เรียนคุณชาย โปรดปราบปีศาจ
ตอนที่ 93 — ตอนที่ 0093 ถูกต้อง เป็นเช่นนั้นแหละ
ตามการดีดสายพิณของเซวียหลิงเสวี่ย เสียงพิณที่ช่วยเยียวยาจิตใจก็ไหลเวียนไปทั่วบริเวณ ผู้ชมในลานต่างกำลังตื่นเต้นอย่างมากเพราะเพิ่งได้ชมฉากอันน่าหวาดเสียวไปเมื่อครู่ ทว่าเมื่อเสียงพิณนี้บรรเลงออกไป ภายในใจของพวกเขากลับค่อยๆ ถูกปลอบประโลมลงทีละน้อย จนแปรเปลี่ยนเป็นความสงบและร่มเย็น
'บทเพลงคืนวสันต์เมตตาธรรม' นี้กับ 'บทเพลงเกลียวคลื่นหนุนศึก' ในคราวก่อน เป็นอารมณ์สองแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ทว่าอานุภาพญาณเทพทัศนะที่แฝงไปด้วยปราณแท้นั้น กลับส่งผลแยกต่างหากต่อฉู่เหลียงเพียงผู้เดียว
เขารู้สึกเพียงว่ามีพลังงานคล้ายกระแสน้ำอุ่นสายหนึ่ง หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องตามเสียงพิณ ไปรวมศูนย์อยู่ที่บาดแผล เพื่อต่อต้านพลังที่คอยทำร้ายตนเองอยู่อย่างต่อเนื่องนั้น และค่อยๆ กระตุ้นให้บาดแผลสมานตัว
เมื่อสัมผัสได้ถึงการหลั่งไหลของพลังงานแห่งชีวิต เขาก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบเช่นกัน
แม้อาจารย์ลู่ผู้นั้นจะเป็นยอดฝีมือขอบเขตที่หก แต่พลังที่แฝงอยู่บนอาวุธนั้น ก็ใช่ว่าเซวียหลิงเสวี่ยจะลบล้างไม่ได้ เพียงแต่กระบวนการลบล้างนี้ค่อนข้างยากลำบาก ทำให้เซวียหลิงเสวี่ยลอบแตกตื่นอยู่ในใจ
จากระดับความตื๊อของพลังสายนี้ ก็พอมองออกแล้วว่าผู้ที่ปล่อยการโจมตีนี้ออกมามีตบะสูงเพียงใด ทว่าฉู่เหลียงกลับเคยต่อกรกับศัตรูระดับนี้ และยังสามารถหนีเอาชีวิตรอดมาได้
เมื่อครู่เขายังแบกรับอาการบาดเจ็บเช่นนี้ เอาตัวเข้าต่อกรกับติ้งซานโหวในขอบเขตที่หก แบกรับแรงกดดันของอีกฝ่าย โดยที่จิตใจไม่มีการผ่อนปรนแม้แต่น้อย
นับว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ
เนิ่นนานผ่านไป บทเพลงหนึ่งก็จบลง
พลังที่เกาะติดอยู่ตรงบาดแผลของฉู่เหลียงถูกขจัดออกไปจนหมดในที่สุด เลือดที่ไหลก็หยุดสนิท แม้จะยังสมานตัวไม่สมบูรณ์ แต่ก็ไม่ถึงแก่ชีวิตอีกต่อไป ขอเพียงเขาสามารถเดินพลังรักษาอาการบาดเจ็บด้วยตัวเองได้ การหายสนิทก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา
"ขอบคุณแม่นางเซวียสำหรับบุญคุณช่วยชีวิต" ฉู่เหลียงถึงได้ลืมตาขึ้น แล้วลุกขึ้นกล่าวขอบคุณ
"พูดเช่นนั้นไม่ได้หรอก จอมยุทธ์น้อยฉู่ลงโทษคนชั่วผดุงความดีน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ข้าก็เพียงแค่ออกแรงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น" เซวียหลิงเสวี่ยเอ่ยชม เห็นได้ชัดว่าหลังจากได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ นางก็เชื่อคำพูดของฉู่เหลียงแล้ว
ในความเป็นจริง ผู้ชมทุกคนที่อยู่ในลาน ต่างก็มองออกแล้วว่าคำพูดของฉู่เหลียงนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก ความชั่วร้ายของจวนโหวไม่ใช่การปั้นน้ำเป็นตัวอย่างแน่นอน
ด้านหนึ่งคือในช่วงไม่กี่ปีมานี้คดีเด็กสาวหายตัวไปในแดนใต้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจริงๆ นับว่ามีสิ่งยืนยัน อีกด้านหนึ่ง สายตาของมวลชนย่อมสว่างไสว
ถูกผิดดีชั่ว...
อาจมีบางคนมองไม่ชัด อาจมีบางคนไม่อยากมองให้ชัด ทว่าสุดท้ายแล้วคนส่วนใหญ่ก็ล้วนมองเห็นได้อย่างชัดเจน
"ที่มารบกวนการแสดงของแม่นางเซวีย ช่างมีความผิดจริงๆ" ฉู่เหลียงเปลี่ยนเรื่องเป็นกล่าวขอโทษ "แต่ความผิดนี้ หากสืบสาวไปถึงต้นตอ ก็คงต้องนับรวมไปที่สองพ่อลูกที่ทำความชั่วร้ายจนถึงที่สุดคู่นั้น... เอ๊ะ?"
ฉู่เหลียงหันขวับไป ก็พบว่าท่านโหวน้อยที่เมื่อครู่ยังอยู่ใกล้มือได้หายตัวไปแล้ว เขายังถูกเชือกมัดปีศาจมัดอยู่ จะหนีไปไหนได้?
พอเงยหน้าขึ้นมอง
ก็เห็นท่านโหวน้อยที่ถูกมัดแบบกระดองเต่า[1]เอาไว้อย่างแน่นหนา กำลังนอนหมอบอยู่บนพื้น โก่งบั้นท้ายเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก ราวกับหนอนที่กำลังดิ้นกระดึ๊บๆ เวลาผ่านไปเนิ่นนานขนาดนี้ เขาได้ถูไถไปจนถึงขอบเวทีแล้ว หากให้เวลาเขาอีกสักหนึ่งบทเพลง ไม่แน่ว่าอาจจะหนีลงจากเวทีไปได้
"หึ..." ฉู่เหลียงหัวเราะเบาๆ เดินเข้าไปแล้วหิ้วคอเขากลับมาอีกครั้ง
ท่านโหวน้อยเดิมทีคิดจะฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครสังเกตแอบหนีเอาชีวิตรอด น่าเสียดายที่มันยากลำบากเกินไป ยามนี้ลำคอเย็นวาบ รู้ตัวว่าถูกคนจับได้อีกแล้ว พลันมีแววตาสิ้นหวังเต็มประดา เศร้าโศกราวกับเพิ่งเสียพ่อไปอย่างไรอย่างนั้น
แม้ว่าเขาจะเพิ่งเสียพ่อไปจริงๆ ก็เถอะ
แต่อาจจะเศร้าที่ตัวเองถูกจับได้มากกว่านิดหน่อย
"ต้องส่งตัวเขาให้ราชสำนักจัดการหรือไม่?" หลินเป่ยเอ่ยถาม
"ยังไม่ได้" ฉู่เหลียงขมวดคิ้วกล่าว "พวกเรายังไม่มีหลักฐานความผิดที่เป็นรูปธรรมของจวนติ้งซานโหว หากส่งตัวเขาให้ราชสำนัก แล้วไต่สวนไม่ได้ความอะไรขึ้นมา ไม่แน่ว่าสู่ซานของเราอาจจะต้องรับผิดชอบ ทางที่ดีหาหลักฐานที่แน่ชัดให้พบเสียก่อน ค่อยส่งตัวเขาออกไป"
เมื่อท่านโหวน้อยได้ยินคำพูดนี้ กลับหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน "ฮ่าฮ่าฮ่า ใช่แล้ว! พวกเจ้าไม่มีหลักฐานอะไรเลย! พวกเจ้ากำลังใส่ร้ายเชื้อพระวงศ์! โทษตายไม่อาจละเว้น! ข้าขอเตือนให้พวกเจ้าปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้ แล้วข้าจะไม่เอาเรื่องพวกเจ้า มิเช่นนั้น..."
เพียะ
หลินเป่ยก้าวเข้าไปก็ตบฉาดใหญ่เข้าให้ ตบจนฟันของเขากระเด็นหลุดออกมาหลายซี่ แล้วตวาดว่า "หุบปากไปเลยเจ้าหนะ"
ต่อมา ก็เห็นหลินเป่ยสะบัดผมเบาๆ แล้วยืดอกขึ้น เผยสีหน้าภาคภูมิใจ "กะอีแค่หลักฐานความผิด ข้าคว้ามาอยู่ในมือตั้งนานแล้ว"
......
บนแม่น้ำชิ่นหนาน แสงอาทิตย์ยามอัสดงค่อยๆ จางหายไป
เสียงพิณอันไพเราะดังกังวานมาจากที่ไกลๆ เมื่อเซวียหู่ได้ยิน แววตาก็พลันสว่างวาบขึ้นมา
"กางใบเรือ" เขาก้าวขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ แล้วกล่าวกับลูกน้อง
ลูกน้องพรรควาฬบูรพาโดยรอบเริ่มกางใบเรือออกเดินทางทันที เรือลำใหญ่สามลำค่อยๆ ขับเคลื่อน แล่นตรงไปยังกลางแม่น้ำ เมื่อออกจากแม่น้ำชิ่นหนาน มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกตามแม่น้ำเสินเจ้า ก็จะไปถึงแดนตะวันออก
ที่นั่นก็คืออาณาเขตของพวกเขาแล้ว
สายตาของคนทั้งเมืองหนานกวนล้วนจดจ่ออยู่กับการแสดงของเซวียหลิงเสวี่ย การเดินเรือของพวกเขาในวันนี้จึงราบรื่นไร้คลื่นลม และจะปลอดภัยยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก
เซวียหู่ยืนอยู่หัวเรือ คิดเช่นนั้นในใจ
ทว่าความคิดเพิ่งจะผ่านไป ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมดังมาจากบนท้องฟ้า ดูเหมือนจะเป็นเสียงร้องของนกวิเศษบางชนิด ทั้งบาดแก้วหูและทรงอำนาจ
"หืม?" เซวียหู่แหงนหน้าขึ้นมอง
สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาก็คือลูกไฟลุกโชนกลุ่มหนึ่ง
ตู้ม—
เสียงระเบิดดังกึกก้อง สั่นสะเทือนจนตาและหูของเซวียหู่พร่ามัวไปหมด
ลูกไฟกลุ่มนั้นดูเหมือนจะตกลงมาบนดาดฟ้าเรือ เขารีบหันกลับไปมองทันที ก็เห็นเปลวไฟค่อยๆ มอดดับลง กลายเป็นร่างของหญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงาม รูปร่างสูงโปร่งและเปี่ยมไปด้วยความห้าวหาญ
ในใจเขากระจ่างแจ้งขึ้นมารางๆ ตอนที่เขาท่องยุทธภพเคยได้ยินชื่อลักษณะนี้มาก่อน มีความทรงจำที่เลือนรางอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่กล้าฟันธง
ดังนั้นเขาจึงเอ่ยถาม "ท่านคือผู้ศักดิ์สิทธิ์จากที่ใด? เหตุใดจึงขึ้นมาบนเรือสินค้าพรรควาฬของข้า"
หญิงสาวผู้นั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเบาๆ จากนั้นก็ตวาดเสียงใส "คุกเข่าลง"
ปัง
แรงกดดันจุติลงมา
ราวกับมีคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำซัดทับลงมาจากฟากฟ้า ไม่เพียงแค่เรือลำนี้ ทว่าลูกสมุนพรรควาฬทั้งหมดที่ยืนอยู่บนเรือทั้งสามลำ ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีตบะหรือคนธรรมดา ล้วนได้ยินเสียงที่ไม่ถือว่าดังมากนักนี้อย่างถ้วนหน้า
จากนั้นก็คุกเข่าล้มลงตามเสียง
ไม่มีใครกล้าลังเลแม้แต่นิดเดียว
จะบอกว่าเป็นคำสั่ง สู้บอกว่าเป็นกฎเกณฑ์เสียยังจะดีกว่า
กรอบแกรบ... มีเพียงเซวียหู่ที่กำลังต่อต้านอย่างยากลำบาก ท้ายที่สุดเขาก็เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตที่ห้าขั้นสูงสุด ทั้งยังผ่านการต่อสู้มานับร้อยศึกจนมีจิตใจที่แน่วแน่ สำหรับแรงกดดันของยอดฝีมือแล้วเขาก็ไม่ได้ยอมจำนนแต่โดยดี แม้ว่าหัวเข่าทั้งสองข้างจะส่งเสียงลั่นอย่างฝืดเคืองแล้วก็ตาม เขาก็ยังคงฝืนต้านทานเอาไว้อย่างยากลำบาก
แต่เมื่อตี้หนี่ว์เฟิ่งเห็นเช่นนั้น ก็เพียงแค่สงสัยเบาๆ "หืม?"
เมื่อเสียงคำว่า "หืม" ที่กดต่ำลงดังออกมา บนไหล่ของเซวียหู่ก็ราวกับถูกค้อนหนักทุบเข้าอย่างจังในทันที คุกเข่าดังปัง! ตามด้วยเสียงกรอบแกรบ ดาดฟ้าเรือแตกเป็นหลุมสองหลุมเพราะเหตุนี้!
ภายในใจเขาหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่คนตรงหน้าใช้แตกต่างจากแรงกดดันของยอดฝีมือทั่วไป แต่มันคือแรงกดดันเทพหงสาในตำนาน!
เป็นการอยู่เหนือกว่าอย่างแท้จริง!
หากไม่ใช่เพราะมีแรงกดดันเทพหงสาเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ติ้งซานโหวผู้นั้นจะยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น ยอมให้ตี้หนี่ว์เฟิ่งชกจนตายได้หรือ?
ที่แท้ก็คือชื่ออันน่ากลัวนั้นจริงๆ ตี้หนี่ว์เฟิ่งแห่งสู่ซาน... ในใจของชาวยุทธภพหลายคน นางสามารถเรียกได้ว่าเป็นนางมารร้ายที่ฆ่าคนตาไม่กะพริบ
วันนี้ดันมาเจอเข้ากับตัว ก็ทำได้เพียงยอมรับว่าดวงซวยเท่านั้น
ตอนที่ฉู่เหลียงและหลินเป่ยตามขึ้นมา สิ่งที่เห็นก็คือฉากเช่นนี้ ตี้หนี่ว์เฟิ่งยืนวางท่าอยู่บนดาดฟ้าเรือ เรือสามลำจอดนิ่งอยู่กับที่ ทุกคนบนเรือคุกเข่าลงทั้งหมด ราวกับกำลังต้อนรับการเสด็จมาของจักรพรรดินี
นี่ก็อยู่ในความคาดหมายเช่นกัน ทั้งสองคนไม่พูดพร่ำทำเพลง เปิดห้องโดยสารเรือออกทันที และหลังจากรื้อสินค้าบางส่วนที่ใช้ตบตาออกไป ก็เห็นหญิงสาวจำนวนมากที่ถูกซ่อนอยู่ในนั้นจริงๆ
ล้วนเป็นคนที่ถูกจับมาจากที่ต่างๆ ในแดนใต้ ห้องโดยสารเรือสามลำรวมกันมีมากถึงหลายร้อยคน เมื่อเห็นแสงสว่างส่องเข้ามา ในแววตาของพวกนางกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หลังจากปลอบโยนง่ายๆ สองสามประโยค พวกเขาก็กลับไปบนดาดฟ้าเรือเพื่อรายงานต่อตี้หนี่ว์เฟิ่งก่อน
"ในห้องโดยสารเรือล้วนเป็นหญิงสาวที่ถูกจับมาจริงๆ ด้วย" ฉู่เหลียงกล่าว
"หึ..." ระหว่างคิ้วของตี้หนี่ว์เฟิ่งมีจิตสังหารวาบผ่าน "พวกสวะอย่างพวกเจ้า..."
ระหว่างที่ประกายตาวามวับ นางก็ยกมือขึ้นหมายจะสังหารคน!
เซวียหู่มองเห็นจิตสังหารของนาง จึงเงยหน้าขึ้นกล่าว "ฆ่าข้าก็ได้... แต่บอกข้าได้หรือไม่ ว่าเรื่องนี้ถูกเปิดโปงได้อย่างไร... มิเช่นนั้นข้าคงตายตาไม่หลับ!"
"เฮะๆๆ..."
สิ้นคำพูดนี้ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะแปลกๆ ดังขึ้น ร่างหนึ่งกระโดดออกมาข้างหน้า แล้วส่ายเอวไปมาใส่เขา คนผู้นั้นก็คือหลินเป่ย
"เป็นเจ้านี่เอง!" เซวียหู่จำเขาได้ในพริบตา พลันดวงตาเบิกกว้างจนแทบจะฉีกขาด นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องมาพลาดท่าเสียทีให้กับคนเช่นนี้
"เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเมาจริงๆ หรือ? เจ้าคิดว่าที่ข้าไปโผล่ที่นั่นในวันนั้นเป็นเรื่องบังเอิญหรือ?" หลินเป่ยมีรอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้า "ภายใต้การนำอันชาญฉลาดของประมุขยอดเขาที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งสำนักสู่ซาน ตี้หนี่ว์เฟิ่ง ศิษย์สู่ซานผู้เพียบพร้อมทั้งสติปัญญาและความกล้าหาญสองคนได้ล่วงรู้ถึงแผนการอันชั่วร้ายของพวกเจ้ามาตั้งนานแล้ว ที่มายังเมืองหนานกวนก็เพื่อรับคำสั่งให้มาคลี่คลายคดีใหญ่นี้ วันนั้นที่ข้าแสร้งทำเป็นไปปลดทุกข์เพื่อขโมยข้อมูล ก็คือกลไกสำคัญในการทำลายพวกเจ้า! ทุกสิ่งที่พวกเจ้าทำลงไป ไม่มีสิ่งใดรอดพ้นสายตาของอาจารย์อาตี้หนี่ว์เฟิ่งไปได้เลยแม้แต่น้อย!"
ตี้หนี่ว์เฟิ่งพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ถูกต้อง เป็นเช่นนั้นแหละ!"
เชิงอรรถ
[1] มัดแบบกระดองเต่า (龟甲缚 - Shibari) คือศิลปะการมัดเชือกของญี่ปุ่นรูปแบบหนึ่ง โดยลวดลายเชือกบนร่างกายจะมีลักษณะคล้ายกับกระดองเต่า
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-4268acca/93
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย