← สารบัญ นอกบทรัก จักรพรรดิตัวร้าย

นอกบทรัก จักรพรรดิตัวร้าย

ตอนที่ 3บทที่ 3 เธอ... ปลุกเร้าความปรารถนาของผม

หลังจากพูดคุยและลาเพื่อนร่วมอาชีพที่นิสัยร่าเริงคนนั้นเสร็จ เย่ฟู่ก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเรียบร้อย เมื่อก้าวออกมาจากห้องออดิชัน บรรยากาศรอบข้างก็เริ่มเงียบเหงา เหลือเพียงผู้กำกับซูและเฉินลวนที่ยืนคุยกันอยู่ตรงโถงทางเดิน

เฉินลวนคีบซิการ์ไว้ระหว่างนิ้วเรียวยาวอย่างมีเสน่ห์ เขารับฟังคำอธิบายบทจากผู้กำกับพลางพยักหน้าเป็นระยะ เย่ฟู่เผลอจ้องมองแผ่นหลังนั้นครู่หนึ่ง ราวกับเขามีสัญชาตญาณพิเศษ เฉินลวนหันกลับมาสบตาเธอด้วยแววตาเฉยเมยไร้อารมณ์ เขามองเธออยู่ชั่วอึดใจก่อนจะหันกลับไปสนใจบทสนทนาเดิม

เย่ฟู่ส่งยิ้มให้แผ่นหลังนั้นอย่างขัดเขิน แม้เขาจะไม่เห็น แต่เธอก็รู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริง หากไม่ได้ “แรงส่ง” จากเขา เธอคงไม่มีทางคว้าโอกาสนี้มาได้แน่ หญิงสาวเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโต โดยไม่รู้เลยว่าบทสนทนาลับหลังเธอนั้นร้อนแรงเพียงใด...

“ทำไมวันนี้คุณถึงใจดีนักล่ะ?” ผู้กำกับซูเอ่ยถามอย่างจับผิด “รู้จักผู้หญิงคนนั้นมาก่อนหรือไง?”

เฉินลวนเคาะขี้เถ้าบุหรี่พลางอมยิ้ม “เปล่าครับ ไม่รู้จักเลย”

“อย่ามาหลอกฉันเลย ฉากร้องไห้ของเด็กนั่นกระชากอารมณ์กว่าคนอื่นก็จริง แต่ถ้าคุณไม่ช่วยส่งบทให้ ฉันก็อาจจะไม่ได้เลือกเธอ”

“ผมไม่รู้จักเธอจริงๆ” เฉินลวนย้ำเสียงเรียบพลางดับซิการ์ลงกับที่เขี่ยบุหรี่ ก่อนจะเอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพราวเสน่ห์ “แต่พูดตามตรงนะ... รูปร่างของเธอ...”

เขาทิ้งจังหวะพร้อมรอยยิ้มที่ชวนให้คนฟังใจสั่น “...ทำให้ผมรู้สึก ‘ตื่นตัว’ มากทีเดียว”

“ออดิชันมาเป็นร้อยคน มีแค่ยัยหนูคนนี้ที่ทำให้คุณตื่นตัวงั้นเหรอ?” ผู้กำกับซูเท้าคางมองอย่างพิจารณา

“ปฏิกิริยาของเธอปลุกเร้าความปรารถนาในตัวผม” เฉินลวนยอมรับตรงๆ “ตอนถอดเสื้อผ้า คนอื่นอาจจะลังเลแค่ครู่เดียวแล้วก็เปลื้องออกอย่างเชี่ยวชาญ แต่สำหรับเธอ... ตั้งแต่เริ่มจนจบ เธอมีความประหม่าและเหนียมอายอยู่ตลอดเวลา”

ชายหนุ่มจ้องมองผู้กำกับแล้วพูดต่ออย่างใจเย็น “ความสดใหม่ที่แฝงไปด้วยความเขินอายภายใต้เรือนร่างที่ขาวสะอาดขนาดนั้น... มันเหมาะกับบทนางเอกของคุณที่สุดไม่ใช่เหรอ? ท่านผู้กำกับซู”

ผู้กำกับซูอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนตอบว่า “ครับท่านจักรพรรดิ เธอก็เหมาะสมจริงๆ นั่นแหละ แต่ฉันไม่แน่ใจว่าเธอจะรับมือกับบทที่หนักกว่านี้ได้ไหม”

“เธอทำได้แน่” เฉินลวนมองไปยังทิศทางที่หญิงสาวเพิ่งเดินจากไป “เมื่อกี้เราก็ ‘เข้าขากัน’ ได้ดีมากไม่ใช่เหรอครับ?”

ผู้กำกับซูหลุดหัวเราะออกมาเมื่อเห็นความมั่นใจนั้น “โอ้โห....เจ้าเด็กแสบเอ๊ย...”

สามวันถัดมา เย่ฟู่เดินทางมาถึงกองถ่าย เย็นวันนั้นมีการจัดเลี้ยงอาหารค่ำแบบเรียบง่ายเพื่อให้ทีมงานและนักแสดงได้ทำความรู้จักกัน บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเองและจบลงในเวลาไม่นาน

ดาราหนุ่มชื่อดังปรากฏตัวค่อนข้างสาย เขามาในลุคสบายๆ ด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงสแล็คขายาวที่ส่งให้เขาดูหล่อเหลาและภูมิฐาน ผมที่ถูกตัดให้สั้นลงกว่าวันออดิชันช่วยขับเน้นโครงหน้าคมชัดให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น หลังจากร่วมชนแก้วกับผู้กำกับและทีมงานเล็กน้อย เขาก็ปลีกตัวไปหาที่นั่งพักผ่อน เมื่อเห็นว่าเขากำลังว่าง เย่ฟู่จึงรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปยกแก้วขอบคุณเขาอีกครั้ง

เฉินลวนผู้มักจะรักษาท่าทีเฉยเมยยามอยู่นอกจอ ยกแก้วขึ้นรับไหว้พลางเอ่ยเรียบๆ “ผู้กำกับต่างหากที่ถูกใจคุณ ไม่ใช่ผม”

แม้คำพูดจะดูห่างเหิน แต่เย่ฟู่กลับรู้สึกเหมือนได้รับแรงผลักดันบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น

“ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ” เธอยังคงซาบซึ้งในน้ำใจของเขา

หลังจากดื่มเสร็จ เธอก็รวบรวมความกล้าขอชิ้นงานสำคัญ “เอ่อ... รบกวนขอเซ็นลายเซ็นหน่อยได้ไหมคะ?”

“เอาไปให้คนอื่นเหรอ?” เฉินลวนเลิกคิ้วถามหลังจากตวัดปากกาเซ็นให้เสร็จ

เย่ฟู่ส่ายหน้าช้าๆ พร้อมกับกัดริมฝีปากด้วยความประหม่าที่จู่ๆ ก็ก่อตัวขึ้น “เปล่าค่ะ... ฉันจะเก็บไว้เอง” เฉินลวนไม่ได้ตอบอะไร แต่รอยยิ้มที่มุมปากของเขากลับดูมีนัยสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม

เนื่องจากการถ่ายทำจะเริ่มขึ้นในวันรุ่งขึ้น ทุกคนจึงแยกย้ายกันพักผ่อนหลังมื้ออาหาร เย่ฟู่ที่ไม่มีรถตู้ส่วนตัวกำลังมองหาแท็กซี่ แต่ผู้กำกับซูบังเอิญเห็นเข้าจึงชวนให้เธอติดรถไปด้วย เมื่อก้าวขึ้นไปนั่ง เธอก็พบว่าดาราหนุ่มนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขามีอาการมึนเมาเล็กน้อยจากการดื่มหนัก และดูท่าทางไม่ค่อยสบายนัก

“คุณ... ไหวไหมคะ?” เย่ฟู่ถามด้วยความห่วงใย

ผู้กำกับซูเหลือบมองกระจกหลังแล้วตอบแทน “ปล่อยเขาเถอะ หมอนี่ก็เป็นแบบนี้เวลาดื่ม เดี๋ยวได้นอนพักสักงีบก็หาย” เย่ฟู่พยักหน้าพลางลอบสังเกตคนข้างกาย เฉินลวนยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ เมื่อเขาเห็นเธอนั่งตัวตรงแหน็วอย่างเรียบร้อยอยู่ข้างๆ เขาก็หลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

เมื่อเห็นเขายังคงอมยิ้มไม่เลิก เย่ฟู่จึงกระซิบถามผู้กำกับ “เขาดูเหมือน... กำลังหัวเราะตอนเมาหรือเปล่าคะ? หน้าก็แดงมากเลย เขาโอเคจริงๆ ใช่ไหม?”

“หัวเราะตอนเมาและก็หน้าแดงเหรอ?” ผู้กำกับซูทวนคำอย่างงุนงง “เค้าเป็นกุ้งเมาเหล้าเหรอครับ” ผู้กำกับซูพูดเสร็จก็ระเบิดหัวเราะเต็มที่ เย่ฟู่เองก็ได้เเต่ยิ้มเเหยๆ

“คุณซู... คุณใจร้ายขนาดนี้ตั้งเเต่ตอนไหนล่ะครับ?” เฉินลวนเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าและทุ้มต่ำกว่าปกติเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ซึ่งมันฟังดูเซ็กซี่อย่างประหลาด

“ฉันไม่สงสารเเละไม่ลำเอียงให้คุณหรอกนะ พรุ่งนี้คุณต้องทุ่มเทให้เต็มที่ ไม่อย่างนั้นผมไม่เอาคุณไว้แน่ บอกเลย” ผู้กำกับซูทิ้งท้ายก่อนที่รถจะจอดสนิท

เขาเดินลงจากรถไปแล้ว ทิ้งให้เย่ฟู่อยู่กับเซินหลวนเพียงลำพัง เธอถามเขาอย่างระมัดระวัง “คุณเฉินลวนคะ... แล้วผู้ช่วยของคุณไปไหนเสียล่ะ?”

“เธอไปซื้อยาครับ คุณกลับไปพักผ่อนเถอะ” มือหนายังคงคลึงอยู่ที่หัวคิ้ว แสงไฟสลัวภายในรถขับให้จมูกโด่งและริมฝีปากของเขาดูน่าหลงใหลยิ่งขึ้น เขาเอนหลังพิงเบาะทำให้กระดุมเชิ้ตสองเม็ดบนหลุดออก เผยให้เห็น ลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลง ตามจังหวะลมหายใจ เป็นภาพที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจจนยากจะละสายตา

“ค่ะ... ฝันดีนะคะ” เย่ฟู่รีบหลบตาแล้วลงจากรถมุ่งหน้าเข้าโรงแรมทันที

ในหัวของเธอวนเวียนอยู่กับคำถามที่อยากรู้แต่ไม่กล้าถาม ว่าเขาต้องการยาอะไร? ยาแก้ปวด? หรือยาแก้เมาค้าง? เธอหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาจะขยับเข้าใกล้กันมากกว่านี้หลังจากเริ่มงานด้วยกัน... หรือเปล่านะ? เธอเองก็ไม่แน่ใจ แต่ลึกๆ ในใจกลับโหยหาความสนิทสนมนั้น

เย่ฟู่ต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง กว่าจะจัดกระเป๋าเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน เธอเฝ้ารอข้อความบทภาพยนตร์จากผู้กำกับ แต่กลับไม่มีวี่เเวว

จนกระทั่งรุ่งเช้าของการถ่ายทำ เธอถึงได้รับกระดาษเพียงหน้าเดียว....

สไตล์การทำงานของผู้กำกับซูช่างต่างจากคนอื่น บทที่ได้รับมีเพียงฉากเดียวของวันนี้ ส่วนวันพรุ่งนี้ยังเป็นปริศนา ด้วยความกังวลว่าตัวเองจะหัวช้า เธอจึงลองเลียบเคียงถามถึงบทของวันถัดไป แต่กลับถูกผู้กำกับตัดบทสั้นๆ ว่า “ไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน”

เย่ฟู่จึงต้องรีบไปเปลี่ยนชุดเพื่อเตรียมตัวเข้าฉาก เธอเห็นดาราหนุ่มในชุดนักแสดงเรียบร้อยแล้ว

เขาสวมหน้ากากเสือและถือปืนพกที่ดูสมจริงมากในมือ เมื่อเขาเห็นเธอมองมา เขาก็ยกปืนขึ้นจ่อมาทางเธอ