← สารบัญ หวนคืนยุค 80 เพื่อทุบห้องหอ ขอหย่าและร่ำรวย

หวนคืนยุค 80 เพื่อทุบห้องหอ ขอหย่าและร่ำรวย

ตอนที่ 33บทที่ 33

จี้หนิงพูดว่า “ฉันขายกล้องตัวนั้นก็มีเงินแล้ว”

แม่จี้ได้ยินก็กลอกตา “ได้ งั้นก็ไม่ต้องมายุ่งกับฉันแล้วกัน ในเมื่อแกเก่งนัก ก็เอาเงินขายกล้องไปสร้างบ้านเอง แล้วย้ายออกไปอยู่เองเลย! ถ้าแกกล้าใช้เงินพ่อแกแม้แต่เฟินเดียว หรืออยู่คนเดียวไม่รอด บ้านหลังนั้นก็ไม่ใช่ของแก ที่ดินก็ไม่ใช่ของแกเหมือนกัน!”

แม่จี้รู้ว่ากล้องถ่ายรูปแพง แต่ในความคิดเธอ ต่อให้แพงแค่ไหนก็คงแค่ร้อยสองร้อยหยวน

ทั้งชีวิตนี้ สถานที่หรูที่สุดที่เธอเคยไปก็คือร้านค้าสหกรณ์ ต่อให้เป็นห้างยังไม่กล้าเดินเข้าไปเลย

ดังนั้น กล้องมือสองตัวหนึ่งจะขายได้เท่าไหร่กันเชียว? อย่างมากก็แค่ยี่สิบหยวนไม่ใช่หรือ?

เงินยี่สิบหยวนจะไปทำอะไรได้? อย่างมากก็พอซื้อไม้ไผ่กับไม้มาสร้างบ้านแพไม้ไผ่ได้สักหลัง ลำพังแค่ซื้อไม้สนไม่กี่ท่อนมาทำคานก็ปาเข้าไป 8 หยวนแล้ว!

แต่ชีวิตยังต้องกินต้องใช้ ทั้งข้าวสาร น้ำมัน เกลือ รวมถึงของใช้จิปาถะอีกสารพัด ของพวกนี้ซื้อรวมกันก็ใช้เงินไม่น้อย

หรือคิดว่ามีเงินแค่ไม่กี่สิบหยวน จะเนรมิตบ้านขึ้นมาได้ทั้งหลังจริงๆ?

จี้หนิงพยักหน้า “ได้ ถ้าฉันไม่ใช้เงินพ่อสร้างบ้าน งั้นทั้งบ้านทั้งที่ดินก็เป็นของฉัน”

ชาวประมงที่ขึ้นฝั่งอย่างพวกเธอไม่มีที่นา การได้ขึ้นฝั่งมาตั้งรกรากคือโอกาสเดียวที่จะได้ครอบครองที่ดิน และมันก็เป็นแค่ที่สร้างบ้าน ไม่สามารถใช้เพาะปลูกได้

ต่อให้วันหน้าจะมีนโยบายแบ่งปันที่ดินทำกินให้แต่ละครัวเรือน คนที่ถือทะเบียนบ้านแบบพวกเธอก็ไม่มีทางได้ที่ดินทำนาอยู่ดี

ดังนั้น ที่ดินหนึ่งหมู่นี้จึงสำคัญกับพวกเขามาก! กับจี้หนิงเองก็เช่นกัน!

เพราะพวกเธอมีทะเบียนบ้านเป็นชาวประมงแท้ๆ จึงสามารถออกทะเลจับปลาเป็นอาชีพได้ แต่ไม่มีที่ดินให้เพาะปลูกทำกิน

ขณะที่ชาวนาซึ่งมีทั้งที่ดินปลูกบ้านและทุ่งนานั้น กลับไม่ได้รับอนุญาตให้ออกทะเลจับปลาเป็นอาชีพ

ทว่า ยังมีชาวบ้านบางส่วนที่ขึ้นทะเบียนเป็นกึ่งเกษตรกึ่งประมง ก็จะมีทั้งที่ดินอยู่เล็กน้อย และสามารถทำประมงได้บางส่วน

แม่จี้แค่นหัวเราะ “ได้!”

รอให้มันเอาเงินยี่สิบหยวนไปสร้างบ้านแพไม้ไผ่เถอะ เดี๋ยวก็รู้ว่าอยู่คนเดียวมันอยู่ไม่รอด!

สุดท้ายก็ต้องกลับมาขอร้องเธออยู่ดี!

จี้หนิงถอนหายใจเบาๆ หลังย้อนกลับมาเกิดใหม่ เรื่องใหญ่เรื่องที่สองก็จัดการได้แล้ว!

พ่อจี้ไม่ได้พูดอะไร เขารู้ว่าลูกสาวคนโตอยากแยกไปอยู่คนเดียว จึงไม่ได้ห้าม

ถึงตอนนั้นพอซื้อวัสดุก่อสร้างมา ค่อยแอบแบ่งให้ลูกสาวบ้างก็พอ ยังไงบ้านหลังนั้นก็ต้องเป็นเขากับจี้หังช่วยกันสร้างอยู่แล้ว

ลูกสาวคนโตมีบ้านอยู่คนเดียวก็ดี จะได้ไม่ต้องมาทนรองรับอารมณ์ใครในบ้าน

ยังไงก็อยู่บนที่ดินผืนเดียวกัน อยู่แค่ข้างบ้าน เขาไม่มีทางดูแลไม่ทั่วถึง

ตอนบ่าย จี้หังกับพ่อจี้ไปขนหินหนึ่งร้อยจินที่ทางกองการผลิตสนับสนุนให้โดยไม่คิดเงิน

รอให้จี้หนิงหย่าแล้วแยกทะเบียนบ้านออกไป เธอก็จะไปรับได้อีกหนึ่งร้อยจิน ตอนนี้ยังทำไม่ได้ เพราะทะเบียนบ้านหนึ่งเล่มรับได้แค่หนึ่งร้อยจิน

ส่วนจี้หนิงกำลังถอนหญ้าอยู่บนที่ดินรกร้าง การสร้างบ้านถือเป็นเรื่องใหญ่

แม่จี้กับจี้เยว่ก็ช่วยกันถางหญ้าเหมือนกัน แต่พวกเธอเก็บเฉพาะด้านใน ส่วนที่ด้านนอกซึ่งอยู่ใกล้ทะเลกว่า ก็ปล่อยไว้ให้จี้หนิง

รวมถึงตอนที่จางต้าโหย่วลงทะเบียน เขาก็เผลอจดที่ดินด้านนอกหนึ่งหมู่เป็นชื่อจี้หนิงโดยไม่รู้ตัว เรื่องนี้ก็มีแนวคิดลำเอียงเข้าข้างลูกชายปะปนอยู่เล็กน้อย

แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า ที่ดินด้านนอกต่างหากที่ในอนาคตจะมีมูลค่ามากกว่า

การกระทำของพวกเขาในครั้งนี้ กลับดันตรงใจจี้หนิงพอดี

…..

คืนนี้น้ำลงครั้งใหญ่ ช่วงที่น้ำลงต่ำสุดน่าจะประมาณเที่ยงคืน ดังนั้นตอนเย็นทั้งครอบครัวจึงกลับบ้านมากินข้าวต้ม แล้วรีบเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ

ก่อนออกจากบ้านตอนกลางคืน แม่จี้พูดกับจี้หนิงว่า “คืนนี้ลมแรง เสื้อผ้าบนตัวแกก็สั้นเต่อหมดแล้ว เปลี่ยนไปใส่ชุดสีแดงชุดนั้นของแกซะ จะได้ไม่เป็นหวัด”

จี้หนิงมีเสื้อผ้าสีแดงอยู่แค่ชุดเดียว ก็คือชุดเจ้าสาวชุดนั้น

ปกติแม่จี้ไม่เคยสนใจเลยว่าเธอจะใส่อะไร จี้หนิงจึงเริ่มระแวงขึ้นมา แต่ก็ยังเชื่อฟังและเปลี่ยนชุดแต่โดยดี ดูสิว่าใครจะเล่นงานใครได้!

ตอนน้ำลงครั้งใหญ่ น้ำทะเลจะลดระดับและถอยร่นออกไปไกลหลายกิโลเมตร แม้แต่น้ำใต้เพิงชาวเรือของพวกเธอก็แห้งจนเดินได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เรือเลย

ลานทรายชายฝั่งผืนนี้จะโผล่พ้นน้ำก็ต่อเมื่อเกิดปรากฏการณ์น้ำลงครั้งใหญ่เท่านั้น ทุกครั้งที่มีวันน้ำลงแบบนี้ ชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านในละแวกนั้นจะพากันออกมาหาของทะเล บนลานทรายมีแสงไฟระยิบระยับไปทั่ว นั่นคือชาวบ้านที่ถือไฟฉายออกมาหาของกัน

ยิ่งเดินลึกเข้าไปทางทะเลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสเจอของดีมากขึ้น ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปไกลๆ แล้วค่อยเดินเก็บของระหว่างทางกลับตอนน้ำเริ่มขึ้น

ครอบครัวของจี้หนิงก็เหมือนกัน พ่อจี้พาทั้งบ้านมุ่งหน้าไปไกลๆ แน่นอนว่าถ้าระหว่างทางเห็นอะไรบนทราย ก็เก็บด้วยเหมือนกัน

งานเดียวที่จี้เยวี่ยอมทำ ก็คือการออกมาหาของทะเลตอนน้ำลงครั้งใหญ่

โดยเฉพาะช่วงน้ำลงตอนดึก เพราะเธอไม่กล้าอยู่บ้านคนเดียว

พอน้ำลง พื้นทรายโผล่ขึ้นมา ใครก็เดินขึ้นเพิงชาวเรือได้ตรงๆ เธอกลัวว่าจะมีขโมยแอบเข้าบ้านตอนเธอหลับ

แม่จี้พูดว่า “ทุกคนเดินไปทางทะเลลึกกันหมด งั้นพวกเราไปแถวป่าชายเลนดีไหม? ตรงนั้นคนน้อยแน่ๆ บางทีอาจเก็บของดีได้เยอะกว่า จะได้ครบสองแต้มงาน”

พ่อจี้ไม่เห็นด้วย “ดูแถวนี้ก่อนดีกว่าว่ารอบนี้น้ำลงมีอะไรขึ้นมาบ้าง”

จี้หังก็พูดว่า “ใช่ ตรงนั้นไกลจะตาย เดินไปเสียเวลาเปล่า”

จะเดินไปไกลขนาดนั้นทำไม? รีบเก็บให้เต็มตะกร้าแล้วกลับไปนอนไม่ดีกว่าหรือ? ยังไงต่อให้เก็บได้เยอะแค่ไหน ก็ได้แค่สองแต้มงานอยู่ดี เก็บมากก็ไม่มีรางวัลเพิ่ม แถมยังเอากลับบ้านมากินเองไม่ได้

เพราะแบบนั้น ทุกคนเลยไม่ได้กระตือรือร้นกันนัก

แต่จี้หนิงต่างออกไป เธอมีระบบ มีห้องแช่แข็งมิติ เก็บได้มากเท่าไหร่ก็เอาเข้าไปเก็บไว้กินทีหลังได้ เธอจึงกระตือรือร้นมาก

แม่จี้ไม่กล้าพูดชี้นำตรงๆ เกินไป “งั้นก็เก็บไปเรื่อยๆ ระหว่างเดินไปทางนั้น”

ทุกคนจึงไม่มีใครคัดค้าน

เวลาออกหาของทะเล ไม่มีทางเดินรวมกันอยู่แล้ว เพราะพวกหอยที่ซ่อนอยู่ใต้ทรายก็กระจายอยู่ทั่วชายหาด

จี้หนิงสะพายตะกร้าไม้ไผ่เฉียงหลัง ถือถุงตาข่ายกับพลั่วเหล็ก แล้วเดินห่างจากพวกเขาไปหลายเมตรแล้ว แถมยังเก็บหอยแครงขนได้สองตัว กับหอยตลับอีกหนึ่งตัว

เธอเก่งเรื่องดูรูหอยมาก แม้แต่ชาวประมงหนุ่มๆ หลายคนยังสู้เธอไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นรูหอยตลับ รูหอยแครงขน รูหอยแม่ไก่ รูหอยกาบพัด รูหนอนทะเล รูกั้ง รูปู รูหมึกสายทราย… ไม่มีรูหอยแบบไหนรอดสายตาเธอไปได้

วิธีสังเกตรูหอยเป็นประสบการณ์ที่ชาวประมงถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ตลอดหลายร้อยหลายพันปี ชาวประมงก็อาศัยประสบการณ์เหล่านี้เลี้ยงชีวิตผู้คนมาหลายชั่วอายุ

จี้หนิงเห็นทรายกองหนึ่งนูนขึ้นมา เธอเอื้อมมือขุด หอยแครงขนตัวหนึ่งก็หลุดขึ้นมาทันที

คืนนี้หอยแครงขนอวบมาก แต่ละตัวใหญ่เกือบครึ่งฟองไข่ไก่

เสียงของระบบเป่าเปาดังขึ้นอีกครั้ง:

【ตรวจพบสิ่งมีชีวิตทางทะเล โฮสต์ที่รักต้องการทำการแลกเปลี่ยนไหมคะ?】

จี้หนิงตอบในใจ: 【ยังไม่รีบ คืนนี้ฉันกะจะเก็บให้เสร็จก่อน แล้วค่อยให้ถงเป่าสแกนทีเดียว ถ้าเธอชอบอะไรก็เอาไปได้เลย】

ยังไงตอนนี้ก็มืดแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเธอเก็บอะไรได้บ้าง

【ได้เลยค่ะ! โฮสต์ที่รัก สู้ๆ นะคะ!】

【อืม ฉันจะพยายาม】

เพราะต้องคอยขุดหอย มือของจี้หนิงจึงเปื้อนทรายเต็มไปหมด

ระบบเป่าเปาเตือนขึ้นมาอีกว่า:

【โฮสต์ที่รัก ทรายทะเลกับโคลนทะเลเองก็มีจุลินทรีย์จำนวนมาก พวกเราก็ต้องเก็บรวบรวมเหมือนกันนะคะ】

จี้หนิง “……”

จริงด้วย!

ทำไมเธอไม่คิดถึงเรื่องนี้นะ!

【เดี๋ยวก่อน รอฉันเดินไปไกลกว่านี้หน่อย】

ทรายทะเลฝั่งทะเลลึกน่าจะเหมาะกับความต้องการของระบบมากกว่า

【รับทราบค่ะ ไม่ต้องรีบ ถงเป่ารอได้ค่ะ】

เพื่อให้ระบบเก็บทรายทะเลกับโคลนทะเลได้สะดวกขึ้น จี้หนิงจึงตั้งใจเดินไปให้ไกลกว่าเดิม มุ่งหน้าไปยังบริเวณที่คนมีน้อย

เพียงแต่ของทะเลในช่วงน้ำลงรอบนี้มีเยอะเกินไปจริงๆ!

น่าจะเกี่ยวกับเมื่อวานที่คลื่นลมแรงมาก จนแม้แต่หอยตลับยังถูกซัดขึ้นมา

เมื่อวานตอนกลางวันลมแรงมาก ดังนั้นตอนบ่ายพวกจี้หนิงจึงไม่ได้ออกเรือ

จี้หนิงเดินไปสองก้าวก็เห็นหอยนางรม เดินอีกสองก้าวก็เจอหอยตลับ เดินอีกสองก้าวก็เจอหอยแครงขน

พอเก็บหอยแครงขนเสร็จ เธอก็เห็นรูหอยจอบอีก หอยชนิดนี้ชาวบ้านแถวนี้เรียกกันว่าหอยกาบพัด

นิสัยของคนหาของทะเลก็คือ เห็นอะไรก็ต้องเก็บ ไม่ยอมปล่อยผ่าน จี้หนิงเก็บเพลินจนหยุดไม่ได้

เอ๊ะ? หอยกาบพัดแถวนี้เยอะจัง!

จี้หนิงใช้ไฟฉายส่องกวาดไปรอบๆ ดู ก็เห็นรูหอยกาบพัดนับสิบกว่ารู

การขุดหอยกาบพัดนี่สนุกสะใจมาก เพราะเอ็นหอยของมันอร่อยมาก พอเอาไปตากแห้งก็จะกลายเป็นอาหารทะเลแห้งราคาแพงอย่าง ‘กังป๋วย’

เพียงแต่การขุดมันค่อนข้างจะยากสักหน่อย

หอยกาบพัดปักตัวตั้งตรงอยู่ในทราย ตัวมันเองก็ใหญ่ บางตัวใหญ่กว่าฝ่ามือผู้ใหญ่ แถมยังยาวอีก เลยดึงออกยาก ต้องขุดทรายสองข้างออกก่อน

จี้หนิงเห็นว่าทรายแถบนี้เต็มไปด้วยหอยกาบพัด เธอจึงวางมือทาบลงบนพื้นทราย

【ถงเป่า แลกเปลี่ยนได้แล้ว】

แสงสีฟ้ากวาดผ่านชายหาดทั้งหมด จี้หนิงเห็นหลายจุดบนชายหาดค่อยๆ ปรากฏจุดแสงสีฟ้าขึ้นมา

หาดทรายทั้งผืนมีแสงระยิบระยับราวหมู่ดาว ดูคล้ายกับทางช้างเผือกในฝัน ทั้งงดงามและชวนให้หลงใหล

ภาพนี้ มีเพียงจี้หนิงคนเดียวที่มองเห็น

มันเป็นทางช้างเผือกของเธอเพียงผู้เดียว