทำเงินดี สุดท้ายกลายเป็นพวกค้ามนุษย์ ล่อลวงผู้หญิงไปขายที่หมู่บ้านห่างไกล ถึงแม้ว่าเจียงเหยาจะไม่ใช่ผู้หญิงที่หน้าตาดีเด่น แต่กู้เฉิงเจ๋อก็ยังไม่สบายใจ “อีกอย่างจะไปปักกิ่งต้องมีหนังสือรับรองด้วยนะ?” เจียงเหยาสะอึก เงียบไป เธอเป็นแม่บ้าน จะให้โรงงานช่วยออกหนังสือรับรองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กู้เฉิงเจ๋อเป็นหัวหน้าของโรงงาน ขอเอกสารไปปักกิ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย “งั้นก็ได้” เจียงเหยากัดริมฝีปาก เมื่อคุยกันตกลงเรื่องไปปักกิ่ง กู้เฉิงเจ๋อก็ยิ้มมุมปาก ทั้งสองคนเดินต่อไป พระอาทิตย์ตกดินทอดเงาของทั้งสองคนให้ยาวออก เงาของเขาและเธอซ้อนทับกันเหมือนเป็นคนคนเดียว เจียงเหยาคิดจะเก็บเงินให้ได้ก่อนถึงจะไปปักกิ่ง พวกเขาสองคนไปด้วยกัน ค่ารถไปกลับ ค่าโรงแรม อย่างน้อยก็ต้องมี 100 หยวน เงินที่มีไม่สามารถใช้ซื้อเสื้อผ้าทั้งหมดได้ ยังต้องมีทุนหมุนเวียนสำหรับขายของกินด้วย ตอนนี้ในมือมี 500 หยวน ถ้าไปปักกิ่งแล้วซื้อเสื้อผ้าแค่ 100 หยวน มันจะตลกเกินไปไหม? แถมที่ปักกิ่ง ทั้งสองฝ่ายก็มีญาติผู้ใหญ่ ยังไงก็ต้องซื้อของฝากติดไม้ติดมือไปบ้าง คิดถึงสภาพการเงินที่ตึงตัว เจียงเหยาก็ขมวดคิ้ว สุดท้ายก็คือ เงินไม่พอ กู้เฉิงเจ๋อเป็นคนที่ลงมือทำจริง กลับมาบ้านได้ไม่นานก็เริ่มทำความสะอาดบ้านทั้งกวาดบ้านทั้งเทขยะ ขยันเหมือนผึ้ง เจียงเหยายังสงสัย ว่าเขากินยากระตุ้นอะไรเข้าไป ทำไมวันนี้ถึงได้ขยันผิดปกติ? แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะตอนนี้ในใจยังยุ่งเรื่องทุนอยู่ ตอนนี้ขายอาหาร วันหนึ่งกำไรเฉลี่ยแค่ 50 หยวน ต้องเก็บเพิ่มอีก 500 หยวน มีเงินในมือ 1,000 หยวน ค่อยไปปักกิ่ง “คิดอะไรอยู่?” กู้เฉิงเจ๋อที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จ เห็นเธอเหม่อเลยเดินเข้ามาถาม เจียงเหยาสะดุ้ง “ก็เรื่องทุนไงล่ะ” เธอเล่าเรื่องเงินที่มีอยู่ให้เขาฟัง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการไปปักกิ่ง และยังต้องมีเงินทุนเหลือไว้สำหรับขายอาหาร แบบนี้ก็ต้องเสียเวลาไปอีกหลายวัน แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ เจียงเหยาคิดว่า ไหนๆ ก็ไปแล้ว ต้องซื้อของให้เยอะหน่อย ด้วยสายตาของคนจากยุคหลัง และการสำรวจตลาดในช่วงนี้ เธอพอจะรู้ว่าสินค้าแบบไหนขายดี ถ้าซื้อของมาน้อย แล้วขายหมดในไม่กี่วัน ต้องไปซื้อเพิ่มอีก เท่ากับเสียค่ารถซ้ำซ้อน กู้เฉิงเจ๋อฟังอย่างตั้งใจ พอเจียงเหยาพูดจบก็ถามว่า “เธอยังขาดอีกเท่าไหร่?” “อย่างน้อยก็อีก 500 หยวน ต้องให้ครบ 1,000 หยวน หักค่าใช้จ่ายระหว่างทาง แล้วก็ต้องเผื่อไว้สำหรับขายอาหารด้วย ถ้าได้เท่านี้ ไปปักกิ่งก็ถือว่าคุ้ม” ผู้ชายพยักหน้า “โอเค” จากนั้นก็เดินออกจากบ้านไป เจียงเหยาไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม ผู้ชายคนนี้ไม่สนใจนางร้าย ยังไงก็คงไปนอนที่โรงงานเหมือนเดิม คืนนั้นเจียงเหยาอุ่นน้ำ ตักใส่กะละมังแล้วอาบน้ำอย่างง่ายๆ ก่อนจะขึ้นเตียงนอนแต่หัวค่ำ พรุ่งนี้ต้องไปขายของอีก นอนเร็วหน่อยก็ดีอยู่แล้ว ช่วงนี้ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีทีวี ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ใช่คนรวย ก็เลยทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนฝันถึงเรื่องดีๆ เธอกำลังฝันว่าในยุคแปดศูนย์ ที่ปักกิ่ง เธอซื้อบ้านแบบโบราณอยู่หลายหลัง รู้ไหมว่าตอนนี้ บ้านแบบนั้นในยุคหลัง ราคาก็ปาไปเป็นพันล้านแล้ว ฝันดีแท้ๆ เธอกำลังจะกลายเป็นมหาเศรษฐีแล้วแท้ๆ แต่แล้ว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ปลุกเธอให้สะดุ้งตื่น ในความเงียบสงัดของกลางคืน เสียงเคาะประตูยิ่งชัดเจน เจียงเหยาเปิดไฟ หัวใจเต้นแรง นึกว่าขโมยขึ้นบ้าน “ใคร ใครน่ะ!” เสียงของกู้เฉิงเจ๋อดังขึ้น “เปิดประตูสิ ฉันเอง!” เจียงเหยาถอนหายใจด้วยความโล่งอก ลูบหน้าอกอย่างหวาดเสียว ไอ้หมอนี่เป็นอะไรของเขา? เธอมองดูนาฬิกาแขวนผนังแบบโบราณในห้อง ตอนนี้ก็เกือบห้าทุ่มแล้ว เจียงเหยาเปิดประตู กู้เฉิงเจ๋อก้าวเข้ามาในห้อง เธอบ่นงัวเงียระหว่างหาว “ดึกป่านนี้ คุณมาทำอะไรอีกเนี่ย” เจียงเหยาง่วงจนลืมตาแทบไม่ขึ้น ใครจะรู้ว่าเมื่อกี้เธอกำลังฝันดี ฝันว่าตัวเองกลายเป็นเศรษฐีจากการซื้อบ้านหลายหลังในยุคแปดศูนย์ ที่ปักกิ่ง กำลังจะได้เป็นมหาเศรษฐีแล้วเชียว เสียงเคาะประตูดันปลุกให้ตื่นเสียก่อน ทำเอาเจียงเหยาโมโหสุดๆ ถึงแม้มันจะเป็นแค่ฝันก็เถอะ อย่างน้อยก็ให้ฝันให้จบเถอะ! กู้เฉิงเจ๋อถอดเสื้อคลุมอย่างเงียบๆ แล้วหยิบซองจดหมายจากกระเป๋าเสื้อ ยื่นให้เจียงเหยา เธอรับมางงๆ ลองชั่งน้ำหนักดู ก็พอเดาได้ว่าข้างในคืออะไร “นี่อะไร?” กู้เฉิงเจ๋อตอบ “ห้าร้อยหยวน” เธอสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ “คุณ ไปเอามาจากไหนน่ะ!” เจียงเหยาร้องเสียงหลง เธอก็ว่าแล้วว่าซองมันหนัก ห้าร้อยหยวน ถ้าเป็นแบงก์สิบหยวนก็ห้าสิบใบ ไม่หนักก็แปลกแล้ว ที่สำคัญคือ หมอนี่เอาเงินมากขนาดนี้มาจากไหน? ไม่ใช่ว่าเธอดูถูกเขา แต่เงินเดือนเขาก็แค่ 70 หยวนต่อเดือนเอง หลังแต่งงานก็ต้องให้สินสอด ฝ่ายนางร้ายเองก็หวังว่าเขาจะไม่เอาเงินไปให้ซ่งเสวี่ยเจียว ทำเรื่องไม่เข้าท่าเอาไว้เยอะ เงินเดือนของกู้เฉิงเจอจึงแทบหมดทุกเดือน ในยุคแปดศูนย์ ห้าร้อยหยวนไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลย ครอบครัวทั่วไปประหยัดกันทั้งปียังเก็บไม่ถึงสองร้อย เจียงเหยาจะไม่แปลกใจได้ยังไง? และคำตอบของกู้เฉิงเจ๋อ ยิ่งทำให้เธอเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ...