ข้ามีสกิลติดตัวเต็มพิกัด
ตอนที่ 55 — ตอนที่ 55 นักล่าสมบัติคนที่สาม
หอคลังวิญญาณ ชั้นสอง
แตกต่างจากผังการจัดวางของชั้นหนึ่ง ที่นี่ไม่มีชั้นหนังสือ ยิ่งไม่มีคัมภีร์โบราณและแผ่นหยก สิ่งที่มีคือวงแสงสีขาวขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ห่างกันพอสมควรทีละวง
วงแสงแต่ละวงล้วนเป็นตัวแทนของทักษะวิญญาณขั้นเซียนเทียนหนึ่งวิชา และจำนวนวงแสง ณ ที่แห่งนี้ มีมากถึงร่วมร้อยวง
มู่จื่อซีใช้นิ้วม้วนผมแกละสองข้างเล่นพลางเดินออกมาจากหนึ่งในวงแสงเหล่านั้นด้วยท่าทางค่อนข้างเบื่อหน่าย
นางไม่เหมือนกับคนอื่นๆ เพราะเป้าหมายชัดเจนแต่แรกอยู่แล้ว ทันทีที่เข้ามาก็หาสิ่งที่ต้องการพบ
ทว่าอุตส่าห์ได้เข้ามาในหอคลังวิญญาณทั้งที ก็ไม่อยากรีบร้อนลงทะเบียนแล้วออกไปเร็วขนาดนั้น
ทุกคนยังอยู่ข้างในกันหมดแท้ๆ หากตนเองออกไปคนเดียวจะน่าเบื่อเพียงใดกัน!
นางเหลียวซ้ายแลขวา เดินทอดน่องเตร็ดเตร่ไปทั่ว
วงแสงเหล่านี้แปลกประหลาดยิ่งนัก ขอเพียงมีคนก้าวเข้าไปข้างในก็จะเปล่งแสงสว่างขึ้น จากนั้นจะปฏิเสธมิให้คนต่อไปเข้าไปอีก
มู่จื่อซีเดินวนไปรอบหนึ่ง จู่ๆ ก็สังเกตเห็นความผิดปกติ นางจึงนับทบทวนดูตั้งแต่ต้นจนจบ
“แปดวง?”
ไม่ใช่ว่ามีคนเข้ามาทั้งหมดสิบเอ็ดคนหรอกรึ ไฉนถึงสว่างขึ้นแค่แปดวง แล้วอีกสามคนหายไปไหนกันหมด?
ชั้นสามเข้าไปไม่ได้ หรือว่ายังมีคนเดินเตร็ดเตร่อยู่ที่ชั้นหนึ่ง?
มู่จื่อซีขมวดคิ้วเรียวดั่งใบหลิว รู้สึกน่าสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว จึงซอยเท้าวิ่งตึกๆๆ ลงบันไดไป
“พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ!”
“พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ!”
เสียงแผ่วเบาแต่ดังขึ้นอย่างมีจังหวะจะโคนสม่ำเสมอดังแว่วมา มู่จื่อซีย่อตัวค้อมเอวแอบย่องเข้าไปอย่างเงียบเชียบ
โจวเทียนเซิน?
เขากำลังทำอะไรอยู่?
มู่จื่อซีมองจนยืนอึ้งตะลึงงัน
เห็นเพียงพ่อหนุ่มร่างกำยำผู้นี้ สองมือถือคัมภีร์โบราณไว้มือละเล่ม สะบัดๆ เขย่าๆ แล้ววางกลับคืนที่เดิม ก่อนจะคว้าสองเล่มถัดไปออกมาทำต่อ
แค่นี้ยังไม่เท่าไหร่ ที่น่าสะพรึงกลัวคือเจ้าหมอนี่จู่ๆ ก็ชะงักหยุดลงตรงมุมเลี้ยว ดวงตาเปล่งประกายวาววับ จากนั้นก็พุ่งโถมเข้าใส่กล่องไม้ใบหนึ่งที่ฝุ่นเกาะเขรอะ
ราวกับค้นพบขุมทรัพย์ล้ำค่าอย่างนั้นแหละ!
ผลปรากฏว่าพอโถมเข้าไปแล้ว เดี๋ยวผลักกล่อง เดี๋ยวตลบฝุ่นคลุ้ง…
เล่นสนุกสนานเพลิดเพลินเสียจนหน้าดำหน้าแดง
มู่จื่อซีถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก บนหัวเล็กๆ นั้นเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามอันเบ้อเริ่ม ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเจ้าตัวโย่งนี่จะชอบการละเล่นไร้เดียงสาพรรค์นี้
แต่นี่มันหอคลังวิญญาณนะ เจ้าไม่เลือกทักษะวิญญาณ แต่กลับมาเล่นขายของคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวอยู่ที่นี่เนี่ยนะ?
“โจวเทียนเซิน!”
“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่น่ะ!” นางเท้าสะเอวตวาดถาม
เจ้าตัวโย่งที่กำลังยกกล่องอยู่สะดุ้งโหยง หันขวับกลับมาเห็นว่าเป็นมู่จื่อซี ก็ลอบถอนหายใจโล่งอกทันที
“ตกใจหมดเลย นึกว่าผู้พิทักษ์คัมภีร์มาเสียอีก…”
“เหอะ ผู้พิทักษ์คัมภีร์ไม่มา เจ้าเลยมีแก่ใจมาเล่นซุกซนงั้นสิ?”
โจวเทียนเซินได้ยินก็ชะงักไป ปาดเหงื่อพลางกล่าวว่า “ข้าไปเล่นซนที่ไหนกัน ข้ากำลังหาทักษะวิญญาณอยู่ต่างหาก!”
มู่จื่อซีหลุดขำ มองดูมือที่ดำปี๋ของเขาปาดทิ้งคราบเขม่าไว้บนใบหน้าอีกระลอก พลางกล่าวว่า “เจ้ามอมแมมหน้าดำเป็นตูดหม้อขนาดนี้ มีใครเขาหาทักษะวิญญาณกันแบบนี้บ้างเล่า?”
“ทำไมจะไม่มี?” โจวเทียนเซินไม่ยอมรับทันควัน ชี้นิ้วไปข้างหลัง “สวีเสี่ยวโช่วก็หาทักษะวิญญาณแบบนี้เหมือนกัน!”
สวีเสี่ยวโช่ว?
มู่จื่อซีมองตามทิศทางนิ้วของเขาไป ทันใดนั้นก็แลเห็นร่างสูงโปร่งร่างหนึ่ง
เพียงแต่ว่า ภาพที่เห็นกลับแตกต่างจากที่คนทั้งสองจินตนาการไว้ลิบลับ
สวีเสี่ยวโช่วในยามนี้ สวมชุดขาวเรียบง่าย ยืนพิงชั้นหนังสืออย่างผ่อนคลาย สองมือประคองคัมภีร์ม้วนหนึ่งไว้ แววตาลุ่มลึกเคลิบเคลิ้ม คล้ายกำลังขบคิดหยั่งรู้สัจธรรมแห่งเต๋าอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
แสงตะวันรำไรสาดส่องลงมาจากขอบหน้าต่างของหอคลัง ทาบไล้ลงบนดวงหน้าคมคายซูบเพรียวของเด็กหนุ่ม งดงามประณีตดั่งภาพวาด
โจวเทียนเซิน :???
มู่จื่อซีเหม่อมองจนเคลิ้มไปชั่วขณะ ทว่าภาพที่สวีเสี่ยวโช่วทำท่าปาดคอพลางกล่าวว่า “เหม็นชะมัด” พลันผุดขึ้นมาในหัว จึงรีบดึงสติกลับมาทันที
นางหันไปมองโจวเทียนเซินพลางแค่นหัวเราะเยาะ “วิธีหาทักษะวิญญาณของพวกเจ้าช่างเหมือนกันเสียจริงนะ!”
โจวเทียนเซินนิ่งอึ้งพูดไม่ออก เขาก้มมองมือที่ดำมะเมื่อมของตนเอง แล้วเหลือบมองใบหน้าอันขาวสะอาดสะอ้านของสวีเสี่ยวโช่ว พลันรู้สึกเหมือนตนเองถูกหลอกลวงครั้งใหญ่หลวงเข้าให้แล้ว
“ข้าคิดว่า ข้าจำเป็นต้องอธิบายสักหน่อย…”
“ไม่ต้องอธิบายแล้ว เจ้าไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ!”
“โอ้? เจ้าไม่อยากรู้ความลับในการคว้าแชมป์ของหมอนี่รึไง?”
“ข้าไม่อยาก… หือ? เมื่อกี้เจ้าว่าอะไรนะ? เจ้าพูดใหม่อีกทีซิ?”
“เปล่านี่ ข้าจะไปล้างหน้าแล้ว”
“เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนสิ หลบมาคุยกันทางนี้ก่อนสิ!”
สวีเสี่ยวโช่วย่อมไม่ได้เป็นเพราะใช้ “สัมผัสรับรู้” ตรวจจับบทสนทนาและการเคลื่อนไหวของคนทั้งสองได้ แล้วค่อยแกล้งหาจุดที่แดดส่องเพื่อเก๊กท่าเท่หรอกนะ
เขาถูกเศษคัมภีร์นี้ดึงดูดใจเข้าจริงๆ ต่างหาก
“ดรรชนีกระบี่สิบท่อน?” สวีเสี่ยวโช่วพึมพำกับตนเองแผ่วเบา
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เศษคัมภีร์ที่เขาค้นเจอนั้นความจริงมีอยู่มิใช่น้อย ทว่าล้วนเป็นทักษะวิญญาณที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง เขาเพียงกวาดตามองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าฝึกฝนไม่ได้
มีเพียง “ดรรชนีกระบี่สิบท่อน” วิชานี้เท่านั้น…
ระดับขั้นไม่ระบุ ไม่ต้องใช้พลังวิญญาณ พึ่งพาเพียงเจตจำนงกระบี่และวิชาดรรชนีล้วนๆ เมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นสำเร็จสมบูรณ์ สามารถชี้นิ้วเดียวตัดขาดลำน้ำสวรรค์
นี่มันแทบจะตัดเย็บสร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะชัดๆ!
ประสบการณ์ของผู้อาวุโสผู้ข้ามมิติมันช่างเป็นประโยชน์อย่างยิ่งจริงๆ!
สิ่งเดียวที่เขาค่อนข้างกังวลอยู่บ้าง ก็คือวิชาดรรชนีกระบี่นี้จะไปทับซ้อนกับการทำงานของ “แสงแห่งความคมกริบ” หรือไม่ ทว่านี่ก็เป็นจุดที่ทำให้เขาจมดิ่งสู่ห้วงความคิดลึกซึ้งเช่นกัน
คำอธิบายของเศษคัมภีร์เล่มนี้ ถึงกับเป็นการหลอมรวมเจตจำนงกระบี่เข้าสู่นิ้วมือ…
มิใช่ศาสตรากระบี่ และมิใช่สรรพสิ่งล้วนเป็นกระบี่ หากแต่เป็นนิ้วมือของตนเอง!
นี่มันแทบจะเป็นการบุกเบิกวิถีการฝึกฝนของยอดฝีมือกระบี่สายที่สามขึ้นมาเลยมิใช่รึ!
วิถีกระแสหลักที่ผสานกระบี่เข้ากับทักษะวิญญาณคือสายที่หนึ่ง
วิถีการต่อสู้ด้วยเจตจำนงกระบี่ล้วนๆ ที่สวีเสี่ยวโช่วคิดค้นขึ้นเองโดยยังไม่รู้ว่าจะใช้ได้จริงหรือไม่คือสายที่สอง
ส่วน “ดรรชนีกระบี่สิบท่อน” นี้…
เจตจำนงกระบี่ผสานเข้ากับกายเนื้อ?
ใต้หล้ากว้างใหญ่ สิ่งแปลกพิสดารใดๆ ล้วนมีได้ทั้งสิ้น!
สวีเสี่ยวโช่วตกตะลึงกับความคิดแหกคอกสุดขอบฟ้านี้เข้าอย่างจัง เจตจำนงกระบี่หลอมรวมกับศาสตรากระบี่ ก่อกำเนิดเป็น “ศาสตรากระบี่เชื่อมวิญญาณ” แล้วถ้าหากเจตจำนงกระบี่หลอมรวมเข้ากับร่างกายเล่า จะเกิดอะไรขึ้น?
ไม่ถูกสิ!
เจตจำนงกระบี่เดิมทีก็เป็นสิ่งที่ตนเองฝึกฝนออกมา จะพูดถึงการหลอมรวมได้อย่างไร?
แต่ก็ไม่ถูกอีกนั่นแหละ!
ในนี้ก็ระบุไว้ชัดเจนอยู่ทนโท่ว่าทำได้…
สวีเสี่ยวโช่วถูกทำให้สับสนงุนงงไปหมดแล้ว
เขาตัดสินใจว่า หากหลังจากนี้หาของดีอื่นๆ ไม่เจออีก เช่นนั้นก็จะเอา “ดรรชนีกระบี่สิบท่อน” นี้นี่แหละ!
ต่อให้ฝึกฝนไม่สำเร็จ วิถีการฝึกฝนอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้ ก็เพียงพอให้เขาขบคิดพิจารณาไปได้อีกนานแสนนาน
“อืม ใครกันนะช่างมีความคิดพิสดารพรรค์นี้? สูสีทัดเทียมกับข้าได้เลยนะเนี่ย คาดว่าคงจะเป็นอัจฉริยะเหมือนกันแน่ๆ!”
สวีเสี่ยวโช่วลองพลิกหาชื่อของผู้คิดค้นดู แต่น่าเสียดายที่นี่เป็นเพียงเศษคัมภีร์ บนนั้นจึงไม่ได้บันทึกเอาไว้
เขาเก็บสิ่งของเข้าที่ คำนวณเวลาดู ยังเหลือเวลาอีกตั้งสองชั่วยาม ยังมีเวลาอีกถมเถ!
รื้อตู้ค้นหีบกันต่อไป!
“พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ!”
“พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ!”
มู่จื่อซีเริ่มนึกเสียใจที่หลงเชื่อคำพูดเพ้อเจ้อเหลวไหลของโจวเทียนเซิน มือน้อยๆ ของนางถือคัมภีร์โบราณไว้สองเล่ม สภาพมอมแมมหน้าเปื้อนฝุ่น แม้แต่กระโปรงตัวโปรดก็ยังพลอยเปรอะเปื้อนไปด้วย
“โจวเทียนเซิน!”
“เห็นๆ อยู่ว่าไม่มีอะไรเลยสักอย่าง!” นางวางคัมภีร์โบราณกระแทกลงบนชั้นหนังสืออย่างเคียดแค้น
เสียงดังปังทำเอาโจวเทียนเซินสะดุ้งโหยง
ศีรษะของเขาเบียดมุดออกมาจากซอกกำแพงอันมืดทะมึน ทำหน้าเบ้กล่าวว่า “แม่เจ้าประคุณรุนช่องของข้าเอ๋ย เจ้าอย่าทำให้ตกใจกลัวนักจะได้ไหม อยากจะเป็นแชมป์เปี้ยนมันก็ต้องยอมเสียสละแลกมานะ!”
มู่จื่อซีเดิมทียังกลั้นความหงุดหงิดไว้ พอเห็นโจวเทียนเซินเข้าก็หลุดขำพรวดออกมาทันที
ใบหน้าของเจ้าหมอนี่ดำมะเมื่อมมืดมิด ประกอบกับที่ตรงนี้แสงสว่างสลัวมองเห็นไม่ชัด พอทอดสายตามองไป จึงเห็นเพียงฟันขาวจั๊วะเรียงกันเป็นแถวเท่านั้น
“พรืด!”
“ข้าว่าเจ้าน่ะจำเป็นต้องไปล้างหน้าจริงๆ แล้วล่ะ ฮ่าๆๆ!”
“ชู่ว์! เบาเสียงหน่อย!” โจวเทียนเซินแกว่งผลงานที่ตนเองควานหามาจากในซอกหลืบให้ดู ปรากฏว่าเป็นแผ่นกระดาษโบราณขาดวิ่นแผ่นหนึ่ง “ดูนี่สิ?”
“ได้เรื่องรึ?” มู่จื่อซีดวงตาเป็นประกาย รีบวิ่งรี่เข้าไปหาทันที
โจวเทียนเซินตบฝุ่นบนแผ่นกระดาษขาดวิ่นเบาๆ แล้วเป่าลมฟู่ ทันใดนั้นคนทั้งสองต่างก็พากันสำลักไอค่อกแค่กขึ้นมา
“ภาพโบราณแผ่นหนึ่ง?”
บนม้วนหนังแกะเก่าแก่ขาดวิ่น วาดภาพชายชราแขนเดียวผู้หนึ่ง สะพายดาบกลับหัว ท่วงท่าบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง
มู่จื่อซียู่ปากน้อยๆ ขึ้นมาทันที ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเข้ากันกับโจวเทียนเซินอย่างยิ่ง ไม่เหมาะกับนางเลยสักนิด
นางเพิ่งจะอ้าปากบ่น ทว่าพอหันไปมองเจ้าหน้าดำผู้นี้ ก็เห็นเขากำลังจ้องมองภาพโบราณตาไม่กะพริบ คล้ายกำลังก้าวเข้าสู่สภาวะลึกล้ำพิสดารบางอย่าง
“หยั่งรู้ฉับพลัน?” นางตกใจ
“ถูกต้องแล้ว”
“เช่นนั้นที่สวีเสี่ยวโช่วพูดก็เป็นเรื่องจริงน่ะสิ ขุมทรัพย์ล้ำค่าอยู่ที่ชั้นหนึ่งจริงๆ ด้วย?”
“อืม ใช่แล้ว”
มู่จื่อซีรู้สึกว่าตนเองมีแรงฮึดที่จะหาทักษะวิญญาณขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าหลังจากได้สติฉุกคิดขึ้นมาได้ นางก็แข็งทื่อไปทั้งตัว
โจวเทียนเซินกำลังเข้าสู่สภาวะหยั่งรู้ฉับพลัน สวีเสี่ยวโช่วก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้ เมื่อครู่…
ใครเป็นคนพูด?
นางหันขวับกลับไปด้วยความขนพองสยองเกล้า
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-2a4ebe63/55
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย