← สารบัญ ฉีกบท "ตัวประกอบหญิง" ยุค 70 (ติงกั๋ว)

ฉีกบท "ตัวประกอบหญิง" ยุค 70 (ติงกั๋ว)

ตอนที่ 12บทที่ 12

บทที่ 12 “ป้าๆ เข้าใจผิดกันแล้วนะ เรื่องนี้คนอื่นอาจไม่รู้ พ่อแม่ฉันรับฉันกลับมาก็เพื่อให้ฉันมาเป็นตัวประกอบให้ลูกสาวบุญธรรมของบ้านนี้ต่างหาก”

เสียงสั่งสอนที่พูดกันจ้อกแจ้กก่อนหน้าเงียบลงทันที ทุกคนต่างรู้สึกแปลกใจกับคำพูดของติงกั่ว

“ตัวประกอบ? ตัวประกอบอะไรล่ะ?”

แถมยังจงใจเน้นคำว่า ‘ลูกสาวบุญธรรมของบ้านนี้’ ชัดเจนว่าแฝงกลิ่นดินปืนมาเต็มๆ

บรรดาป้าๆ น้าๆ มองหน้ากัน ดวงตาเต็มไปด้วยประกายอยากรู้อยากเห็น ไฟซุบซิบลุกโชนในพริบตา

ข้างๆ มีม้านั่งตัวเล็กวางทิ้งไว้ ไม่รู้ของใคร ติงกั่วก็ไม่เกรงใจ ลากมานั่งลงอย่างคุ้นเคย แล้วผสมโรงเข้ากับวงเมาท์ของบรรดาป้าๆ

“ลูกสาวบุญธรรมของบ้านฉันไม่ใช่กำลังคบหาคนรักอยู่เหรอ…”

เธอซื้อเมล็ดแตงจากร้านค้าของระบบ ใช้กระเป๋าเป็นที่บัง หยิบออกมาแบ่งให้คนละกำมือ เคี้ยวไปคุยไป พูดฉอดๆ เล่าเรื่องที่ติงจื้อกังกับเย่วหงเหมยพยายามปีนป่ายไปเกาะตระกูลข้าราชการระดับสูง เพื่อปูทางให้ติงเนี่ยนจวินได้แต่งงานกับลูกชายบ้านนั้น ถึงกับจะให้เธอแต่งกับคนโง่ เรื่องทั้งหมดถูกเล่าออกมาแบบไม่ปิดบังแม้แต่นิดเดียว

พูดจนคอแห้งปากแห้ง ถึงได้ตบก้นลุกกลับบ้าน ปล่อยให้กลุ่มคนกินเผือกที่ช็อกตาค้างนั่งอึ้งอยู่ตรงนั้น

ป้าๆ น้าๆ ได้กินข่าวฉ่ำสมใจ หน้าแดงก่ำ ดวงตาเป็นประกาย โอ้โห เรื่องแบบนี้ต้องรีบกลับไปเล่าต่อให้ไว…

ใครจะคิดล่ะ ว่าติงจื้อกังกับเมียจะดูเหมือนคนดีมีหน้ามีตา แต่ความทะเยอทะยานกลับหนักขนาดนี้ เพื่อจะเกาะตระกูลข้าราชการในเมืองหลวง ถึงกับขายลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองได้

แล้วยังเย่วหงเหมยอีก จะให้ลูกแท้ๆ ไปแต่งกับคนโง่ แต่ยังคาดหวังให้ลูกเชื่อฟังว่าง่ายอีกหรือ ถ้าไม่พังบ้านก็ถือว่าติงกั่วอารมณ์ดีมากแล้ว

ติงกั่วกลับบ้านอย่างสบายใจเฉิบ

ยามเย็น บ้านในเขตที่พักอาศัยหลายหลังเริ่มมีควันจากเตาไฟลอยบางๆ กลิ่นฟืนไหม้จางๆ คลอไปกับเสียงหม้อชามกระทบกัน

เย่วหงเหมยสูดกลิ่นอาหารจากบ้านเพื่อนบ้าน ฟังเสียงจอแจของมื้อเย็น แม้จะรู้ว่าหลังจากลูกสาวคนโตเปลี่ยนนิสัย คงไม่ยอมง่ายๆ แต่ก็ยังแอบหวังลึกๆ ว่าพอเข้าบ้าน ล้างมือแล้วจะได้กินข้าวทันที

มัวแต่คิดเรื่องนี้ จึงไม่ทันสังเกตสายตาของบรรดาคุณยายชั้นล่างที่แอบชี้ไม้ชี้มือซุบซิบใส่เธอ

เย่วหงเหมยกับติงจื้อกังเข้าบ้านไล่เลี่ยกัน ความหวังเล็กๆ นั้นไม่เกิดขึ้นจริง เมื่อเห็นติงกั่วนั่งสบายใจอยู่บนโซฟา เปิดพัดลมเป่าเบาๆ ใจของเธอก็อึดอัดทันที

ในบ้านก็ไม่มีกลิ่นอาหารแม้แต่นิดเดียว

คำตำหนิแทบจะหลุดออกจากปาก แต่ติงจื้อกังที่คอยสังเกตสีหน้าเธออยู่ตลอด รีบไอเบาๆ ขัดไว้ แล้วเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน มองติงกั่วพร้อมรอยยิ้ม “กลับมากี่โมง เสื้อผ้าที่ซื้อมาใช่ตัวนั้นไหม?”

ติงกั่วกลับมาก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวกับกางเกงสีดำ

ติงจื้อกังพูดยังไม่ทันจบ ก็สังเกตว่าเธอตัดผม คิ้วขมวดเล็กน้อย “ผมดีๆ ทำไมไปตัดสั้นแบบนี้?”

เย่วหงเหมยก็เพิ่งเห็นทรงผมใหม่ของติงกั่ว ความรังเกียจที่กดไว้ระเบิดออกมาทันที เสียงแหลมขึ้น “ไปตัดผมทำไม ตัดสั้นขนาดนี้ ดูเหมือนเด็กผู้ชายไปได้!”

แบบนี้จะให้คนเขามาดูตัวได้ยังไง

ติงกั่วเอียงคอมอง “ผมอยู่บนหัวฉัน ฉันอยากตัดก็ตัด พวกคุณตกใจอะไรนักหนา หรือว่าบ้านคนโง่เขามีกฎเรื่องทรงผมด้วย?”

สองสามีภรรยาพูดไม่ออก

ถึงจะไม่ได้กำหนด แต่ผู้หญิงที่ไหนจะตัดผมสั้นขนาดนี้ สู้ถักเปียสองข้าง ดูเรียบร้อยเป็นกุลสตรีไม่ดีกว่าหรือ

แต่ตัดไปแล้ว จะต่อกลับก็ไม่ได้ เย่วหงเหมย กดความไม่พอใจไว้ ฝืนยิ้ม พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ลูกนี่นะ ทำไมพูดไม่ดีเลย บ้านคนโง่อะไร เขาเป็นตระกูลข้าราชการระดับสูงในเมืองหลวงนะ ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กคนนั้นสมองมีปัญหานิดหน่อย ลูกคิดว่าจะมีโอกาสเข้าไปไหม ติงกั่ว แม่รู้ว่าพูดแบบนี้ลูกไม่สบายใจ แต่ลูกไม่คิดหรือว่าการเป็นสะใภ้บ้านข้าราชการมันน่าภูมิใจแค่ไหน”

ช่วงบ่าย เด็กบ้านพานคนนั้นโทรหาเธอเอง บอกว่ายินดีชดเชย ขอแค่อย่าให้เรื่องของเขากับเนี่ยนจวินมีอุปสรรคอีก

เด็กคนนี้ดีจริงๆ ให้ความสำคัญกับเนี่ยนจวินขนาดนี้ ทั้งช่วยคิดหาทาง แถมยังจะควักเงินชดเชยให้ติงกั่วเอง

สำหรับเธอ เงินชดเชยจะมีหรือไม่ก็ไม่สำคัญ รอให้ติงกั่วแต่งเข้าไป เห็นชนชั้นนั้น เห็นความเจริญของเมืองหลวง สุดท้ายก็ต้องขอบคุณเนี่ยนจวินอยู่ดี

ยิ่งลูกทั้งสองยอมทุ่มเทเพื่อความรักแบบนี้ ยิ่งทำให้เธอซาบซึ้งใจ

คนมีใจ…ได้ครองคู่กันในที่สุด

เย่วหงเหมย ทอด ถอนใจ สีหน้าวูบไหวเล็กน้อย ก่อนจะเก็บอารมณ์กลับคืน

ยิ่งมีคำพูดของติ่งเฟิงเป็นหลัก เธอยิ่งมั่นใจ แถมยังแอบดูแคลนว่า ‘ลูกสาวคนโตช่างไม่รู้คุณค่า สายตาสั้นจริงๆ’ ของดีเอาไปยัดให้ก็ถือไม่อยู่ ชะตาคนจนโดยกำเนิดจริงๆ

เห็นติงกั่วไม่สวนกลับทันที เธอรู้สึกมีความหวัง รีบขยับไปนั่งใกล้ เปิดพัดลมเป่า พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ “อย่าเพิ่งโมโห ฟังแม่วิเคราะห์ให้ดีๆ ก่อน…”

คราวนี้ติงจื้อกังไม่ห้าม เพราะติ่งเฟิงโทรมาเร่งความคืบหน้าเหมือนกัน งั้นก็ลองหยั่งท่าทีติงกั่วอีกครั้ง เขาจึงเดินเข้าครัวไปทำอาหาร

ในห้องนั่งเล่น เย่วหงเหมยพูดยิ่งคึก “อย่างอื่นไม่ต้องพูด แค่แต่งเข้าบ้านพาน ลูกก็เป็นคนคุมบ้านได้เลย เด็กคนนั้นสมองมีปัญหา ก็ไม่ใช่ว่าลูกพูดอะไรเขาจะเชื่อหมดหรือ ลูกจะคุมเขาให้อยู่หมัดแค่ไหนก็ได้ พ่อแม่สามีจะไม่เห็นค่าลูกได้ยังไง ลูกสะใภ้ที่หาได้ยากขนาดนี้ ยังไงก็ต้องประคบประหงมทั้งวัน”

“ถ้าแต่งกับครอบครัวธรรมดา ชีวิตจะเป็นยังไง ผู้ชายบ้านธรรมดาจะมีอนาคตอะไร แถมยังอาจมีปัญหาพี่สะใภ้น้องสะใภ้ พี่น้องสามีภรรยา จะใช้ชีวิตสงบๆ ยังยาก แต่งไปเมืองหลวงไม่เหมือนกัน บ้านเขามีพี่น้องผู้ชายแค่สองคน ลูกกับเนี่ยนจวินเป็นสะใภ้ด้วยกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องทะเลาะกัน เนี่ยนจวินก็ไม่ใช่คนชอบรังแกใคร”

“ลองคิดดูสิ ชีวิตแบบนี้ไม่สบายหรือ แม่ไม่ได้ขายลูกนะ ลูกเป็นเนื้อที่หลุดจากตัวแม่ แม่จะทำร้ายลูกได้ยังไง โง่จริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเนี่ยนจวินคบกับติ่งเฟิง ต่อให้ลูกกระโดดสูงแค่ไหน ก็เอื้อมไม่ถึงครอบครัวแบบนี้หรอก”

เย่วหงเหมยพูดอย่างอารมณ์ดี ราวกับเตรียมน้ำผึ้งทั้งขวดไว้ แค่ติงกั่วพยักหน้า ก็จะตกลงไปในถังน้ำผึ้งทันที

“อย่าทำคอแข็งไปหน่อย ลูกไม่เคยไปเมืองหลวง ไม่รู้ว่ามันเจริญแค่ไหน ไม่เคยเห็นบ้านข้าราชการเป็นยังไง คิดว่าคนเขาอยู่เบียดกันในบ้านเล็กๆ เหมือนบ้านเราหรือ บ้านเขาเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นนะ ดูภูมิฐานจะตาย คิดไม่ถึงล่ะสิ ลูกยังไม่รู้ค่ากลับไม่ยอม ถ้าพลาดไป คราวนี้ทั้งชีวิตลูกจะเสียใจไปตลอด” เย่วหงเหมยยิ้ม ตบแขนลูกสาวอย่างเอ็นดู “คิดให้ดี อย่าดื้อดึง แม่เชื่อว่าสุดท้ายลูกต้องตกลงแน่นอน!”

ติงกั่วขยับแขนหนีอย่างรังเกียจ หันไปถามด้วยความสงสัย “คุณมั่นใจอะไรขนาดนั้น?”

เย่วหงเหมย: …

พูดมาตั้งนาน เสียเปล่า

เธอทิ้งคำพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “หัวแข็งจริง!”

แล้วเดินเข้าครัวไป

พอเข้าไป ติงจื้อกังมองเธอ เย่วหงเหมยส่ายหัว แววตาของเขาฉายความผิดหวัง

ติงเจี้ยนเช่อไม่กลับมากินข้าว ไปหาติงเนี่ยนจวิน เย่วหงเหมย กลับดีใจ เธอชอบให้ลูกๆ ล้อมรอบเนี่ยนจวิน

ติงเจี้ยนกั๋วมองติงกั่วเพิ่มอีกสองสามครั้ง เขาคิดว่าเธอรู้เรื่องพวกนี้ คงไม่สบายใจ

เมื่อสี่ปีก่อนก็เป็นแบบนี้ ตอนนั้นติงกั่วมักมองพวกเขาเล่นหัวกับเนี่ยนจวิน แววตาเต็มไปด้วยความโหยหา ปนความเหงา

แต่ตอนนั้นยังเด็ก ไม่เข้าใจอะไร รู้แค่ว่าพี่สาวที่กลับมาจากชนบทดูเชย อยู่ด้วยแล้วน่าอาย ไม่มีใครอยากเล่นด้วย

โตขึ้นถึงเข้าใจ ว่าเธออยากใกล้ชิดพี่น้องเหล่านี้แค่ไหน

แต่เมื่อคืนเธอทำกับเนี่ยนจวินแบบนั้น พวกเขาจะยังกล้าเข้าใกล้เธอได้ยังไง

ถ้าเธอกลับไปเป็นพี่สาวคนเดิมได้ สักวันหนึ่ง ทุกคนอาจยอมคุยกับเธออีกครั้ง

หลังอาหารเย็น ติงเจี้ยนกั๋วเข้าไปหยิบเสื้อผ้าเตรียมอาบน้ำ จู่ๆ ก็ร้องขึ้น “เสื้อผ้าผมทำไมยังไม่ซัก!”

เขาถือเสื้อผ้าสกปรกเดินออกมา มองติงกั่วอย่างไม่พอใจ แล้วหันไปบอกเย่วหงเหมย “แม่ เสื้อผ้าผมยังไม่ซัก ห้องก็ยังไม่ทำความสะอาด!”

เย่วหงเหมยกำลังเก็บชาม ตอบอย่างหงุดหงิด “แม่ก็เพิ่งเลิกงาน เลิกงานมาก็รีบทำข้าวให้ทั้งบ้าน แม่จะไปถามใครได้ล่ะ”

พูดไปก็มองติงกั่วไปด้วย

เธออยากให้ติงกั่วกลับไปทำงานบ้านเหมือนเดิมที่สุด แบบนั้นเธอจะได้สบายขึ้นบ้าง ดูสิ กินเสร็จก็ไปนั่งโซฟาเปิดพัดลมทันที ก้นหนักจริงๆ

สีหน้าติงเจี้ยนกั๋วหม่นลง เดินเข้าไปยืนเหนือหัวติงกั่ว พูดเสียงต่ำ “พี่ใหญ่ ผมคิดว่าผมควรคุยกับพี่หน่อย”

ติงกั่ว “มีอะไรก็พูดมา”

ติงเจี้ยนกั๋ว: …

เขาสูดหายใจลึก กลั้นโทสะ “พี่อยู่บ้านก็ว่าง ช่วยแม่ทำความสะอาด ซักผ้าให้ทุกคนหน่อยไม่ได้หรือไง”

ติงกั่วลูบผมสั้นที่หยาบจนชี้ฟูเล็กน้อย “ฉันว่างก็ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องทำความสะอาด ซักผ้าให้พวกคุณ”

เธอเงยหน้าถาม “ติงเนี่ยนจวินทำงานบ้านไหม?”

เอาอีกแล้ว เปรียบเทียบอีกแล้ว

ติงเจี้ยนกั๋วเดือด “เนี่ยนจวินทำหรือไม่ทำ เกี่ยวอะไรกับพี่!”

ติงกั่วลุกขึ้น ฉาด! ตบหน้าเขาเต็มแรง “ฉันทำหรือไม่ทำ เกี่ยวอะไรกับนาย คนไร้ความรับผิดชอบอย่างนายมีหน้ามาสั่งสอนฉันหรือ นายคิดว่านายเป็นใคร!”

ติงเจี้ยนกั๋ว นอกจากความแสบร้อนบนแก้ม ยังรู้สึกถึงความอับอายที่ไม่เคยมีมาก่อน

ในฐานะลูกชายคนโต พ่อแม่ให้ความสำคัญ น้องๆ เคารพ ตั้งแต่เด็กไม่เคยโดนตบแม้แต่นิ้วเดียว ใครจะคิดว่าวันนี้จะโดนพี่สาวที่เกิดก่อนเขาแค่สิบนาทีตบหน้าเข้าให้

“ติงกั่ว!” ติงเจี้ยนกั๋วหน้าแดงก่ำ ตะโกนลั่น จ้องเธอเขม็ง…จ้องต่อไป

ขณะนั้น เขารู้สึกถึงความอึดอัดแบบเดียวกับที่ติงเจี้ยนเช่อรู้สึกเมื่อคืน ความหวาดกลัวที่อธิบายไม่ถูก และไม่อยากยอมรับ

ติงจื้อกังโมโห ตะโกนดุ “ติงกั่ว ทำไมถึงใช้ความรุนแรงอีก ไม่จบไม่สิ้นหรือไง มารยาทของลูกอยู่ไหน!”

เย่วหงเหมยเพิ่งยกชามเข้าไปในครัว ได้ยินเสียงก็รีบออกมา เห็นลูกชายคนโตโดนตบ หน้าแดงจัด ใจเธอเจ็บราวกับถูกบีบ แต่เมื่อสามีเข้ามาแทรก เธอจึงกลั้นอารมณ์ เดินไปหยิบผ้าเย็น ระหว่างนั้นได้ยินเสียงติงกั่วพูดช้าๆ “ขอโทษนะ ตั้งแต่เด็กไม่มีพ่อแม่สั่งสอน เลยไม่รู้จักคำว่ามารยาท แต่พวกคุณก็ไม่ต้องคิดจะสอนฉันแล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องมีมันอีกต่อไป”

สองสามีภรรยาสีหน้าชะงัก ใจสั่นพร้อมกัน

ต่อให้ไม่ชอบลูกสาวคนโตแค่ไหน คำพูดนี้ก็แทงใจพวกเขา

ความคิดจะดุเธอ เอาคืนแทนลูกชายคนโต จึงสลายไปเฉยๆ

ติงกั่วสะบัดข้อมือ มองหน้าติงเจี้ยนกั๋วที่บวมขึ้นทันตา ยิ้มเยาะอย่างกร่าง แล้วหันจะกลับห้อง

ก่อนเข้าห้อง เธอคิดอะไรบางอย่าง ยื่นมือถอดปลั๊กพัดลม ถือไว้ มองไปทางติงเซียง ยิ้มสดใส เชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้น “เจ้าหก คืนนี้จะกลับไปนอนห้องไหม?”

ติงเซียงยังจมอยู่กับความกลัวที่ติงกั่วอาละวาดตบคน ถูกเรียกชื่อกะทันหันก็สะดุ้ง ตัวสั่นเล็กน้อย ส่ายหน้าทันที แม้ถูกเรียกว่า ‘เจ้าหก’ ก็ไม่กล้าเถียง

“ดีมาก รักษามาตรฐานนี้ไว้!” ติงกั่วไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย ปึง! ปิดประตู ใส่กลอน เปิดพัดลม นอนเอนสบายบนเตียง

ข้างนอกมีเสียงเย่วหงเหมยบ่นไม่พอใจ “ดูสิ ตบซะขนาดนี้ ลงมือหนักจริงๆ!”

ติงเจี้ยนกั๋วไม่ได้อั้นจนร้องไห้เหมือนติงเจี้ยนเช่อ แต่รู้สึกแน่น อก ความอัดอั้นนั้นไหลไปกลายเป็นตัวเลขในรายการรายได้ของติงกั่ว พร้อมกับสมาชิกบ้านติงคนอื่นๆ พุ่งเร็วเหลือเกิน

เขารับผ้ามาประคบหน้าเอง พูดเสียงต่ำ “แม่ ช่วยซักเสื้อผ้าให้ผมหน่อย เสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงสีเทาอ่อน ผมต้องเอาไปพรุ่งนี้เช้า พรุ่งนี้เย็นไม่ต้องทำข้าวเผื่อผม ผมจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อที่หน่วยงาน แล้วไปสถานีรถไฟรับเซียวหง”

เย่วหงเหมย “เซียวหงกลับมาแล้วเหรอ?”

ติงเจี้ยนกั๋วพยักหน้า ปิดหน้าไว้ แล้วกลับเข้าห้อง

ติงจื้อกังก็ยืนหน้าบึ้งอยู่ข้างๆ นิสัยของลูกสาวคนโตแบบนี้ไม่ดีเลย คงต้องหาจังหวะเหมาะๆ คุยกับเธอสักครั้งในอีกไม่กี่วัน

ในห้อง ติงกั่วกำลังคิดถึงชื่อ ‘เซียวหง’ ที่เย่วหงเหมยพูดถึงอยู่ในหัว