ข้ามีสกิลติดตัวเต็มพิกัด
ตอนที่ 64 — ตอนที่ 64 แขกผู้มาเยือนในค่ำคืนสายฝน
ห่านอ้วนลอยล่องทะเลสาบ สายลมกรรโชกพัดผ่าน ผืนพิรุณมัวซัวโปรยปราย คนจรราตรีก้าวสัญจร
“พี่คงงง… พี่ว่าเวลานี้ ม่ายช่ายว่าควรนอนอ้อยอิ่งอยู่บนเตียงกกแม่คนงามหรอกเหยอ?”
“อากาศแบบเน้… เวลาแบบเน้… ชวนให้ง่วงนอนจางเยยนา…”
เหนือผืนน้ำทะเลสาบเอ๋อหู บุรุษสองคนในชุดคลุมสีดำใช้วิชาตัวเบาแตะผิวน้ำดุจแมลงปอแตะน้ำทะยานผ่าน คนหนึ่งสวมฮู้ดคลุมศีรษะมิดชิด อีกคนหนึ่งกลับเปิดเผยใบหน้าท้าสายฝน
เส้าอี่ดึงหมวกฮู้ดใบใหญ่ของตนให้กระชับแน่น มือข้างหนึ่งถือขวดน้ำเต้าสุราเงยหน้ากระดกเข้าไปอีกอึกใหญ่ พลางตบพุงเบาๆ ก่อนจะเรอเสียงดังออกมาหนึ่งเอิ๊ก
“เอิ๊ก~”
เฟิงคงแหงนหน้ามองท้องฟ้า ค่ำคืนสายฝนบดบังแสงรุ่งอรุณ ทว่าฟ้าเบื้องบน… ก็จวนจะสว่างแล้ว
“ช่วงเวลานี้ ความระแวดระวังของผู้คนจะลดลงต่ำมาก”
เขาละสายตากลับมา แต่ละก้าวทะยานไกลหลายจั้ง เอ่ยปากเตือนด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “ก่อนฆ่าคนอย่าดื่มสุรา มันส่งผลต่อการตัดสินใจของเจ้าได้ง่าย”
การเคลื่อนไหวของเส้าอี่ชะงักไปวูบหนึ่ง ทว่าความเร็วกลับไม่ได้ช้าลงแม้แต่น้อย ยังคงเกาะติดอีกฝ่ายดุจเงาตามตัว
“ม่ายเปงไรหรอกน่า!”
“เรื่องแบบเน้มันแล้วแต่ม่ายเหมือนกัล ข้ายังอยากบอกให้พี่ดึงฮู้ดขึ้นมาคลุมหัวเยย ม่ายงั้นน้ำฝนจะรบกวนสายตา ตอนพี่ลงมือจะไม่มั่งคงเอานา”
เฟิงคงปาดหยาดน้ำฝนเย็นเยียบที่เปรอะเปื้อนใบหน้า ตอบสั้นประหยัดถ้อยคำราวดั่งทองคำ “ฝนเย็น ปลุกสติ”
เส้าอี่พลันตบขวดน้ำเต้าสุรา เบิกตาโพลง
“เห็นม่ายล่ะ คนม่ายเหมือนกัล ก็มีความชอบม่ายเหมือนกัล…”
“ข้าช่อบดื่มเหล้า พี่ช่อบตากฝน แบบเน้ม่ายช่ายว่าสุขสำราญกัลทั้งสองฝ่ายหรอกเหยอ?”
มุมปากของเฟิงคงกระตุกเบาๆ เขาเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะทอดถอนใจออกมาอย่างเย็นเยียบ “ดื่มเหล้าดะ… ดื่มเหล้าได้ แต่เจ้าพูดจาให้มันปกติหน่อยด้าย… ได้ไหม?”
“ถุ้ย!”
สุดท้ายก็โดนพาออกนอกลู่นอกทางจนลิ้นพันไปด้วยจนได้ เฟิงคงหุบปากฉับ ตัดสินใจไม่เอ่ยคำใดอีก
“ฮิๆ…” เส้าอี่หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี “พี่ม่ายชอบเหยอ?”
“อืม”
“ข้าก็ม่ายชอบท่าทางเย็นชาบัดซบของพี่เหมือนกัลนั่นแหละ เก๊กท่าทำทรงยังกะนักบุญผู้บริสุทธิ์!”
เฟิงคงพลันหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน แววตาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นอำมหิตน่าสะพรึงกลัว
“ทำรายอ่ะ? ไปสิ!” เส้าอี่ฉงนใจ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดอะไรอยู่?” น้ำเสียงของเฟิงคงกดต่ำลงในบัดดล เย็นยะเยือกราวกับลอยขึ้นมาจากขุมนรกเก้าชั้น
“รู้จิ ตอนนี้พวกเราควรเผ่นกวับไปนอนถึงจะถูกม่ายช่ายเหยอ!”
“…”
เฟิงคงสูดหายใจเข้าลึก… เจ้าหมอนี่ มันเมาแอ๋จริงๆ ด้วย!
ช่างเถอะ อย่าไปเสียเวลาโมโหกับมัน เรื่องงานสำคัญกว่า
เขาพลิกกายทะยานร่างจากไป
เส้าอี่ที่อยู่ด้านหลังมือไม้สั่นระริกขณะแอบเลิกหมวกฮู้ดขึ้นเล็กน้อย ทั้งที่เขาไม่ได้โดนเม็ดฝนแม้แต่หยดเดียว ทว่าทั่วทั้งใบหน้ากลับเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬไหลเย็นเฉียบ
“เชี่ยเอ๊ย เมื่อกี้ข้าพล่ามบ้าอะไรออกไปวะเนี่ย? นี่ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม!”
“นั่นมัน ‘หัตถ์โลหิตเฟิงคง’ เชียวนะโว้ย!”
“รอดแล้ว รอดตัวไปที กลบเกลื่อนเนียนไปได้… พี่คงคงไม่ลงมือฆ่าข้าหรอกนะ”
เมื่อครู่หลังจากที่พลั้งปากพูดจาหาเรื่องออกไป น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาสร่างเมาตื่นเต็มตาในพริบตา ทว่าเมื่อตระหนักได้ว่าสถานการณ์ชักไม่เข้าท่า เขาจึงทำได้เพียงตามน้ำแกล้งโง่ต่อไป
มิเช่นนั้นแล้ว ผลลัพธ์ที่ตามมาคงเกินจะจินตนาการได้!
เส้าอี่เช็ดเหงื่อเย็นจนแห้ง ปรับสีหน้าท่าทางใหม่อีกครั้ง แล้วรีบเร่งฝีเท้าตามไปติดๆ
สายฝนยังคงตกกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่าละอองน้ำจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ฝูงห่านอ้วนในทะเลสาบพากันกอดกกรวมกลุ่มเป็นก้อนกลม เบียดเสียดกันอยู่ตรงมุมราวระเบียงหยกขาว พยายามหลบเลี่ยงลมฝน
อืม…
ไร้ประโยชน์สิ้นดี
บนเส้นทางคดเคี้ยวอันทอดยาวสู่ความวิเวก ความเร็วของคนทั้งสองชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด
“เปงทางเน้ม่ายผิดแน่ช่ายมั้ย”
เส้าอี่เหลียวซ้ายแลขวา พูดกันตามตรง เขาไม่ได้มาที่ลานฝ่ายนอกเสียนาน ทางเดินต่างๆ ลืมเลือนไปเกือบหมดสิ้นแล้ว แต่ยังนับว่าดีที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก พอจะจำเค้าโครงเส้นทางได้ลางๆ
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเงาร่างตะคุ่มๆ ร่างหนึ่งในดงไม้ จึงอดประหลาดใจไม่ได้
“ศิษย์ลานฝ่ายนอกยังคงขยั้งขันกัลเหมือนเดิมเยยนะเนี่ย ฝนตกขนาดเน้ยังขยันกัลขนาดเน้อีกเหยอ?”
“นึกถึงตอนนั้นข้าก็เคยอาศัยอยู่ในเรือนพักรวมตั้งหนึ่งปี ข้างในคนเยอะแยะ บำเพ็ญเพียรม่ะได้เรื่องเยย มักจะแอบวิ่งหนีออกมาข้างนอกบ่อยๆ…”
“พอเข้าลานฝ่ายในได้ก็ดีขึ้นเยอะ มีลานเรือนเปงของตั๋วเอง แถมยังมีฉาวๆ…”
เส้าอี่ทอดถอนใจรำลึกความหลัง ปากขยับจ้อไม่ยอมหยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว โดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าใบหน้าของเฟิงคงมืดมนทะมึนลงเรื่อยๆ
เขากระดกสุราไปอีกหนึ่งอึก พลันเลี้ยวพ้นหัวมุมทางโค้งก็แลเห็นลานเรือนอันโอ่โถงกว้างขวางหลังหนึ่ง
ลานเรือนแห่งนั้นถูกปกคลุมด้วยค่ายกล มีเพียงสายฝนเท่านั้นที่สามารถผ่านทะลวงเข้าไปได้ ด้านหน้าม่านค่ายกลเป็นลานโล่งกว้างขวาง มีเนื้อที่ใหญ่โตพอที่จะรองรับคนฝึกบำเพ็ญเพียรได้พร้อมกันหลายคน
“จึ๊ๆ ร่ำรวยเงินทองเหลือล้นจริงๆ แฮะ!”
“นึกถึงตอนนั้น…”
“หุบปาก!” เฟิงคงเอ่ยตัดบท “เห็นเป้าหมายอยู่ตรงหน้าแล้วยังจะพล่ามไม่หยุด สิ่งที่ข้าเคยสั่งสอนเจ้าลืมไปหมดแล้วรึไง?”
“เอ่อ…” เส้าอี่เกาหัวแก้เก้อ อยากจะอ้าปากขานรับ แต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงดัง
เขายกสุราขึ้นกระดกอีกอึกเพื่อย้อมใจ ก่อนจะเอ่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ “พี่คง ประเดี๋ยวข้าลงมือคนเดียวก็พอ พี่คอยคุมเชิงอยู่ข้างหลังเถอะ เดิมทีก็ม่ะจำเปงต้องถึงมือพี่มาเองเยย ก็แค่ไอ้เหอ…”
เฟิงคงตวัดสายตาดุร้ายถลึงมองใส่เขาหนึ่งแวบ เส้าอี่พลันหุบปากเงียบกริบดั่งจักจั่นในเหมันต์ รีบยกมือทำท่ารูดซิปปิดปากเย็บเส้นด้ายที่มองไม่เห็นสนิททันที
“ไปเถอะ”
“ระวังท่วงท่า ปลิดชีพในกระบี่เดียว”
เส้าอี่พยักหน้ารับ น้ำเต้าสุราในมือพลันอันตรธานหายไป พลางเลื่อนกระบี่สั้นสองเล่มออกมาถือกลับคมซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ จากนั้นจึงก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไป
ยกมือขึ้น
เคาะประตู
ตรงหน้าคือผิวกายเนียนนุ่มดุจหยก ละเอียดบางเบาดั่งจะแตกสลายได้เพียงแค่เป่าลม แม้ใบหน้าจะพร่ามัวมองเห็นไม่ชัดเจนด้วยเหตุผลกลใดก็มิอาจทราบได้ ทว่าสวีเสี่ยวโช่วในยามนี้หาได้สนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนั้นอีกต่อไปแล้ว
เขายื่นมือออกไปหมายจะลูบไล้สัมผัส…
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก!”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างสุขุมและเชื่องช้า ทว่าก้องกังวานทะลุผ่านเข้ามาอย่างแจ่มชัด
“เชี่ยเอ๊ย!”
สวีเสี่ยวโช่วเบิกตามองดูเรือนร่างเปลือยเปล่าอันงดงามแหลกสลายสลายหายไปต่อหน้าต่อตา ด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ เขาจึงโผพุ่งตัวไปข้างหน้าสุดแรง…
ตุบ!
เตียงไม้ส่งเสียงดังสนั่น ความรู้สึกเคว้งคว้างไร้น้ำหนักประหลาดแล่นปราดเข้ามา ราวกับก้าวเท้าพลาดตกจากที่สูง ร่างกายซวนเซเสียหลัก
สวีเสี่ยวโช่วเบิกตาโพลง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวตึกตัก ในดวงตาเปี่ยมล้นไปด้วยความเคียดแค้นไม่ยินยอม “อีกแค่นิดเดียวแท้ๆ!”
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก!”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกระลอก
สวีเสี่ยวโช่วตวัดสายตามองไปยังประตูใหญ่ ดวงตาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ
ใครมันช่างไร้ยางอายขาดศีลธรรมขนาดนี้วะ มาเคาะประตูเอาป่านนี้ คิดจะมารับวิญญาณเร่งเอาชีวิตกันรึไง?
จะให้คนเขาหลับเขานอนบ้างไหมหืม?
มารบกวนฝันหวานของชาวบ้านเขาชัดๆ!
สวมรองเท้าลวกๆ สวีเสี่ยวโช่วก้าวเท้ากึ่งเดินกึ่งกระโดดออกจากห้องรับรอง ควบแน่นปราณวิญญาณแปรสภาพเป็นร่ม กำบังสายลมและหยาดพิรุณ
เขาเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จหมาดๆ แม้จะเพิ่งล้มตัวลงนอนได้ไม่ทันไรก็ถูกปลุกให้ตื่น แต่ตอนนี้จะปล่อยให้ตัวเปียกฝนไม่ได้เด็ดขาด
สวีเสี่ยวโช่วขยี้ตาที่ยังสะลึมสะลือ พลางเดินตัดผ่านลานเรือนอย่างรวดเร็ว ยกมือขึ้นไปทาบวางไว้บนกลอนประตู
สายลมวูบหนึ่งพัดผ่าน ร่างกายพลันตื่นตัวแจ่มใสขึ้นมาหลายส่วน จนต้องชะงักการเคลื่อนไหวที่จะเปิดประตูเอาไว้
“ไม่ถูกต้อง!”
“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ใครมันจะประสาทกลับมาหาข้ากัน?”
สวีเสี่ยวโช่วเริ่มสงสัย ในลานฝ่ายนอกเขาก็ไม่ได้มีมิตรสหายสนิทชิดเชื้อที่ไหน อีกทั้งเมื่อตอนเที่ยงเพิ่งจะไปหอคลังวิญญาณกับเจ้าหน้าที่มาหมาดๆ เรื่องราวธุระทั้งหลายก็น่าจะสะสางเสร็จสิ้นไปหมดแล้วนี่นา…
เขายังอุตส่าห์กะว่าจะให้รางวัลตัวเองด้วยการพักผ่อนสบายๆ สักสองสามวันเสียหน่อย!
“หรือว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการจะมีเรื่องด่วนมาหาข้าเวลานี้?”
สวีเสี่ยวโช่วรู้สึกว่ามันดูพิลึกพิลั่นเกินไป จึงรวบรวมสมาธิในทันที ส่ง 'การรับรู้' ทะลวงผ่านค่ายกลออกไปกวาดมองทัศนียภาพเบื้องนอก
บุรุษผู้หนึ่งคลุมกายด้วยผ้าคลุมสีดำ ใบหน้าซ่อนอยู่ภายใต้ฮู้ดผืนใหญ่ แม้ว่าค่ำคืนนี้จะมืดมิดเพียงใด แต่ภายใต้ 'การรับรู้' สีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายกลับปรากฏชัดเจนไร้สิ่งใดปิดบัง
หน้าตาก็ธรรมดาสามัญ แต่ดูมีมารยาทดีทีเดียว ไม่ได้เคาะประตูรัวถี่ๆ
หืม?
ข้างหลังยังมีอีกคนหนึ่งด้วยรึ?
ไอ้หมอนี่ประสาทกลับหรือเปล่าเนี่ย ค่ำคืนฝนตกแท้ๆ อุตส่าห์ใส่เสื้อผ้าที่มีฮู้ดมา แต่ดันเปิดหน้าท้าฝนยืนกอดอกนิ่งอยู่นั่น
มึงจะเก๊กหล่อโชว์ให้ใครดูวะ!
ดึกดื่นค่ำมืดป่านนี้ มีใครที่ไหนมาดูมึงกันหา?
สวีเสี่ยวโช่วรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง แต่ก็บอกไม่ถูกว่าผิดปกติตรงจุดไหน
ประเด็นสำคัญคือคนทั้งสองคนนี้ เขาไม่รู้จักเลยสักคน แล้วจะมาหาเขาทำไม?
แถมยังเป็นช่วงเวลานี้อีกเนี่ยนะ?
สายฝนโปรยปรายซัดซ่า ดูเหมือนจะหนักหน่วงกว่าเดิมเสียอีก
มือของสวีเสี่ยวโช่วยังคงค้างเติ่งอยู่บนบานประตู ไม่ได้ดึงเปิดออก และไม่ได้ชักมือกลับ หัวใจของเขาพลันเต้นกระชั้นถี่ขึ้นมาอย่างฉับพลัน เหลือบสายตามองออกไปยังม่านราตรีเบื้องหลัง
ค่ำคืนสายฝน…
จิตสังหาร?
สวีเสี่ยวโช่วรู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง ทว่าก็แอบรู้สึกตลกขบขันอยู่ในใจ อ่านนิยายมากเกินไปหรือเปล่าวะ จะมีใครว่างจัดมาลอบฆ่าตนโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยได้ยังไง?
เขาคิดว่าตนเองเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม ไม่เคยไปผูกพยาบาทสร้างความแค้นกับใครที่ไหนเลยนี่นา!
คนทั้งสามต่างมีความอดทนเป็นเลิศ เงียบกริบดุจเดียวกันโดยไม่มีผู้ใดขยับเขยื้อน
สวีเสี่ยวโช่วใช้ 'การรับรู้' เฝ้าจับตาดูนอกประตู คนด้านนอกก็ยังคงรอคอยอย่างมีมารยาทยิ่ง
ความมืดมิดยามราตรีพลันหวนคืนสู่ความเงียบสงบอีกครา บานประตูไม้หนึ่งบาน เงาร่างสามสาย
เสียงสายฝนดูเหมือนจะยิ่งโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น พลอยทำให้เสียงเคาะประตูดังกังวานก้องลอยมาแผ่วพลิ้ว ในอากาศคล้ายกับแว่วเสียงบทเพลงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาอย่างเลือนราง…
“เจ้ากระต่ายน้อยแสนดี เปิดประตูหน่อยสิ…”
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก——”
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-2a4ebe63/64
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย