ทั้งตระกูลตัวร้ายได้ยินเสียงในใจของฉัน
ตอนที่ 18 — 018
บทที่ 18 ข้าฝันไปเรื่องหนึ่ง
ฉวนเหวินนั่งลงบนก้อนหินข้างภูเขาจำลอง ก่อนเริ่มจัดระเบียบเนื้อเรื่องใหม่
ก่อนหน้านี้ตอนที่ไปพระราชวัง นางก็พบว่าเนื้อเรื่องกำลังถูกจัดเรียงขึ้นใหม่ พอดีตอนนี้มีเวลาว่าง จึงถือโอกาสจัดระเบียบดูเสียหน่อย
จุดที่เนื้อเรื่องเปลี่ยนแปลงมีทั้งหมดสามประการ:
ประการแรก: ท่านโหวฉางซิงที่เดิมทีควรตายกลับมีชีวิตรอด แต่ชะตากรรมที่จวนโหวฉางซิงจะถูกทำลายนั้นกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
ประการที่สอง: เฉาหยางเซี่ยนจู่ที่เดิมทีควรถูกทรมานจนตายหลังปีใหม่ เวลานี้กลับยังมีชีวิตอยู่อย่างดี อีกทั้งองค์หญิงเป่าฮุ่ยก็ไม่เกลียดชังจวนโหวฉางซิงอีกแล้ว ในเนื้อเรื่องที่องค์ชายสามทำลายจวนโหวฉางซิง ก็ไม่มีเงาขององค์หญิงเป่าฮุ่ยปรากฏอยู่อีกต่อไป
ส่วนเหตุใดองค์ชายสามผู้เป็นพระเอกจึงต้องทำลายครอบครัวของนางเอกนั้น ก็เป็นสูตรสำเร็จของนิยายแนวทรมานนางเอกนั่นเอง จำเป็นต้องทั้งทรมานร่างกายและจิตใจของนางเอก จากนั้นพระเอกค่อยตามง้อภรรยาในภายหลัง
ฉวนเหวินบ่นว่าพล็อตน้ำเน่าเช่นนี้ช่างชวนให้ปวดหัวเสียจริง ก่อนจะเริ่มจัดระเบียบการเปลี่ยนแปลงประการที่สามต่อ
เอ๊ะ?
ฉวนเหวินขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจางชิง จ้วงหยวน กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น
ฉวนเหวินรีบเผือกทันที นับตั้งแต่กลับมาถึงจวนโหวฉางซิง นางยังไม่เคยพบจางชิงเลย ต่อให้การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดข้างต้นเป็นผลกระทบแบบผีเสื้อที่เกิดจากการที่นางไม่แย่งชิงหรือแข่งขันกับผู้ใด ก็คงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับจางชิงกระมัง?
ในเนื้อเรื่องเดิม จางชิงเป็นบุตรสาวคนเล็กของอัครมหาเสนาบดีจาง ตั้งแต่เล็กถูกส่งไปเลี้ยงดูที่คฤหาสน์ในชนบทอันห่างไกล ที่นั่นนางได้ศึกษากับอาจารย์สตรีผู้หนึ่ง ก่อนจะปลอมตัวเป็นบุรุษเข้าสอบระดับท้องถิ่น สอบระดับอำเภอ สอบระดับมณฑล และสอบหน้าพระที่นั่ง จนกระทั่งเมื่อหนึ่งปีก่อน นางสอบได้จ้วงหยวน ด้วยบทความว่าด้วยการปกครองประชาชนที่สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้คนทั้งหลาย
เดิมทีฮ่องเต้ทรงมีพระประสงค์จะให้นางรับราชการอยู่ในเมืองหลวง แต่เพราะนางมีความมุ่งมั่นที่จะเดินทางไปทั่วทุกแห่ง จึงขอออกไปรับตำแหน่งต่างเมืองด้วยตนเอง
หลังจากนั้น พื้นที่ที่นางรับราชการเกิดภัยแล้งขึ้น เงินบรรเทาทุกข์ที่ได้รับกลับมีอยู่น้อยนิด นางจึงเริ่มสืบสวนเรื่องนี้ และเมื่อค้นพบหลักฐานความผิดบางอย่าง นางจึงปลอมตัวปะปนมากับกลุ่มผู้ลี้ภัยเพื่อเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง
ทว่าระหว่างทางกลับถูกลอบสังหาร จนรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดด้วยการพบองค์ชายสามโดยบังเอิญ จึงสามารถหนีรอดจากภัยพิบัติครั้งนั้นมาได้ แต่ก็เพราะเหตุนี้เอง ที่องค์ชายสามค้นพบความลับว่านางเป็นสตรี
ด้วยเหตุนี้ จางชิงและจวนอัครมหาเสนาบดีจึงจำต้องผูกมัดอยู่กับองค์ชายสาม กลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการแย่งชิงบัลลังก์ขององค์ชายสาม
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่องค์ชายสามจะชิงบัลลังก์ได้ จางชิงก็ถูกศัตรูทางการเมืองเริ่มสงสัยในตัวตนของนางเสียก่อน นางจึงจำต้องยอมรับแผนการขององค์ชายสาม แกล้งตาย แล้วเข้าสู่ตำหนักองค์ชายสามในฐานะอนุ
เป็นเวลานานที่จางชิงทำหน้าที่เป็นกุนซือขององค์ชายสาม ดังนั้นแม้จะมีฐานะเป็นอนุ แต่นางก็ยังมีอำนาจในการออกความเห็นภายในตำหนักองค์ชายสาม นี่เองจึงเป็นเหตุผลที่ภายหลังนางสามารถช่วยให้นางเอกหลบหนีออกจากตำหนักองค์ชายสามได้สำเร็จ
เพราะช่วยให้นางเอกหลบหนี จางชิงจึงถูกองค์ชายสามขึ้นบัญชีดำ ทันทีที่เขามั่นคงในตำแหน่งฮ่องเต้ ก็ใช้ยาพิษปลิดชีวิตจางชิง อีกทั้งยังสร้างข้อหาขึ้นมาลอย ๆ เพื่อกำจัดจางหุย ขุนนางผู้ทำให้เขารู้สึกหวาดระแวง
ทว่า เวลานี้เนื้อเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับจางชิงกลับถูกเปลี่ยนแปลงไป
จางชิงยังคงจะเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงพร้อมกลุ่มผู้ลี้ภัยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และยังคงถูกลอบสังหารเช่นเดิม แต่ผู้ที่ช่วยนางเอาไว้กลับไม่ใช่องค์ชายสาม หากแต่เป็น...
ฉวนเหวินมองชื่อที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า พลางขมวดคิ้วจนแทบผูกปม เฉาหยาง?
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากช่วยชีวิตจางชิงแล้ว ตัวตนที่แท้จริงของจางชิงในฐานะสตรีกลับไม่ถูกเปิดเผย สิ่งที่ทำให้ฉวนเหวินถึงกับอึ้งยิ่งกว่านั้นก็คือ เฉาหยางกลับตกหลุมรักจางชิงตั้งแต่แรกพบ!
ใบหน้าของฉวนเหวินเต็มไปด้วยความสงสัย ความงุนงง และความไม่เข้าใจ เฉาหยางไม่ใช่ว่ารักโจวหย่งจนหัวปักหัวปำ ถึงขั้นยอมเป็นยอมตายเพื่อเขาหรือ? แล้วเหตุใดจู่ ๆ นางถึงได้ตกหลุมรักจางชิงตั้งแต่แรกพบอีกเล่า?
ฉวนเหวินอ่านต่อไป พบว่าเฉาหยางคอยแสดงความเอาใจใส่ต่อจางชิงอยู่บ่อยครั้ง แต่จางชิงกลับเย็นชาราวกับก้อนหิน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ใจอ่อนลงได้ ฉวนเหวินจึงอดบ่นไม่ได้ว่าหากทำให้ก้อนหินร้อนขึ้นและละลายได้จริง นั่นต่างหากถึงจะน่าประหลาดใจ แต่พอนึกอีกที ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว ผู้ใดกำหนดกันเล่าว่าระหว่างสตรีสองคนจะเกิดความรักขึ้นไม่ได้? หลังจากนั้น เนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจางชิงก็เริ่มเลือนรางลง นางจะกลับไปพัวพันกับองค์ชายสามอีกหรือไม่ และท้ายที่สุดจะถูกวางยาพิษจนเสียชีวิตหรือไม่ ล้วนกลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจทราบได้ ฉวนเหวินที่กำลังกินเผือกได้เพียงครึ่งทาง อดบ่นไม่ได้ว่าเนื้อเรื่องนี้ช่างไม่ฉลาดเอาเสียเลย อย่างน้อยก็ควรอาศัยฐานข้อมูลจากนิยายแนวทรมานนางเอกนับหมื่นนับพันเรื่องมาคำนวณบ้างมิใช่หรือ? ขณะที่นางกำลังเท้าคางทอดถอนใจอยู่ ก็คล้ายจะได้ยินเสียงผู้คนกำลังพูดคุยกันพลางเดินเข้ามาทางนี้ “สองวันนี้เหตุใดเจ้าถึงสนิทสนมกับเด็กสาวบ้านนอกผู้นั้นนัก?” น้ำเสียงตำหนิดังมาแผ่วเบา “อย่าลืมสิว่า ที่น้องชายของเจ้าถูกส่งไปอยู่ที่คฤหาสน์นอกเมือง ล้วนเป็นเพราะครอบครัวชาวบ้านผู้นั้น!” จากนั้นก็มีเสียงโต้แย้งที่ฟังดูอ่อนเยาว์กว่า “ท่านแม่ เรื่องที่น้องชายถูกส่งไปอยู่ที่คฤหาสน์นอกเมืองไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่านอารองและครอบครัวของท่านเลย เป็นเพราะเขาหลงเชื่อคำยุยงของอนุผู้นั้นจนก่อเรื่องผิดพลาดขึ้นเอง จะไปโทษท่านอารองได้อย่างไรเจ้าคะ” “อีกอย่าง ท่านพ่อก็เคยบอกท่านแล้วมิใช่หรือว่า อย่าเรียกท่านอารองและครอบครัวของท่านว่าเป็นชาวบ้านอีก หากพวกท่านได้ยินเข้าคงไม่ดีนัก ตำแหน่งบุตรชายคนโตสายตรงแห่งจวนโหวฉางซิง เดิมทีก็ควรเป็นของท่านอารอง เป็นพวกเราที่ได้รับประโยชน์ ท่านแม่ ต่อไปท่านอย่าได้พูดเช่นนี้อีกเลยเจ้าค่ะ” “เจ้า...เจ้า...เจ้า...” เสียงนั้นฟังดูทั้งโกรธและร้อนใจขึ้นมา “เหตุใดเจ้าถึงไม่แยกแยะถูกผิดเหมือนบิดาของเจ้า! อะไรกันที่ว่าเป็นพวกเราได้รับประโยชน์? เป็นเพราะพวกเขาโชคร้ายเอง ต่ำต้อยเอง เหตุใดข้าจะพูดไม่ได้!” “อีกทั้ง ต่อไปเจ้าก็อยู่ห่างจากเด็กสาวผู้นั้นเสียบ้าง ไม่เห็นหรือว่านางล่วงเกินองค์หญิงเป่าฮุ่ย? ครั้งนี้ถูกเรียกเข้าวังก็เพื่อถูกตำหนิ ต่อไปจะเกิดเรื่องใดขึ้นอีกก็ไม่รู้ หรือว่าเจ้าเองก็อยากพลอยรับเคราะห์ไปด้วย?” “น้องเหวินไม่ได้ถูกเรียกเข้าวังเพื่อรับการตำหนิเจ้าค่ะ” เสียงที่โต้แย้งยังคงแผ่วเบาเช่นเดิม แต่กลับหนักแน่นอย่างยิ่ง “นางยังได้รับพระราชทานทองคำมาหนึ่งหีบด้วยนะเจ้าคะ”
“เจ้า...เจ้าจะทำให้ข้าโมโหตายหรืออย่างไร!” หลังจากหวังซื่อพูดจบ นางก็เดินเข้ามาใกล้ภูเขาจำลองพอดี และเห็นฉวนเหวินที่อยู่ด้านหลังภูเขาจำลองเข้า ฉวนเหวินนั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ใช้สองมือเท้าคางอยู่ในท่าครุ่นคิด พอเงยหน้าขึ้นก็สบตากับหวังซื่อพอดี ในตอนแรกหวังซื่อรู้สึกผิดที่ถูกจับได้ว่ากำลังนินทาผู้อื่น จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นทั้งอายทั้งโกรธในทันที นางชี้ไปที่ฉวนเหวิน “เหตุใดเจ้าถึงแอบฟังผู้อื่นพูดคุยกัน!” ฉวนเหวินทำหน้าไร้เดียงสา “เพราะเมื่อวานข้าฝันไปเรื่องหนึ่ง” อะไรนะ? หวังซื่อและฉวนอวี้ที่กำลังจะช่วยพูดแทนน้องเหวินต่างชะงักไป “เจ้าฝันเรื่องอะไรหรือ?” ฉวนอวี้ลองเอ่ยถาม “ข้าฝันเห็นเซียนเฒ่าผู้หนึ่ง” ฉวนเหวินกะพริบตา ก่อนหยุดไปครู่หนึ่ง หวังซื่อและฉวนอวี้ต่างเต็มไปด้วยความสงสัย แล้วอย่างไรต่อ? ฉวนเหวินกล่าวต่อว่า “เซียนเฒ่าบอกข้าว่าหลังภูเขาจำลองมีก้อนทองคำอยู่ก้อนหนึ่ง ให้ข้ามาเก็บในเวลานี้ของวันนี้” “แล้วเจ้าเก็บได้หรือไม่?” ฉวนอวี้ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ฉวนเหวินมองฉวนอวี้ที่ไร้เดียงสายิ่งกว่านางเสียอีก ก่อนเผยรอยยิ้มสดใส “เก็บไม่ได้” ฉวนอวี้ถูกใบหน้ายิ้มแย้มของฉวนเหวินทำให้ใจอ่อน กำลังจะปลอบน้องเหวินผู้ไร้เดียงสาที่เชื่อทุกอย่าง ก็ได้ยินน้องเหวินผู้เชื่อทุกอย่างกล่าวว่า “แต่กลับเหยียบกองขี้กองหนึ่งเข้า” ฉวนอวี้ชะงักไป ส่วนหวังซื่อที่กำลังจะหัวเราะเยาะว่าฉวนเหวินอยากได้ทองคำจนเพ้อฝันก็ชะงักไปเช่นกัน จากนั้นสีหน้าของหวังซื่อก็เปลี่ยนไปทันที ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “นัง...นังหนูปากเสีย กล้าด่ากระทบกระเทียบข้าว่า...ว่า...” หวังซื่อพูดว่าอยู่หลายครั้ง แต่ในฐานะฮูหยินจากตระกูลใหญ่ผู้รักหน้าตา ก็ไม่อาจพูดคำว่ากองขี้ออกมาได้ สุดท้ายกลับเป็นฉวนอวี้ที่รีบคว้าตัวหวังซื่อเอาไว้ ขณะที่นางกำลังจะพุ่งเข้าไปตบฉวนเหวิน “ท่านแม่ ใจเย็น ๆ ก่อนเจ้าค่ะ” ฉวนอวี้ลูบหลังปลอบหวังซื่อ พลางส่งสายตาให้ฉวนเหวินรีบหนีไป ฉวนเหวินแลบลิ้นใส่หวังซื่อ “แบร่ ๆ ๆ” ก่อนยกชายกระโปรงแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว จนไม่เหลือแม้แต่เงา หวังซื่อ: ไม่ได้แล้ว! โมโหจะตายอยู่แล้ว! โดยเฉพาะเมื่อเห็นรอยยิ้มที่หลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจของสาวใช้ข้างกาย ยิ่งทำให้หวังซื่อรู้สึกเสียหน้า แม้แต่สาวใช้ตัวเล็ก ๆ ยังกล้าหัวเราะเยาะนาง สายตาของนางจ้องเขม็งไปยังทิศทางที่ฉวนเหวินจากไป พลางกัดฟันแน่น ทั้งหมดเป็นความผิดของเด็กสาวปากคมผู้นั้นแท้ ๆ กล้าล้อเลียนนางเช่นนี้! หวังซื่อพลันตาลอย ก่อนจะหมดสติล้มพับลงไปทันที