บันทึกอาหารป่าของแม่นางเฝ้าสุสาน
ตอนที่ 72 — ตอนที่ 72 น้ำแกงปอดแกะ วุ้นเส้นมันเทศขายดิบขายดี
ตงเซียนเห็นว่าภรรยาของหัวหน้าสุสานไม่ได้เปรียบอันใดจากเถาชุน นางจึงปลีกตัวไปช่วยแม่สามีตักเลือดแกะ
เถาชุนสนทนากับภรรยาของหัวหน้าสุสานอีกสองสามประโยค ครั้นมีคนตะโกนเรียก ภรรยาหัวหน้าสุสานจึงเดินจากไป เถาชุนจึงเปลี่ยนที่ เดินไปดูการเตรียมเนื้อหมูเนื้อแกะแทน
ที่ลานชำแหละเนื้อมีกระทะดินเผาใบใหญ่ตั้งอยู่ ตัวกระทะก้นตื้นปากกว้าง ขนาดใหญ่พอที่จะวางหมูอ้วนตัวใหญ่ลงไปตามขวางได้ทั้งตัว ภายในกระทะต้มน้ำเดือดพล่านจนควันขาวพวยพุ่ง ละลายหิมะที่ทับถมอยู่โดยรอบ ผนวกกับผู้คนที่เดินขวักไขว่เหยียบย่ำไปมา พื้นดินจึงแปรสภาพเป็นโคลนเลนแฉะ
พ่อเถารับหน้าที่ขูดขนหมู พอเห็นเถาชุนเดินเข้ามา เขาก็โบกมือไล่ “กลิ่นเหม็นหึ่งขนาดนี้ เข้ามาทำไมกัน ไปยืนไกลๆ โน่นไป”
“ข้ามาดูว่าหมูอ้วนดีหรือไม่จ้ะ” เถาชุนเอ่ยถาม “หมูที่เลี้ยงไว้ในคอกตอนกันหมดแล้วใช่ไหมจ๊ะ”
“ตอนแล้วสิ หากไม่ตอนจะกินลงได้อย่างไร เนื้อคงสาบเหม็นเหมือนหมูป่าไม่มีผิด” พ่อเถาตอบ
เถาชุนลูบคางพลางครุ่นคิดในใจว่า หากจับลูกหมูป่าในเขามาตอนเสีย ไม่เพียงแต่เนื้อจะไม่เหม็นสาบ แต่ยังช่วยควบคุมการขยายพันธุ์ของหมูป่า ไม่ให้พวกมันลงจากเขามากินพืชผลในไร่นา ทว่ายังไม่ทันได้คิดให้ถี่ถ้วน นางก็นึกขึ้นได้ว่าหากจำนวนหมูป่าลดน้อยลง หมาป่ากับหมีไม่มีอาหารกิน มิใช่ว่าจะต้องลงเขามาจับคนกินแทนหรอกหรือ ช่างเถอะๆ ยอมสละเสบียงอาหารไปบ้างยังดีกว่า
เมื่อขูดขนหมูดำตัวใหญ่จนเกลี้ยงเกลา พ่อเถาก็ส่งเสียงกู่ร้องคำหนึ่ง บรรดาบุรุษต่างพากันกรูเข้ามา บ้างดึงใบหูหมู บ้างหิ้วหางหมู บ้างช่วยกันแบกขาหมู ช่วยกันหิ้วช่วยกันยก ออกแรงพร้อมกันเหวี่ยงหมูอ้วนตัวใหญ่ขึ้นไปบนโต๊ะชำแหละ น้ำหิมะสองถังใหญ่ถูกราดซัดลงไปเพื่อล้างเศษขนหมูที่หลงเหลือ คนชำแหละหมูที่สวมเสื้อผ้าตัวบางกำมีดกรีดเปิดหน้าท้องหมูอย่างชำนาญ ไอร้อนผ่าวฉุนกึกพลันพวยพุ่งออกมา
อาศัยช่วงที่เนื้อหมูยังคงอุ่นอยู่ คนชำแหละเนื้อก็ควักเครื่องในหมูทั้งหมดโยนใส่ลงในกระจาด พอเต็มกระจาดก็มีคนช่วยยกออกไป แล้วนำกระจาดเปล่าใบใหม่มาเปลี่ยน
ขาหมูและหัวหมูถูกตัดแยกใส่ไว้อีกกระจาดหนึ่ง เนื้อหมูติดมันถูกแล่แยกต่างหาก ส่วนมันเปลวก็เฉือนออกมาใส่ลงในอ่างสะอาดแยกไว้ โดยมีหญิงชาวบ้านคอยเฝ้าดูแล เมื่อเต็มอ่างก็ยกไป
“น้องรอง” เถาชิงซงกวักมือเรียก “เจ้าจะเล่นกระเพาะหมู[1]หรือไม่ ข้าจะเป่าให้เจ้ากับน้องสามคนละลูก”
“โตเป็นสาวปานนี้แล้วยังจะเล่นกระเพาะหมูอยู่อีกหรือ” ลุงคนหนึ่งเอ่ยแซวขึ้นมา
“เพิ่งจะอายุสิบเก้า ยังไม่ได้เป็นแม่คนเสียหน่อย” เถาชิงซงไม่ถือสา เขาพองแก้มแนบปากเป่าลมเข้าไปในกระเพาะหมูอย่างสุดแรง กระเพาะหมูที่เหี่ยวแฟบพลันพองโตกลายเป็นลูกบอลกลม ผิวเนื้อสีขาวนวลแปรเปลี่ยนเป็นโปร่งแสง เขาคว้าเชือกมามัดพันสองรอบแล้วผูกตายส่งให้เถาชุน ก่อนจะหยิบกระเพาะหมูอีกลูกจากอ่างขึ้นมาเป่าต่อ
“เป่าให้พี่สะใภ้ด้วยสักลูกสิพี่” เถาชุนเอ่ยเตือน
เถาชิงซงถ่มน้ำลายสองที แล้วยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดกลิ่นคาวเนื้อที่ริมฝีปากออก พลางว่า “พี่สะใภ้เจ้าเลิกเล่นของพรรค์นี้ไปตั้งนานแล้ว นางบ่นว่าเหม็นคาว”
กระเพาะหมูที่เป่าพองกลมทั้งสองลูกถูกส่งมาถึงมือเถาชุน เขาจึงเอ่ยไล่ว่า “เอาละ พวกเจ้ารีบกลับไปเถอะ ลมข้างนอกหนาวเหน็บจนหูจะหลุดอยู่แล้ว”
แม่เถาเองก็ส่งเสียงร้องเรียกเช่นกัน “ตงเซียน นังหนูรอง พวกเรากลับกันได้แล้ว”
เถาชุนปรายตามองไปยังจุดชำแหละแกะอีกสองครา ก่อนจะเอ่ยกำชับว่า “พี่ใหญ่ ข้าอยากกินไส้แกะ พี่ช่วยเอาไส้แกะกลับมาเพิ่มสักสองพวงนะ”
เถาชิงซงพยักหน้า “ได้ ข้ารู้แล้ว”
เถาชุนแบ่งกระเพาะหมูให้เถาเถาลูกหนึ่ง สองพี่น้องถือคนละลูกเดินตามหลังแม่เถาย่ำฝ่าหิมะมุ่งหน้ากลับเรือน
ตงเซียนถือปอดแกะมาสองพวง นางเอ่ยอย่างอารมณ์ดีว่า “มื้อเที่ยงนี้จะทำน้ำแกงปอดแกะ น้องรอง เจ้ากินปอดแกะเป็นหรือไม่”
เถาชุนรอชั่วครู่ เห็นแม่เถาไม่เอ่ยอะไร นางจึงตอบว่า “กินได้จ้ะ แต่ข้าชอบกินไส้แกะมากกว่า เมื่อครู่เพิ่งบอกให้พี่ใหญ่เอาไส้แกะกลับมาเพิ่มสักสองพวง”
“มื้อเที่ยงนี้เอาปอดแกะกับเลือดแกะมาต้มน้ำแกงสักหม้อ แล้วใส่วุ้นเส้นมันเทศลงไปสักสองกำมือ” แม่เถาเอ่ยรับคำ “วุ้นเส้นมันเทศนี้ดีจริงๆ เข้ากันได้กับน้ำแกงทุกอย่าง ทั้งยังกินสะดวก แค่ต้มวุ้นเส้นมันเทศสักสองกำมือก็ไม่ต้องหุงข้าวแยกต่างหากแล้ว”
“เถาชุน!” ป้าคนหนึ่งร้องเรียกเสียงดังมาจากด้านหลัง
คนสกุลเถาหันกลับไปมองพร้อมกัน เถาชุนจำได้ว่าคนที่วิ่งตามมาคือป้าที่เคยมาซื้อเครื่องปั้นดินเผากับวุ้นเส้นมันเทศที่บ้านเมื่อหลายวันก่อน
“นังหนูรองสกุลเถา ในมือเจ้ายังมีวุ้นเส้นมันเทศเหลืออยู่อีกหรือไม่ เมื่อใดจะนำมาส่งอีกเล่า คราวก่อนข้าซื้อวุ้นเส้นมันเทศมาน้อยเกินไป ซื้อมาแค่ห้าชั่ง ยังต้องแบ่งให้พี่สะใภ้ใหญ่ไปตั้งครึ่ง กินไปได้แค่สองวัน ที่เหลือก็พอต้มได้แค่มื้อเดียวแล้ว” หญิงสูงวัยเอ่ยเสียงดัง “ของสิ่งนี้ทำกินสะดวกแท้ๆ มีวุ้นเส้นมันเทศแล้วข้าทำกับข้าวสบายขึ้นตั้งเยอะ ตุ๋นเนื้อสักหม้อ พอกินใกล้หมดก็โยนวุ้นเส้นมันเทศลงไปสองกำมือ ต้มเดือดปุดๆ แปบเดียวก็ได้ทั้งข้าวทั้งกับข้าวในหม้อเดียว ที่สำคัญคือกินแล้วอิ่มทนท้อง ไม่เหมือนข้าวต้ม ตอนเช้าต้มข้าวต้มข้ายังต้องมานั่งจี่แป้งแผ่นหรือนึ่งหมั่นโถวเพิ่มอีกหม้อ ไม่อย่างนั้นก็กินไม่อิ่ม”
เถาชุนแหงนมองท้องฟ้าแล้วเอ่ยว่า “การทำวุ้นเส้นมันเทศต้องรอให้สภาพอากาศแจ่มใส ปลอดโปร่ง รุ่นต่อไปอย่างเร็วที่สุดก็คงทำเสร็จช่วงสิ้นปี หากฟ้าฝนไม่เป็นใจก็คงต้องรอจนถึงหลังปีใหม่นู่นเลยเจ้าค่ะ”
หญิงสูงวัยส่งเสียงทอดถอนใจ “เฮ้อ ทำทั้งทีพวกเจ้าน่าจะทำออกมาให้มากหน่อย”
เถาชุนยิ้ม ไม่ใช่น้อยๆ เสียหน่อย ครึ่งเดือนทำออกมาตั้งเจ็ดแปดร้อยชั่ง เพียงแต่ต้องแบ่งให้คนในสุสานของตนเองก่อน ที่เหลือแบ่งมาแลกเสบียงจึงมีจำนวนจำกัด
“คราวหน้ามาข้าจะนำมาให้มากหน่อยเจ้าค่ะ” เถาชุนรับปาก ทันใดนั้นนางก็เกิดประกายความคิดขึ้นมา จึงเอ่ยว่า “ครั้งนี้ทำวุ้นเส้นมันเทศได้น้อยสาเหตุหลักเพราะมันเทศมีไม่พอ หากพวกท่านลองปรึกษากับท่านหัวหน้าสุสานดู ให้จัดคนส่งมันเทศไปให้พวกเราก่อนสักรุ่น พอนางทำวุ้นเส้นมันเทศเสร็จแล้ว จะจัดคนนำมาส่งให้พวกท่าน ต้องการมากเท่าใดก็มีให้เท่านั้นเจ้าค่ะ”
หญิงสูงวัยครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงว่า “เรื่องนี้หรือ รอเสร็จงานเตรียมเนื้อก่อน ข้าจะลองไปคุยกับท่านหัวหน้าสุสานดูสักคำ”
เถาชุนพยักหน้า “พอหิมะรอบนี้หยุดตก พวกเราก็เตรียมตัวจะกลับแล้วเจ้าค่ะ”
“น้องเจียง เจ้าดูสิว่าเจ้าทำเรื่องอันใดลงไป เด็กสาวที่เก่งกาจถึงเพียงนี้ พวกเจ้าสองผัวเมียกลับปล่อยให้แต่งออกไปข้างนอกเสียได้” หญิงสูงวัยบ่นกับแม่เถา “ใช่ว่าสุสานของพวกเราจะไม่มีชายหนุ่มดีๆ เสียเมื่อไร”
แม่เถาฟังแล้วรู้สึกภาคภูมิใจในใจยิ่งนัก นางยิ้มพลางเอ่ยว่า “การแต่งงานครั้งนี้ท่านผู้ตรวจการสุสานเป็นคนช่วยทาบทาม ท่านสายตาเฉียบแหลม ลูกเขยของข้าผู้นั้นนับว่าดียิ่ง อีกอย่าง ถึงนังหนูชุนจะแต่งออกไปแล้ว แต่นางก็ยังคงนึกถึงบ้านเดิมอยู่เสมอ”
“ถ้านึกถึงบ้านเดิมจริงก็ควรสอนพวกเราทำวุ้นเส้นมันเทศสิ” หญิงสูงวัยปรายตามองเถาชุน “ข้าเอาแป้งมันเทศมาทำ เหตุใดถึงทำเป็นเส้นไม่ได้เล่า พอต้มแล้วกลายเป็นเต้าหู้มันเทศไปเสียหมด ตอนร้อนก็เหนียวหนึบ พอเย็นก็เละนิ่ม จะรีดก็รีดไม่ได้ จะหั่นก็หั่นไม่เป็นเส้น นังหนู เจ้าบอกป้าหน่อยสิว่าต้องทำอย่างไรกันแน่”
เถาชุนยิ้มพลางส่ายหน้า “บอกไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ หากข้าบอกไป หัวหน้าสุสานหูของพวกเราคงตามมาเปิดศึกตีกันแน่”
“จะเปิดศึกก็เปิดไปสิ พวกเราหาได้กลัวเขาไม่” หญิงสูงวัยขึ้นเสียงแข็งขัน
เถาชุนไม่ต่อความยาวสาวความยืดอีก เมื่อเดินมาถึงทางแยก นางก็โบกมือลา “ท่านป้า หากว่างก็แวะไปเที่ยวที่สุสานองค์หญิงบ้างนะเจ้าค่ะ ไปถึงแล้วก็แวะไปกินข้าวที่บ้านข้า”
หญิงสูงวัยเห็นว่าปากของนางปิดแน่นสนิทยิ่งกว่ากาบหอย จึงทำได้เพียงยอมแพ้อย่างจนปัญญา
พอก้าวเดินออกมาไกลแล้ว แม่เถาจึงเอ่ยขึ้นว่า “วิธีทำวุ้นเส้นมันเทศของพวกเจ้าจะไม่ถูกคนอื่นแอบเรียนรู้ไปหรือ เจ้าปากแข็งเก็บความลับได้ดี แต่คนอื่นอาจจะเผลอพูดหลุดปากออกไปก็ได้นะ”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ขั้นตอนสำคัญที่สุดมีเพียงพวกเราสองคนกับพี่ใหญ่พี่สะใภ้เท่านั้นที่รู้ แล้วก็มีเสี่ยวเหอเถาอีกคน” เถาชุนมีความมั่นใจอยู่ในใจ การโม่มันเทศ การกรองกาก การตากแป้ง ขั้นตอนเหล่านี้ปิดบังผู้คนไม่ได้และเดาได้ไม่ยาก ทว่าขั้นตอนสำคัญที่สุดคือการนำแป้งสุกมาผสมคลุกเคล้ากับแป้งดิบ ซึ่งเป็นจุดที่คนทั่วไปคิดไม่ถึง อีกประการหนึ่ง ตราบใดที่สุสานของพวกเขาผลิตวุ้นเส้นมันเทศได้เพียงพอ ราคาเป็นธรรม และมีส่งให้แลกซื้อเรื่อยๆ ด้วยนิสัยของชาวสุสานที่มักใช้ชีวิตไปวันๆ พวกเขาย่อมยินดีนำมันเทศมาแลก มากกว่าจะต้องมานั่งเหน็ดเหนื่อยเคี่ยวกรำทั้งครอบครัวนานครึ่งเดือนเพื่อทำวุ้นเส้นมันเทศเพียงไม่กี่สิบชั่ง
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ตงเซียนตักน้ำอุ่นสองอ่างยกออกไปล้างปอดแกะ แม่เถาถือพลั่วไปโกยหิมะเพื่อถอนต้นกระเทียม เถาชุนกับเถาเถาไม่มีอะไรทำ ทั้งสองจึงไปยืนเดาะกระเพาะหมูเล่นอยู่ใต้ชายคา เถาเถาขยับแข้งขาคล่องแคล่ว ท่าเดาะพลิกแพลงหลากหลาย จนเตะกระเพาะหมูหมุนวนเห็นเป็นเงาติดตา
อูฉางอันฟอกหนังเก้งกับหนังมิงก์เสร็จเรียบร้อยก็เข้ามาร่วมวงด้วย เขากระโดดได้สูง ทั้งยังมีเรี่ยวแรงเตะ สามารถเตะกระเพาะหมูขึ้นไปบนหลังคาเรือน พอลมพัดร่วงลงมา เขาก็เตะขึ้นไปใหม่อีกครา
เถาเถาไม่ยอมแพ้ นางเองก็ยกขาขึ้นสูง ออกแรงเตะกระเพาะหมูขึ้นไปบนหลังคาเช่นกัน
เถาชุนร่างกายไม่ค่อยสะดวกสบายนัก จึงได้แต่ซุกมือยืนดูการประลองของทั้งคู่อยู่ใต้ชายคา พลางเอ่ยเย้าแหย่ว่า “พวกเจ้าเตะเข้าไปเถอะ ระวังกระเพาะหมูจะค้างอยู่บนหลังคาแล้วเอาลงมาไม่ได้นะ”
สิ้นเสียงของนาง กระเพาะหมูที่อูฉางอันเตะขึ้นไปบนหลังคาก็ไร้ความเคลื่อนไหวทันควัน เขาถอยหลังแหงนหน้ามองขึ้นไปบนหลังคา ปรากฏว่ากระเพาะหมูถูกก้อนหิมะขวางทางไว้ ลมพัดอย่างไรก็ไม่ยอมตกลงมา
“ปากกาสวรรค์แท้ๆ” เขาชี้นิ้วมาทางเถาชุน นึกสงสัยว่านางแอบใช้พลังลึกลับอันใดหรือไม่
เถาชุนก้าวพ้นชายคาแหงนหน้ามองขึ้นไปบนหลังคา พลางหัวเราะร่า “เจ้าก็เอาไม้ยาวไปเขี่ยลงมาสิ”
แม่เถาได้ยินเสียงในลานบ้านเงียบสงัดลง จึงเดินออกมาดูแล้วเอ่ยว่า “ค้างอยู่ข้างบนก็ช่างมันเถอะ เดี๋ยวช่วงบ่ายให้พี่เจ้าเป่าเอากลับมาให้อีกสักลูก”
เอาไม้เขี่ยอย่างไรก็ไม่ถึง อูฉางอันจึงไปแบกบันไดมาจากโรงเก็บเสบียง เขาปีนขึ้นไปบนหลังคา นึกอยากแกล้งขึ้นมา จึงปั้นก้อนหิมะแล้วเอี้ยวตัวปาใส่เถาชุน
“เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะยกบันไดออก” เถาชุนเอ่ยขู่ “ประเดี๋ยวพวกเรากินข้าว เจ้าก็นั่งดมกลิ่นอยู่บนหลังคาคนเดียวไปเถอะ”
“เจ้าเอาบันไดออก แม่ยายข้าก็เอาบันไดมาพาดให้ข้าใหม่อยู่ดี” อูฉางอันกอบหิมะปาลงมาอีกก้อน ทั้งยังไม่ลืมตะโกนถาม “ท่านแม่ ท่านจะเอาบันไดมาพาดให้ข้าหรือไม่”
“พาดให้อยู่แล้ว” แม่เถาหัวเราะขำ “รีบลงมาเถอะ ระวังจะพลัดตกลงมาเอาได้”
“หิมะบนหลังคาทับถมหนาเกินไป ข้าจะกวาดหิมะลงไปก่อน” อูฉางอันเอ่ย “ฮูหยิน ส่งไม้กวาดให้ข้าหน่อยสิ”
เถาชุนถลึงตาใส่เขาหนึ่งครา นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าห้องไปหยิบเชือกป่าน และนำเคียวมาผูกติดกับไม้ยาวส่งขึ้นไปให้
อูฉางอันจับด้ามเคียวยาวตวัดกรีดลงบนกองหิมะ ทว่าใบมีดบางเกินไปใช้งานไม่ถนัด เขาจึงปีนบันไดลงมาเข้าไปค้นหาคราดไม้ในโรงเก็บเสบียง นำซีกไม้ไผ่สามอันมาเสียบขัดไว้ตามซอกคราด แล้วปีนขึ้นไปบนหลังคาใหม่อีกรอบเพื่อกวาดโกยหิมะ เพียงแค่คราดลงไปทีเดียว หิมะก็ร่วงกราวลงมามากเท่ากับหนึ่งกระจาด
ยังโกยหิมะไม่ทันเสร็จ น้ำแกงปอดแกะก็เคี่ยวจนส่งกลิ่นหอมกรุ่น แม่เถาจึงตะโกนเรียกลูกเขยให้ลงมากินข้าว “พ่อเจ้ากับพี่ชายเจ้ามื้อเที่ยงไม่กลับมากินข้าวที่บ้าน ไม่ต้องรอพวกเขาหรอก”
อูฉางอันขานรับ เขากระโดดผล็อยลงมาจากบันไดเพียงสองสามก้าว พลางเอ่ยว่า “ข้ากินข้าวเสร็จแล้วค่อยขึ้นไปทำต่อ”
แม่เถาตักน้ำแกงปอดแกะชามโตส่งให้เขา พลางว่า “เจ้านี่อยู่เฉยไม่เป็นจริงๆ เชียว”
“เขากำลังประจบเอาใจแม่ยายอยู่น่ะสิจ้ะ” เถาชุนเอ่ยแซว “อุตส่าห์มาถึงที่นี่ทั้งทีจะไม่ให้ขยันขันแข็งแสดงฝีมือได้อย่างไร”
อูฉางอันปรายตามองนาง แล้วเอ่ยว่า “ข้าขยันขันแข็ง เจ้าจะได้มีหน้ามีตาอย่างไรเล่า”
เถาชุนถึงกับสะอึกไป ใบหน้ารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาทันใด ด้วยความเขินอายจนลืมไปว่าน้ำแกงเพิ่งยกขึ้นมาจากเตาร้อนจัดเพียงใด นางเผลอยกซดเข้าไปคำหนึ่งจนถูกลวกปากส่งเสียงร้องวี้ดว้ายลั่น
ตงเซียนหัวเราะลั่นออกมาอย่างไม่คิดจะเห็นอกเห็นใจ นางเหลือบมองอูฉางอันคราหนึ่ง คนปากไวผู้นี้ควรโดนลวกปากเสียบ้าง จะได้พูดไม่ออก สองผัวเมียคู่นี้ไม่รู้จักอายฟ้าดินเอาเสียเลย หวานชื่นจนทำเอานางแทบจะกินข้าวไม่ลงอยู่แล้ว
“กินข้าวดีๆ เถอะ” แม่เถาเอ่ยเตือน “ลองชิมดูสิว่าน้ำแกงปอดแกะที่แม่ทำรสชาติดีหรือไม่”
เถาชุนตักน้ำส้มสายชูครึ่งช้อนเทลงในน้ำแกง น้ำแกงปอดแกะที่เติมน้ำส้มสายชูเพิ่มความสดชื่นกลมกล่อมขึ้นมาก ทั้งกลิ่นสาบเฉพาะตัวก็เจือจางลง นางตักเลือดแกะกินเข้าไปคำหนึ่ง ทั้งนุ่มทั้งลื่นละมุนลิ้น เลือดแกะไหลลื่นลงคอไป กลิ่นหอมระเรื่อของเนื้อแกะอบอวลไปทั่วทั้งปาก พอยกน้ำแกงขึ้นจิบอีกคำ ความเปรี้ยวกลมกล่อมของน้ำส้มสายชูก็ช่วยตัดเลี่ยนและขับกลิ่นสาบแกะออกไป กระตุ้นให้น้ำลายสอซ่านไปทั่วกระพุ้งแก้มและปลายลิ้น
“สดหวานจริงๆ เลือดแกะสดมีเพียงกลิ่นหอมเฉพาะตัวแต่ไม่มีกลิ่นคาวเลยสักนิด” เถาชุนเอ่ยชม
“เนื้อแกะสดก็เช่นเดียวกัน มีกลิ่นเนื้อแกะแต่ไม่มีกลิ่นคาวถึงจะเป็นเนื้อแกะชั้นดี” แม่เถากินไปครึ่งชามแล้ว ร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าพลันอบอุ่นขึ้นมา
เถาชุนคีบปอดแกะสองชิ้นส่งเข้าปาก เคี้ยวทีหนึ่งน้ำแกงชุ่มฉ่ำก็ทะลักออกมา ปอดแกะสดไม่จำเป็นต้องเคี่ยวนาน เนื้อสัมผัสมีความหนึบหนับเล็กน้อย ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งหอมกรุ่น ทั้งยังมีต้นกระเทียมฤดูหนาวที่ผ่านการแช่แข็งจากหิมะ รสเผ็ดฉุนจึงเจือจางลง ทว่ากลิ่นหอมของกระเทียมกลับเข้มข้นเตะจมูก เมื่อผสานเข้ากับน้ำแกงแกะ กินเข้าไปคำใดก็เต็มไปด้วยความสดหวานโอชา
เลือดแกะครึ่งอ่างกับปอดแกะสองพวง แม้ในน้ำแกงจะมิได้ใส่วุ้นเส้นมันเทศลงไปต้ม ทว่าทั้งห้าคนกินจนหมดเกลี้ยงก็อิ่มแน่นจนแทบไม่อยากขยับตัว
“ข้าไม่ได้ทำกับข้าว ข้าช่วยล้างชามเองจ้ะ” เถาชุนตักน้ำร้อนสองกระบวยจากหม้อด้านหลัง พลางเอ่ยว่า “ชีวิตในฤดูหนาวนี่ช่างสุขสบายแท้ๆ ได้กินของอร่อย ทั้งยังไม่มีงานการอันใดให้ต้องทำมากมาย”
“หน้าหนาวต้องบำรุงสะสมไขมันให้ดี พอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าจะได้มีเรี่ยวแรงทำงาน” แม่เถาวางชามและตะเกียบลงในอ่าง พลางเอ่ยว่า “ลูกเขย อาศัยช่วงที่ร่างกายกำลังอบอุ่นอยู่นี้ เจ้าขึ้นไปโกยหิมะต่อเถอะ เดี๋ยวแม่จะไปช่วยจับบันไดให้”
“ได้ครับ” อูฉางอันลุกขึ้นยืน
ส่วนตงเซียนกับเถาเถาออกไปช่วยกันโกยหิมะที่ร่วงหล่นลงมา
รอจนกระทั่งพ่อเถากับเถาชิงซงหาบเนื้อกลับมาในยามพลบค่ำ บนหลังคาก็สะอาดเอี่ยมอ่อง หิมะถูกกวาดโกยลงมาจนหมดสิ้นแล้ว
“แบ่งเนื้อมาได้เท่าใดหรือ” แม่เถาเอ่ยถาม
“ได้บ้านละหมูหนึ่งตัว แกะครึ่งซีก แล้วยังมีเนื้อวัวอีกหกเจ็ดสิบชั่ง” พ่อเถาตอบ
แม่เถายกอ่างออกมา นางนำมันเปลวและเนื้อหมูติดมันทั้งหมดออกมาเตรียมไว้ การเจียวน้ำมันหมูช่วงสิ้นปีครั้งหนึ่งต้องเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปี หมูปีนี้ตัวอ้วนพี น้ำมันหมูที่เจียวได้ย่อมต้องมีคุณภาพดีเยี่ยมอย่างแน่นอน
ตงเซียนกับเถาชุนเข้าไปช่วยหั่นเนื้อหมูในเรือนครัว อูฉางอันคอยเป็นลูกมืออยู่ข้างกายพ่อตา นำเกลือ ซีอิ๊ว และเหล้าข้าวโพดมาผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกันแล้วทาชโลมลงบนขาหมูและซี่โครงหมู ต้องทาไปพลางออกแรงนวดถูไปพลาง
“อยู่บ้านข้าสบายดีใช่หรือไม่” พ่อเถาเอ่ยถามลูกเขย “ข้าเห็นเจ้าคล่องแคล่วขยันขันแข็งดี ย้ายมาเป็นลูกชายข้าเสียเลยดีไหม”
อูฉางอันไม่ยอม “เช่นนั้นข้าทำตัวขี้เกียจขึ้นอีกหน่อยดีหรือไม่ครับ”
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-0f55433d/72
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย