← สารบัญ ทะลุมิติมาเป็นน้าสาวคนงามแห่งยุค 70

ทะลุมิติมาเป็นน้าสาวคนงามแห่งยุค 70

ตอนที่ 9009

บทที่ 9 เยี่ยมที่พักของเยาวชนที่ลงชนบท

ตอนนี้ซางซืออวี้เพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน แต่เด็กน้อยกลับถูกโกนผมจนเกลี้ยงแล้ว

ซางอวิ๋นเหยารู้สึกสะเทือนใจ เธอมองเด็กน้อยตรงหน้า ราวกับเห็นตัวเองในวัยเด็ก

ซางเป่าถงยื่นมือมาแตะหลังมือของน้าเบา ๆ สิ่งที่ทำให้เธอเสียใจจริง ๆ คือการจากไปของแม่ ส่วนเรื่องไม่มีคนหวีผมให้กลับไม่ใช่เรื่องใหญ่ อีกทั้งผมยังขายเป็นเงินได้ด้วย เมื่อก่อนตอนแม่ยังอยู่ แม่ก็ขายผมเป็นประจำ

“ที่ชนบทโกนผมแล้วขายได้เงินนะคะ ผมของหนูขายได้หนึ่งเหมา วันนั้นหนูยังกินหมูนึ่งด้วย”

ซางเป่าถงเม้มริมฝีปากเบา ๆ ราวกับกำลังนึกถึงรสชาติของหมูนึ่งที่ไม่ได้กินมานาน

ซางอวิ๋นเหยาหัวเราะออกมา ความเศร้าในใจก็พลันจางหายไป หากเป็นไปตามที่ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านและคนในครอบครัวมู่เล่า อย่างน้อยเด็กน้อยก็น่าจะใช้ชีวิตในหมู่บ้านได้ไม่เลว

ทั้งสองคุยเรื่องอื่นกันต่ออีกพักหนึ่ง ก่อนที่ซางอวิ๋นเหยาจะเริ่มถามถึงพ่อของเด็ก “ถงถง เล่าให้น้าฟังได้ไหมว่า แม่ของเธอเคยพูดถึงพ่อของเธอว่าอย่างไร”

ซางเป่าถงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “แม่บอกว่าพ่อเป็นคนเก่งมาก แล้วก็เป็นคนดีมาก พ่อชื่อว่าลู่อี้ ไม่ใช่เฮยจื่อ คำว่า 'ลู่' คือ 'ลู่' ในคำว่าจงหัวต้าลู่ ส่วนคำว่า 'อี้' หมายถึงการวิเคราะห์อย่างละเอียด ตอนนั้นคุณปู่คุณย่าตั้งชื่อนี้ให้พ่อ เพราะหวังว่าพ่อจะยึดมั่นในการแสวงหาความจริง มาจากคำใน《หลุนอี่ว์》ที่ว่า ‘ซวิ่น อวี่ จือ เหยียน เหนิง อู๋ เยว่ หู? อี้ จือ เหวย กุ้ย’ (巽与之言,能无说乎?绎之为贵 - เมื่อมีผู้ใช้ถ้อยคำอ่อนโยนและมีเหตุผลมาพูดกับเรา จะไม่ยินดีรับฟังได้อย่างไร แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดคือการนำคำเหล่านั้นมาพิจารณาไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง)”

ซางซืออวี้แทบไม่เคยพูดถึงสามีของตัวเองเลย เด็กน้อยจึงจดจำทุกคำที่แม่เคยพูดถึงพ่อไว้เป็นอย่างดี

ซางอวิ๋นเหยาครุ่นคิด เพียงคำพูดสั้น ๆ ก็ทำให้เธอพอเดาได้ว่าลู่อี้น่าจะเป็นปัญญาชน จึงถูกส่งมาปรับทัศนคติที่นี่ในยุคสมัยพิเศษเช่นนั้น จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม พี่สาวเป็นคนฉลาด สวย และอ่านสีหน้าผู้คนเก่ง ดังนั้นลู่อี้น่าจะเป็นคนที่ถูกใส่ร้ายจนถูกส่งไปอยู่คอกวัว

ซางอวิ๋นเหยาอยากถามต่อ แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลเพิ่มเติม แม้ซางเป่าถงจะรู้ชื่อพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง แต่กลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับครอบครัวฝ่ายพ่อเลย ไม่ว่าจะถามว่าลู่อี้เป็นคนบ้านไหน หรือที่บ้านของลู่อี้มีสมาชิกกี่คน เด็กน้อยก็ส่ายหน้าตอบว่าไม่รู้

“แม่ไม่เคยบอกหนูค่ะ” หากแม่เคยบอก เด็กน้อยต้องจำได้แน่นอน

“คุณป้าฟ่านที่อยู่ที่พักของเยาวชนที่ลงชนบทสนิทกับแม่ที่สุดจริง ๆ ค่ะ” ซางเป่าถงพูดเป็นประโยคสุดท้าย “ส่วนคอกวัว แม่ไม่ให้หนูไป บอกว่าที่นั่นคนเยอะเกินไป แล้วยังมีคนที่กำลังชดใช้ความผิดเพื่อสร้างผลงานอีก น้า...น้าก็อย่าไปเลยนะ”

ทั้งคนในครอบครัวมู่ไม่ยอมให้เธอไป ตอนนี้แม้แต่เด็กน้อยก็ยังขอร้องไม่ให้ซางอวิ๋นเหยาไป

“น้าจะไปถามข้อมูลที่ที่พักของเยาวชนที่ลงชนบทก่อน” ซางอวิ๋นเหยาพูด

หากได้ข้อมูลจากที่นั่นมากพอ ไม่ไปคอกวัวก็คงได้

ซางเป่าถงพยักหน้าแรง ๆ “แม่สนิทกับคุณป้าฟ่านมากจริง ๆ นะ น้าอยากรู้อะไร คุณป้าฟ่านต้องรู้แน่นอนค่ะ”

……………………………………………………………………..

ไม่นานทั้งสองก็มาถึงที่พักของเยาวชนที่ลงชนบท ซางอวิ๋นเหยาเคาะประตูแล้วเอ่ยว่าต้องการพบฟ่านเยว่

“รอสักครู่นะ เธอกำลังสระผมอยู่” เยาวชนที่ลงชนบทคนหนึ่งซึ่งมาเปิดประตูบอก

“มาหาซางซืออวี้ใช่ไหม” เยาวชนหญิงที่กำลังสระผมอยู่ในลานบ้านก็คือฟ่านเยว่

เมื่อได้ยินคำพูดของซางอวิ๋นเหยา เธอก็ตะโกนบอกว่า “เข้ามารอฉันก่อนนะ ขอเช็ดผมให้แห้งก่อน”

“มา ๆ ๆ” เยาวชนชายคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาเป็นคนร่าเริงอยู่แล้ว จึงรีบเข้ามาร่วมวง “ที่นี่ไม่ได้มีคนแปลกหน้ามานานแล้ว มานั่งคุยกันเถอะ พวกเราล้วนเป็นเยาวชนที่ลงชนบทรุ่นเก่า ทุกคนต่างก็เคยรู้จักซางซืออวี้ แน่นอนว่าคนที่สนิทกับเธอที่สุดก็คือฟ่านเยว่”

“ใช่แล้ว” เยาวชนหญิงอีกคนที่ตัดผมสั้นระดับหูก็เดินเข้ามา “เธอสวยมากเลยนะ แต่ไม่ค่อยเหมือนซางซืออวี้เท่าไร ซางซืออวี้มีแววเศร้าอยู่ระหว่างคิ้วกับดวงตา เข้ามานั่งก่อนสิ ฉันยังจำได้เลย ตอนเพิ่งลงชนบทแล้วเจอซางซืออวี้ครั้งแรก ฉันตกตะลึงมาก สวยเหมือนกับในเรื่อง ความฝันในหอแดง...”

พูดได้ครึ่งประโยค เยาวชนหญิงก็รีบหยุดพูด รู้สึกว่าตัวเองพูดมากเกินไปแล้ว

มาลงชนบททั้งที จะพูดถึงหนังสือพวกนี้ทำไม

กลับเป็นซางอวิ๋นเหยาที่พูดขึ้นก่อนว่า “คุณหมายถึง ความฝันในหอแดง ใช่ไหม นั่นเป็นหนึ่งในสี่ยอดวรรณกรรมของประเทศเรา คุ้มค่าที่จะอ่าน ตอนที่ฉันเรียนมัธยมปลายก็เคยอ่านเหมือนกัน”

“ใช่ ๆ” เยาวชนหญิงหัวเราะ “ฉันก็อ่าน ความฝันในหอแดง ตอนเรียนมัธยมปลายเหมือนกัน เธอสวย พี่สาวเธอก็สวย เพียงแต่ทั้งสองคนมีเสน่ห์คนละแบบ”

เพียงแค่หนังสือ ความฝันในหอแดง ก็ทำให้ซางอวิ๋นเหยากับกลุ่มเยาวชนที่ลงชนบทสนิทกันมากขึ้น

“นั่งก่อน ๆ!” เยาวชนชายที่เป็นคนพูดคนแรกยกเก้าอี้มาให้ซางอวิ๋นเหยานั่งแล้ว

ในยุคที่ความบันเทิงมีน้อยเช่นนี้ การที่มีคนแปลกหน้ามาถึงหมู่บ้านจึงเป็นเรื่องหาได้ยาก ยิ่งได้ยินว่าเป็นน้องสาวของซางซืออวี้ คนทั้งที่พักของเยาวชนที่ลงชนบทก็ออกมาดูกันหมด

นอกจากฟ่านเยว่ที่กำลังสระผมอยู่ และเยาวชนชายอีกคนที่ไปเข้าห้องน้ำ เวลานี้มีเยาวชนที่ลงชนบทอยู่พร้อมหน้าทั้งหมดสิบแปดคน

เยาวชนที่ลงชนบทจะถูกส่งมาทุกเดือนกันยายน ดังนั้นทุกคนที่นี่จึงทำงานในไร่นามาอย่างน้อยเกือบหนึ่งปี ผิวขาวในอดีตถูกแดดเผาจนกลายเป็นเหลืองคล้ำ แตกต่างจากซางอวิ๋นเหยาที่ผิวยังขาวผ่อง

เมื่อซางอวิ๋นเหยานั่งลงเรียบร้อย ก็มีคนรีบถามทันทีว่า “เธอเรียนมัธยมปลายใช่ไหม แล้วเรียนจบหรือยัง ต่อไปจะต้องลงชนบทหรือเปล่า ตั้งใจจะมาที่นี่ไหม จริง ๆ ที่นี่ก็ไม่เลวนะ อีกอย่างครอบครัวมู่ก็เป็นญาติของเธอใช่ไหม จะได้อยู่กับครอบครัวมู่เหมือนซางซืออวี้”

ซางอวิ๋นเหยาส่ายหน้า “ฉันไม่ต้องลงชนบทค่ะ ฉันรับช่วงงานของพ่อ ตอนนี้เป็นพนักงานของโรงงานรีดเหล็กเจี่ยฟ่าง”

หลายคนถอนหายใจด้วยความอิจฉา เยาวชนหญิงสองคนถึงกับตาแดง

ทั้งสองมีพี่น้องชาย ตอนที่ครอบครัวได้รับโควตาลงชนบท พี่น้องชายได้รับช่วงงาน ส่วนพวกเธอต้องลงชนบท

พวกเธออิจฉาซางอวิ๋นเหยาเหลือเกิน ที่สามารถอยู่ทำงานในโรงงานรีดเหล็กเจี่ยฟ่างได้ โรงงานใหญ่ชื่อดังของเมืองหลวง ได้ทะเบียนบ้านคนเมืองอย่างแท้จริง ทั้งสวัสดิการก็ดี ต่างจากพวกเธอที่ยังไม่รู้ว่าจะได้กลับเข้าเมืองเมื่อไร แม้จะมีเยาวชนหญิงบางคนแต่งงานกับคนในท้องถิ่นแล้ว แต่พวกเธอไม่ต้องการใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับผืนดินและไร่นา พวกเธอยังหวังว่าสักวันจะได้กลับเมือง

บางคนเงียบไม่พูดอะไร ขณะที่บางคนก็เอ่ยความอิจฉาออกมาตรง ๆ