ข้ามีสกิลติดตัวเต็มพิกัด
ตอนที่ 9 — ตอนที่ 9 คริติคอลแห่งความสุข
“สวีเสี่ยวโช่วชนะแล้วหรือ?”
“สวีเสี่ยวโช่วชนะแล้ว!”
การต่อสู้สิ้นสุด ม่านพลังค่ายกลคลายตัวลง
เสียงกู่ร้องเชียร์ที่ดังกึกก้องราวเกลียวคลื่นจากอัฒจันทร์ผู้ชมทำเอาสวีเสี่ยวโช่วสะดุ้งโหยง เขาหันขวับไปมอง คุณพระช่วย ที่ตรงนี้มีคนแห่กันมาตั้งแต่เมื่อไรมากมายขนาดนี้
นี่คงไม่ใช่ว่าศิษย์ฝ่ายนอกทั้งหมดของลานชูอวิ๋นมากองรวมกันอยู่ที่นี่หมดแล้วหรอกนะ!
ในกลุ่มคนเหล่านั้น ศิษย์น้องชายและศิษย์น้องหญิงจำนวนมากต่างน้ำมูกน้ำตาไหลพราก สวีเสี่ยวโช่วไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขากำลังร้องไห้ด้วยเรื่องอะไร ได้แต่มองว่าพวกนี้คงกำลังสติฟั่นเฟือนไปแล้ว
“ [ถูกสงสัย, แต้มพาสซีฟ +324] ”
“ [ได้รับความเลื่อมใส, แต้มพาสซีฟ +1125] ”
สวีเสี่ยวโช่วปรายสายตามองแถบข้อความแวบหนึ่ง ตกใจจนแทบจะทรุดคุกเข่าลงกับพื้น
เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย?
ระลอกความสงสัยก่อนหน้านี้เขายังพอทำความเข้าใจได้ อย่างไรเสียตัวเขาสวีเสี่ยวโช่วก็มีระดับการบำเพ็ญเพียงขั้นห้า การคว้าแชมป์รอบแบ่งกลุ่มย่อมเลี่ยงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้เป็นธรรมดา
แม้หลิวเจิ้นกับโจวจั่วจะอยู่บนเวทีเช่นกัน แต่คนตาดีทุกคนย่อมรู้ว่าทั้งสองเป็นเพียงผู้เข้าแข่งขันสายแอบอู้งาน ดังนั้นแชมป์ย่อมตกเป็นของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่คำว่า “เลื่อมใส” ที่ตามมาข้างหลังนี่สิ…
นี่มันชักจะเหลือเชื่อเกินไปหน่อยแล้วมั้ง!
นี่ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่ปรากฏขึ้นมาเลยไม่ใช่หรือ?
แล้วก็…
แต้มพาสซีฟหนึ่งพันกว่าแต้มเนี่ยนะ???
สวีเสี่ยวโช่วถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลยทีเดียว!
เจ้าหมอนี่ที่ในหัวคิดเพียงแค่อยากโดนซ้อมเพิ่มอีกสักสองสามยก เพื่อหาแต้มพาสซีฟเพิ่มอีกสักสองสามแต้ม เห็นได้ชัดว่ายังไม่ตระหนักเลยว่า บัดนี้ตนเองได้กลายเป็นบุรุษผู้ไม่ยอมย่อท้อ พากเพียรไม่หยุดยั้ง จนในที่สุดก็เลือดเหลือหยดสุดท้ายพลิกกลับมาสังหารศัตรู คว้าชัยชนะอันทรงเกียรติไปครองในสายตาของทุกคนแล้ว!
เพราะในสายตาของผู้ที่เพิ่งแห่กันมาดูทีหลัง เขาก็ไม่ต่างอะไรกับกระสอบทรายมนุษย์มีชีวิต ที่โดนคนรุมประเคนหมัดเตะถีบไม่ยั้ง
เจ้าพวกนั้น ช่างสารเลวยิ่งนัก ลงมือหนักหน่วงอำมหิตถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ดูใบหน้าของสวีเสี่ยวโช่วสิ เขียวช้ำเป็นจ้ำๆ สีม่วงคล้ำไปหมดแล้ว…
หืม? แต่ทำไมบาดแผลถึงได้เบาบางแค่นี้กันล่ะ?
ผู้ตัดสินถือถาดเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ยินดีด้วย สวีเสี่ยวโช่ว!”
บนถาดคือของรางวัล ของรางวัลนั้นคือแหวนวงหนึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก
สวีเสี่ยวโช่วเลิกคิ้ว แหวนมิติหรือ?
นี่เป็นของดีเทียวนะ ต่อให้ขายเรือนพักกับกระบี่ดำของเขาพ่วงไปด้วย ก็ยังไม่มีปัญญาซื้อของดีพรรค์นี้ได้เลย
เขาหยิบแหวนขึ้นมา พลางชี้นิ้วไปยังมือของผู้ตัดสินที่กำลังสั่นระริก แล้วเอ่ยอย่างจริงใจว่า “ขอบคุณนะขอรับ แต่ท่านมิต้องตื่นเต้นดีใจแทนข้าถึงขนาดนั้นก็ได้”
ผู้ตัดสินได้ยินดังนั้น มือที่ประคองถาดอยู่ก็ยิ่งสั่นสะท้านรุนแรงกว่าเดิม
นี่ข้าตื่นเต้นดีใจเรอะ? นี่มันคือเพลิงโทสะที่ถูกถาดใบนี้กดทับเอาไว้ต่างหากโว้ย!
ตั้งแต่เริ่มยันจบศึก นอกจากการฉวยโอกาสคว้าคนตกเวทีไปไม่กี่คน เขาก็แทบไม่มีส่วนร่วมอันใดกับการต่อสู้นี้เลย ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังเหลือเกิน
เดิมทีตั้งใจจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ทุ่มเทสุดกำลังความสามารถ ทว่าผลลัพธ์กลับถูกบีบให้นั่งกินตำแหน่งเปล่าๆ โดยไม่ได้ทำประโยชน์อันใดให้เป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่าง
เจ้าสวีเสี่ยวโช่วคนนี้ หลอกลวงเขาตั้งแต่ต้นจนจบอย่างสิ้นเชิง จนกระทั่งการต่อสู้สิ้นสุดลง ถึงได้มองออกว่ามารดามันเถอะ ที่แท้นี่มันคือกายเนื้อระดับกำเนิด!
ข้าก็ว่าอยู่ว่าแรงกดดันระดับกำเนิดสองระลอกก่อนหน้านี้ปะทุมาจากที่ใดกันแน่ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเจ้าหมอนี่จริงๆ!
ผู้ตัดสินสะกดข่มความปั่นป่วนในอก โบกแขนส่งๆ อย่างเย็นชา “พยายามเข้าล่ะ!”
กล่าวจบก็หมุนตัวเดินจากไป
สวีเสี่ยวโช่วลอบนึกประหลาดใจ แต่ก็ยังทำท่ามือให้กำลังใจตอบกลับไป ตะโกนไล่หลังเงาร่างของเขาว่า “ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ขอรับ!”
ผู้ตัดสินมือสั่นวูบ ถาดแทบจะหลุดลอยปลิวออกไป
“เอ้อ กระบี่ของข้า!” สวีเสี่ยวโช่วร้องทักตามหลัง
ผู้ตัดสินโผทะยานตัวไปข้างหน้า คว้าถาดเอาไว้ได้ทัน จากนั้นก็เหวี่ยงกระบี่บนหลังออกไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย
สวีเสี่ยวโช่วขมวดคิ้วจ้องมองแผ่นหลังของเขา อดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเองว่า “พิลึกคนพิลึกกึกกือแท้!”
“สวีเสี่ยวโช่ว!”
“สวีเสี่ยวโช่ว!”
ผู้คนบนอัฒจันทร์ต่างส่งเสียงกู่ร้องก้อง เริ่มแรกเป็นเสียงกรีดร้องกู่ก้องของเหล่าดรุณีแรกรุ่น ต่อมาคนรอบข้างถูกสายตาจ้องกดดันจนกระดากอาย จึงจำใจต้องตะโกนร่วมไปด้วย
สวีเสี่ยวโช่วรู้สึกกระดากอายยิ่งนัก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนพวกนี้เป็นบ้าอะไรกันขึ้นมา แต่ในเมื่อผู้อื่นส่งเสียงเรียกชื่อเขา ทั้งยังดูตื่นเต้นกันถึงเพียงนั้น เขาจึงโบกไม้โบกมือให้แก่ทุกคน
“นั่งลงเถิด ไม่ต้องเกรงใจ”
เหราอินอินลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจคราหนึ่ง พลางดึงชายกระโปรงสีแดงที่ถูกยัยโลลิตัวน้อยจับรั้งขึ้นไปจนถึงโคนขาให้เข้าที่ แล้วเอ่ยหยอกเย้าว่า “ไปหาพี่เสี่ยวโช่วของเจ้าได้แล้วมั้ง!”
ซูเฉี่ยนเฉี่ยนคลี่ยิ้ม แก้มทั้งสองข้างปรากฏรอยบุ๋มลักยิ้ม “ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ขอแค่พี่เสี่ยวโช่วไม่ต้องออกจากตำหนักวิญญาณไปก็นับว่าดีที่สุดแล้ว!”
“เจ้าดูสิ แม่นางรอบๆ ตื่นเต้นกันจนเป็นบ้าเป็นหลังขนาดไหน ประเดี๋ยวพี่เสี่ยวโช่วของเจ้าก็โดนแย่งไปหรอก?”
“พูดจาเหลวไหลอันใดกันเจ้าคะ!” ซูเฉี่ยนเฉี่ยนหน้าแดงซ่าน “ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นสักหน่อย”
“อ้อ? อย่างนั้นรึ?”
“ไม่คุยกับท่านแล้ว!”
ซูเฉี่ยนเฉี่ยนกระโดดลงจากเก้าอี้ ศีรษะชนเข้ากับหน้าอกของเหราอินอินพอดี สองแก้มจึงยิ่งแดงระเรื่อดุจเมฆสายัณห์ นางก้มลงหยิบกระบี่ใหญ่ขึ้นมา แบกไว้บนบ่าแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
“จุ๊ๆ น่ารักจริงๆ เชียว…”
สวีเสี่ยวโช่วสังเกตเห็นทั้งสองคนเช่นกันตามธรรมชาติ บอกตามตรง ไอปราณระดับกำเนิดในสนามประลองแห่งนี้มีไม่มากนัก แม้กายเนื้อระดับกำเนิดของเขาจะไม่เด่นชัด แต่มิได้หมายความว่าไอปราณระดับกำเนิดของผู้อื่นจะไม่เด่นชัดไปด้วย
อย่างน้อยกลิ่นอายอันสูงส่งเหนือโลกียวิสัยเช่นนั้น ก็แตกต่างจากเหล่าแม่นางที่กำลังกู่ร้องตะโกนชื่อเขาจนแทบคอแตกคอแตนพวกนั้นลิบลับ
“ซูเฉี่ยนเฉี่ยน…?”
“ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยนะ…”
เขากำลังจ้องมองทิศทางที่เด็กสาววิ่งหนีไป ไม่คาดคิดว่าสตรีในชุดกระโปรงสีแดงที่เดินอยู่ด้านหลังจะเหลียวหลังกลับมา ส่งสายตายิ้มพลางขยิบตาให้เขาคราหนึ่ง
“ [ถูกยั่วยวน, แต้มพาสซีฟ +1] ”
สวีเสี่ยวโช่วเพิ่งจะเคลิบเคลิ้มใจสั่นไหวไปในวินาทีแรก พอวินาทีถัดมาได้เห็นข้อความนี้เข้าก็แทบจะกระอักเลือดออกมา
มารดามันเถอะ! เรื่องบางเรื่องรู้กันอยู่แก่ใจก็พอแล้ว จะมาแฉแทงใจดำทำซากอะไรวะ!
ระบบหมาเอ๊ย!
ผู้คนเริ่มสลายตัว ลานประลองว่างเปล่าลงอย่างรวดเร็ว
ทุกคนต่างเป็นผู้หลอมรวมวิญญาณ ต่อให้กลายเป็นผู้ชื่นชมเพียงชั่วแล่น ก็ไม่ถึงขั้นทำอะไรเกินเลยขอบเขต
อืม อย่างน้อยก็ในที่แจ้งล่ะนะ…
สวีเสี่ยวโช่วเพิ่งคิดจะก้าวเท้าจากไป ก็พลันเห็นผู้อาวุโสเฉียวแวบมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเสียงดังฟึ่บ
“เจ้าเด็กตัวแสบ โดนยำเละเทะขนาดนั้นยังพลิกสถานการณ์กลับมาชนะได้ ไม่เลวเลยนี่หว่า!”
“ผู้อาวุโสเฉียว?”
ผู้อาวุโสเฉียวหน้าดำทะมึน “นี่เจ้าไม่ได้สังเกตเห็นข้าเลยสักนิดเดียวสินะ มัวแต่มองแม่นางสองคนนั้นอยู่หรือไง?”
“ฮี่ๆ!” สวีเสี่ยวโช่วก้าวเดินไปพลางเอ่ยขึ้นว่า “จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ท่านมาถึงเป็นคนแรกเลยใช่ไหมล่ะ?!”
“มันแน่อยู่แล้ว!”
สวีเสี่ยวโช่วลอบเป่าปากโล่งอก ดีที่มั่วถูก ทั้งยังเปลี่ยนน้ำเสียงคำถามให้กลายเป็นน้ำเสียงชื่นชมได้ทันกาล จึงไม่ถูกจับไต๋ได้
“ไปฝึกฝนกายเนื้อระดับกำเนิดมาตั้งแต่เมื่อไร แม้แต่ข้าเจ้าก็ยังปิดบังงั้นรึ?” ผู้อาวุโสเฉียวซักไซ้ต่อ
หืม?
ยังกล้ามาถามข้าอีกเรอะ?
สวีเสี่ยวโช่วพลันรู้สึกไม่ยอมรับขึ้นมาทันที “คราวก่อนข้าก็บอกท่านไปแล้วไม่ใช่หรือว่าข้าบรรลุระดับกำเนิดแล้ว? ท่านไม่เชื่อเองนี่?”
คราวก่อน?
ผู้อาวุโสเฉียวพลันนึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่ทั้งสองพบกันที่หอกิจวิญญาณขึ้นมาได้ทันใด จึงหัวเราะแหะๆ แก้เก้อ “ตอนนั้นน่ะ… ผีที่ไหนจะไปเชื่อเจ้ากันเล่า!”
เมื่อเห็นว่าสวีเสี่ยวโช่วทำท่าจะระเบิดอารมณ์ เขาจึงรีบควักขวดยาขวดหนึ่งยัดใส่อกเสื้อของอีกฝ่ายทันควัน “บาดเจ็บมาสินะ!”
“เอ้า นี่ให้เจ้า กลับไปรักษาตัวดีๆ ล่ะ ไว้เจอกันใหม่นะ!” พลางกล่าวจบก็ชิ่งหนีไปในทันที
สวีเสี่ยวโช่ว: “……”
ถึงขนาดนี้เลยเรอะ?
ก็แค่จะบ่นด่าสักสองสามประโยค ข้าคงไม่จับท่านกินเข้าไปหรอกน่า!
เขาก้มมองเม็ดยาในมือที่ผู้อาวุโสเฉียวมอบให้ ในอกพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา…
หืม?
ผู้อาวุโสเฉียว… เม็ดยา…
จู่ๆ สวีเสี่ยวโช่วก็ตัวสั่นเทิ้มขึ้นมาด้วยความหนาวสะท้านทันใด
สวีเสี่ยวโช่วกลับมาถึงห้องพัก หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จสรรพ เขาก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มที่ผ่านการซักล้างทำความสะอาดครั้งใหญ่ อารมณ์พลันปลอดโปร่งโล่งสบาย
แม้จะคาดเดาเอาไว้บ้างแล้ว ทว่าเมื่อสามารถคว้าแชมป์รอบแบ่งกลุ่มมาได้จริงๆ และได้รับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีนี้ เขาก็ยังคงรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน
บอกได้คำเดียวว่า “ความแกร่ง” ระดับกำเนิด ช่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!
ภายใต้การระดมโจมตีรุนแรงปานนั้น หากเป็นตัวเขาเมื่อก่อน ย่อมไม่อาจทานทนได้เกินหนึ่งช่วงลมหายใจ ทว่าในยามนี้ เขากลับเพียงแค่มีบาดแผลภายนอกเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น เรื่องกระดูกหักเอ็นขาดอะไรเทือกนั้น จะมีได้ยังไงกันเล่า?
ส่วนรอยฟกช้ำดำเขียวและใบหน้าที่บวมปูดพวกนี้ แค่โคจรลมปราณบำเพ็ญเพียงรอบเดียวก็สามารถรักษาให้หายดีได้แล้ว
ส่วนเม็ดยาที่ผู้อาวุโสเฉียวมอบให้ เขาคิดไปคิดมาแล้ว ไม่กล้าหยิบมาใช้อีก
เมื่อล้วงเอาแหวนรางวัลชนะเลิศออกมา สวีเสี่ยวโช่วจึงหยดโลหิตเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ จากนั้นก็มองเห็นห้วงมิติภายในที่มีขนาดกว้างขวางราวครึ่งหลังของตัวเรือน รู้สึกถูกอกถูกใจเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งของข้างในมีไม่มากนัก มูลค่าทั้งหมดล้วนอยู่ที่ตัวแหวนวงนี้ มีเพียงผลึกวิญญาณหนึ่งร้อยก้อน กับขวดยาหนึ่งขวดเท่านั้น
สวีเสี่ยวโช่วหยิบขวดยาออกมาดู
เม็ดยาหลอมรวมวิญญาณ…
ในใจกระตุกวูบไหว เขารีบเก็บสิ่งของกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งถือโอกาสนำข้าวของจิปาถะของตนเองบรรจุเก็บเข้าไปด้วย
ความรู้สึกของการมีห้วงมิติส่วนตัวพกติดตัวไปไหนมาไหนได้เช่นนี้ ช่างวิเศษสุดจะพรรณนา
เขาไม่มีนิสัยชอบสวมแหวน จึงใช้เส้นเชือกร้อยแหวนเอาไว้ นำมาสวมคอเป็นสร้อย
นี่คือแชมป์แรกบนเส้นทางชีวิตอันแสนยากลำบากของเขา มีคุณค่าทางจิตใจแก่การรำลึกยิ่งนัก ต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี
เขานอนแผ่อยู่บนเตียง พลางขยับเปลี่ยนท่านอน เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายสบายเนื้อสบายตัวยิ่งขึ้น
ถ้าเช่นนั้น รายการไฮไลต์สำคัญก็มาถึงแล้ว…
การศึกที่โดนซ้อมจนแทบคลั่ง สวรรค์ทรงโปรดจนน่าเวทนานี้ จะได้รับแต้มพาสซีฟตอบแทนมาสักเท่าไรกันนะ?
นอกจากช่วงแรกที่อดใจไม่ไหวแอบชำเลืองมองไปสองสามแวบแล้ว ตลอดทั้งศึกเขากลั้นใจเต็มกลืน พยายามอย่างสุดกำลังที่จะเมินเฉยตัวเลขแถวล่างสุดนั่น ทั้งหมดก็เพื่อรอคอยช่วงเวลานี้!
หัวใจของสวีเสี่ยวโช่วเต้นระรัวราวกลองศึก เขาทอดสายตามองไปยังแถบข้อความส่วนล่างสุดในหน้าต่างสีแดงภายในห้วงจิต
ดาเมจคริติคอลแห่งความสุขชนิดหนึ่งพลันระเบิดตูมขึ้นในสมอง สวีเสี่ยวโช่วรู้สึกเพียงว่าในหัวส่งเสียงดัง “วิ้ง” ขาวโพลนไปหมดในพริบตา
นิ้วมือของเขาเกร็งกระตุก พลางนับหลักโดยไม่รู้ตัวว่า “หนึ่ง สอง สาม…”
“หะ… ห้าหลัก!”
แต้มพาสซีฟ:…
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-2a4ebe63/9
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย