← สารบัญ รับบท "ตัวร้าย" วันสิ้นโลก

รับบท "ตัวร้าย" วันสิ้นโลก

ตอนที่ 30บทที่ 30

บทที่ 30

ให้ตายสิ... พูดอะไรน่ากลัวแบบนี้ได้ยังไง!

ห้องประชุมแห่งหนึ่งในฐานทัพ

ที่นั่งตรงหัวโต๊ะคือ เล่ยเสิน ผู้บัญชาการสูงสุดของฐานทัพ ทางขวามือคือลี่หนาน ผู้บัญชาการทหารรักษาการณ์เมือง

ส่วนทางซ้าย— คือ หลัว าน พระเอกที่เวลาผ่านไปไม่กี่เดือน ดูท่าทางนิ่งขึ้นเล็กน้อย เขาตื่นพลังพิเศษสายไฟระดับ C จัดว่าไม่สูงไม่ต่ำในบรรดาผู้มีพลังพิเศษ ปัจจุบันได้เข้าร่วมทีมผู้มีพลังหนึ่งทีม

แท้จริงแล้ว ตอนที่มหาวิทยาลัยหมิงถงได้รับการช่วยเหลือ ส่วนหนึ่งก็เพราะครอบครัวซางใช้อำนาจทุกด้าน—เพราะลูกสาวคนโปรดอยู่ที่นั่น จำเป็นต้องช่วยให้ได้—ภารกิจแรกจึงมุ่งไปที่มหาวิทยาลัยหมิงถง

ครอบครัวซางรอคอยที่ฐานทัพด้วยใจแทบขาด แต่กลับไม่ได้ลูกสาวที่เฝ้ารอ ในทางกลับกัน คนที่พวกเขาไม่เคยชอบ แต่ลูกสาวกลับรักจนไม่ยอมเลือกใครอื่นอย่าง หลัว ฝาน กลับรอดมาอย่างปลอดภัย แถมยังมีผู้หญิงอีกคนอยู่ข้างๆ และเขายังปกป้องเธอคนนั้นอย่างเต็มที่

ครอบครัวซางโกรธแทบขาดใจ โชคยังดีที่ผู้หญิงคนนั้นบอกว่า ซาง ลั่ว ยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน จึงทำให้ครอบครัวซางยังมีความหวังเล็กน้อย

พวกเขาอยากหาคนไปมหาวิทยาลัยหมิงถงอีกครั้ง แต่ตอนนั้นทุกพื้นที่ต่างรอคอยการช่วยเหลือ และเมือง C ก็ติดเชื้ออย่างหนัก ไม่มีใครยอมไปอีก

ต่อมา มนุษย์ที่รอดชีวิตเริ่มตื่นพลังพิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ สัตว์ประหลาดกำเนิดขึ้น ซอมบี้ก็วิวัฒนาการ ทำให้พื้นที่นอกฐานทัพยิ่งอันตราย

จะไปเมือง C หาเธอได้ มีแค่สองทาง —ไปเอง —หรือจ้างคนไป

แต่พ่อแม่ตระกูลซางกลับไม่ตื่นพลัง พี่ชายตระกูลซางตื่นพลังสายไม้ ซึ่งเน้นการรักษา หากไปนอกกำแพงก็เท่ากับไปฆ่าตัวตาย

เมื่อระบบใหม่ของฐานทัพถูกวางอย่างสมบูรณ์ การจะออกภารกิจไปเมือง C ต้องจ่ายคริสตัลนิวเคลียสเป็นค่าตอบแทน ทว่าครอบครัวซางไม่มีปัญญาจะจ่ายได้

ด้วยฐานะเดิมของตระกูลซาง รวมถึงพลังของพี่ชาย พวกเขาทำได้เพียงประกันความอยู่ดีกินดีภายในฐานทัพ เพราะในโลกปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พลัง

ช่วงนี้ ครอบครัวซางปฏิบัติต่อ หลัว ฝาน อย่างไม่เป็นมิตรนัก แม้ในใจเขาจะอึดอัดและโกรธ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

จนไม่นานหลังจากนั้น เขาตื่นพลังสายไฟระดับ C พร้อมทั้งได้พรสวรรค์ติดตัวถึงสามอย่าง ในนั้นมีหนึ่งอย่างที่ไร้ประโยชน์ที่สุด—ใบแจ้งตาย แต่กลับทำให้เขาได้รับการว่าจ้างจากฐานทัพ และสถานะของเขาก็ยกระดับขึ้น

[ใบแจ้งตาย]: เมื่อบันทึกข้อมูลของใครไว้ หากคนนั้นตาย โฮสต์จะได้รับการแจ้งเตือน

เมื่อเขาบันทึกรายชื่อในบอร์ดประกาศจับและรายชื่อผู้ที่รับภารกิจ— ถ้าผู้ถูกประกาศจับตาย เขาจะได้รับแจ้งเตือน หากถูกผู้รับภารกิจฆ่า ใบแจ้งตายจะแสดงชื่อผู้สังหาร

ฐานทัพจึงใช้พรสวรรค์นี้เพื่อยืนยันว่าผู้ถูกประกาศจับเสียชีวิตจริงหรือไม่ ช่วยป้องกันกรณีที่บางคนรับภารกิจแต่ไม่ทำ แล้วโกหกว่าเสร็จสิ้นเพื่อหวังรางวัลฟรี และยังช่วยให้ผู้ที่ทำภารกิจสำเร็จไม่ต้องนำศพกลับมาพิสูจน์อีกด้วย

เมื่อ หลัว ฝาน ได้รับการแจ้งเตือนการตายของ หลี่ ซูเว่ย เขารู้ทันทีว่านี่คือเรื่องใหญ่ และรีบรายงานโดยไม่รอช้า แล้วเขาก็ถูกเชิญเข้ามาในห้องประชุมนี้ เพื่อพบกับสองผู้ยิ่งใหญ่ระดับ A ของฐานทัพ

ในใจของ หลัว ฝาน แอบรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อย

สำหรับเขาแล้ว [ใบแจ้งตาย] เป็นพรสวรรค์ที่แทบไร้ประโยชน์ แต่เพราะความสามารถนี้เอง ทำให้ฐานทัพยอมว่าจ้างเขา

ตอนนี้ยังได้นั่งอยู่ในห้องประชุมเดียวกับสองผู้ยิ่งใหญ่ของฐานทัพ ทั้งคู่ยังปฏิบัติต่อเขาอย่างสุภาพ เขาจะไม่ภาคภูมิใจได้อย่างไร?

น่าเสียดายที่ [ใบแจ้งตาย] ไม่ได้แสดงชื่อผู้สังหาร มีเพียงคำบอกว่า “หญิงสาวสวมชุดนอนสีดำ” แสดงว่าไม่ใช่ผู้มีพลังของฐานทัพที่รับภารกิจไปจัดการ

จึงไม่อาจรู้ได้ว่าใครเป็นผู้ฆ่า หลี่ ซูเว่ย แต่เพียงคำบรรยายนี้ก็ทำให้ผู้คนตื่นเต้นแล้ว

แน่นอนว่าในบอร์ดประกาศจับก็มีอาชญากรที่ตายโดยไม่ระบุชื่อผู้สังหารเช่นกัน แต่เพราะอิทธิพลไม่ใหญ่เท่าหลี่ ซูเว่ย พอตายไปก็ไม่ก่อให้เกิดกระแสใดๆ

ทว่าหลี่ ซูเว่ยแตกต่างออกไป หากวัดตามพลังโดยลำพัง คนทั้งฐานทัพไม่มีใครเหนือกว่าเขา การที่เขาตายลงอย่างกะทันหัน ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญ

จนถึงขั้นทำให้สองผู้ยิ่งใหญ่ของฐานทัพต้องมาหา หลัว ฝาน เพื่อยืนยันด้วยตนเอง

หลัว ฝาน ย่อมรับรองอย่างหนักแน่นว่าความสามารถของเขาไม่มีวันผิดพลาด หลี่ ซูเว่ย ตายแน่นอน ตายสนิทแล้ว และผู้สังหารคือหญิงสาววัยเยาว์

เมื่อยืนยันแล้วลี่หนาน จึงออกคำสั่งประกาศข่าวดีนี้ทันที บอร์ดประกาศจับในห้องโถงภารกิจก็ได้รับการอัปเดตข้อมูลการเสียชีวิตของหลี่ ซูเว่ย

สองผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้ไล่ให้หลัว ฝานออกไป เขาเองก็ไม่กล้าเดินออกไปเช่นกัน ยิ่งเมื่อได้พบกับหัวหน้าทั้งสอง เขายิ่งคิดจะใช้โอกาสนี้ขอผลประโยชน์เล็กน้อย

เขาไม่คิดว่าตัวเองคิดผิด ในเมื่อสิ่งที่ทำก็ถือเป็นการสร้างผลงานอีกแบบหนึ่ง การจะขอผลประโยชน์ตอบแทนเล็กน้อยก็นับว่าสมเหตุสมผล

ขณะที่เขากำลังคิดในใจ เล่ยเสิน ก็เอ่ยขึ้นว่า “น้องชายหลัว ขอบใจที่มารายงาน เรื่องนี้ลำบากเธอแล้ว กลับไปพักก่อนเถอะ แล้วอย่าลืมไปรับแอปเปิ้ลหนึ่งลัง บอกว่าเป็นของฉันให้”

หลัว ฝาน ยังไม่ทันได้เอ่ยปากขอสิ่งใด ผู้นำก็ยื่นแอปเปิ้ลหนึ่งลังให้ก่อนแล้ว เขาย่อมไม่กล้าพูดอะไรอีก รีบลุกขึ้นขอบคุณแล้วออกจากห้องประชุมไป

เขาไม่ได้โลภนัก เพราะรู้ดีว่าความโลภจะทำให้ผู้บังคับบัญชาไม่พอใจ

หลังจากหลัว ฝาน เดินออกไป เล่ยเสิน ผู้มีผิวเข้มก็หันไปพูดกับลี่หนาน ที่นั่งข้างๆ ว่า “ฉันเคยสู้กับหลี่ ซูเว่ย แต่ไม่เคยได้เปรียบเขาเลย จะพูดให้ถูกก็คือ...ฉันหนีมาได้เท่านั้น”

นั่นเป็นเรื่องเมื่อสามเดือนก่อน ตอนนั้นเขาพบหลี่ ซูเว่ยที่มากับหญิงสาวคนหนึ่ง ดูเผินๆ เหมือนเป็นคู่รักกัน ทว่ากลับดูไม่เหมาะสมกันนัก และหญิงสาวคนนั้นก็ดูหวาดกลัวเขาอย่างเห็นได้ชัด

เพราะเหตุนี้เอง เล่ยเสิน จึงเผลอมองนานกว่าปกติ ไม่คิดว่าหญิงสาวจะสังเกตเห็น และร้องขอความช่วยเหลือจากเขา พลางร่ำไห้บอกว่าถูกหลี่ ซูเว่ยบังคับล่วงเกิน

แต่หลี่ ซูเว่ยกลับทำหน้าเศร้าแล้วบอกว่า ตนเองชื่อหลี่ ซูเว่ย เป็นพี่ชายของเธอ และเธอมีปัญหาทางจิต กำลังพูดเพ้อเจ้อ

หญิงสาวย่อมไม่ยอมถูกกล่าวหาว่าบ้า จึงหันกลับไปโต้เถียงเสียงดังทันที ทั้งสองทะเลาะกันต่อหน้าเขา ราวกับกำลังแสดงละครตลกร้าย

ทว่า เล่ยเสิน มีพรสวรรค์ติดตัวชื่อ [สายตาประชาชนคือความจริง] ความสามารถนี้ทำให้เขามองเห็นความจริงได้ ในสายตาเขา หญิงสาวคนนั้นทุกกิริยาท่าทางสมจริงราวกับเป็นมนุษย์ธรรมดา เธอเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ผิดแน่

เพียงแต่...เธอกับชายร่างผอมที่ยืนอยู่ข้างๆ แท้จริงคือคนคนเดียวกัน ชายร่างผอมคือผู้ควบคุม ภาพที่เห็นตรงหน้าช่างน่าพิศวง

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งคู่ดูเหมือนรู้ว่าเขามองออกแล้ว จึงหยุดเสแสร้งทันที หญิงสาวยังหัวเราะคิกคักถามว่า “เมื่อกี้ฉันแสดงเป็นยังไงบ้าง?” ส่วนชายร่างผอมก็ชมว่า “ยอดเยี่ยมมาก”

แต่ในสายตาของเล่ยเสิน นั่นคือภาพชายร่างผอมกำลังพูดกับตัวเอง

เขาเริ่มระแวดระวังขึ้นมา แล้วโดยไม่ทันตั้งตัว หญิงสาวก็พุ่งเข้าโจมตีเขา ชายร่างผอมยืนดูอยู่ข้างๆ สีหน้าทำทีเป็นหวาดกลัว แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน

เล่ยเสิน ต่อสู้อย่างลำบาก เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้มีพลังสองสาย และระหว่างการต่อสู้ เขาก็ได้รู้ว่า อีกฝ่ายต้องการแย่งพรสวรรค์ติดตัวของเขา

โชคดีที่เขามีประสบการณ์สู้รบมาก แม้อีกฝ่ายจะแข็งแกร่ง แต่ประสบการณ์ยังตื้นเขิน ถึงจะสู้ไม่ได้แต่ก็หนีเอาตัวรอดมาได้

เมื่อกลับถึงฐานทัพ เขารีบรวบรวมข้อมูลแล้วส่งขึ้นไปไว้บนบอร์ดประกาศจับอันดับหนึ่ง เพราะคนที่ล่าผู้มีพลังเพื่อแย่งพรสวรรค์เช่นนี้ อันตรายเกินไป จำเป็นต้องทำให้ทุกคนตระหนัก

หลี่หนาน วัยราวสามสิบ ดูสงบนิ่ง เขายกนิ้วแตะขมับพลางพูดอย่างครุ่นคิดว่า “หมายความว่า หญิงสาวที่ฆ่า หลี่ ซูเว่ย ต้องเป็นผู้มีพลังสองสายที่แข็งแกร่งเช่นกัน หรือไม่ก็มีพลังสูงกว่า A”

สูงกว่า A...นั่นก็คือ S เท่านั้น

เล่ยเสิน พยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยว่า “หรือจะเป็นไปได้ว่า...เธอคือมนุษย์ที่ถูกสัตว์ประหลาดยึดร่าง?” ถ้าเช่นนั้น แก่นแท้ก็ยังเป็นสัตว์ประหลาดอยู่ดี

หลี่หนาน ส่ายหน้าเบาๆ “ฉันว่าความเป็นไปได้นี้น้อยมาก” แต่ก็ใช่ว่าจะตัดทิ้งได้ทั้งหมด

ทั้งสองสบตากัน และต่างก็เห็นความคิดเดียวกันในสายตาของอีกฝ่าย— หากเป็นไปได้ ต้องหาตัวเด็กสาวคนนี้ให้พบ และยืนยันให้ได้ว่าเธอเป็นมนุษย์หรือไม่

ในฐานะผู้นำ พวกเขาไม่อาจไม่ระวัง เพราะมีหลายกรณีที่มนุษย์ถูกสัตว์ประหลาดยึดร่างกายภายใน ร่างภายนอกยังคงเหมือนมนุษย์ แต่พลังกลับเพิ่มขึ้นมหาศาล แถมบางตัวยังมีสติรู้ตัวอยู่ แต่จิตใจกลับโหดร้ายและกระหายเลือด

อย่างไรก็ตาม— ถ้าเธอไม่ใช่แบบนั้น หากเธอเป็นมนุษย์จริงๆ การที่มีผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ย่อมถือเป็นโชคของมนุษยชาติ

เพียงแต่... จะไปหาตัวเธอได้จากที่ไหน?

สองผู้ยิ่งใหญ่ต่างตกอยู่ในความลำบากใจ

หลัว ฝาน หลังจากออกจากห้องประชุม ก็อารมณ์ดีไปขอรับแอปเปิ้ลหนึ่งลัง แม้สิ่งที่อยากได้จะเป็นอย่างอื่น แต่ได้แอปเปิ้ลก็นับว่าดีไม่น้อย

เขาคิดจะเอาไปฝาก ฉินอวี่ เธอต้องดีใจแน่ ส่วนครอบครัวซาง...

ภาพของ ซาง ลั่ว ที่งดงามอ่อนช้อยผุดขึ้นมาในใจเขา ทำให้เกิดความหงุดหงิดเล็กน้อย เมื่อครอบครัวซางต้องการยกเลิกการหมั้นหมายระหว่างเขากับซาง ลั่ว เขาก็ยินดีตอบตกลงทันที ทว่า...ฉิน อวี่ กลับเป็นฝ่ายขวางไว้

เธอบอกว่า ต่อให้จะยกเลิกการหมั้น ก็ต้องรอให้ ซางลั่ว กลับมาก่อน

ยังเอาแต่ตำหนิเขา ไม่ควรปฏิบัติต่อซางลั่วเช่นนั้น

เขายิ่งไม่เข้าใจเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ครอบครัวซางทำตัวร้ายกาจกับเขายังพอทนได้ แต่ทำไมเธอถึงไม่เห็นใจเขาบ้าง!

ไม่นานมานี้ ครอบครัวซางยังมาหาเขา ขอให้ไปเมือง C เพื่อตามหาซางลั่ว แต่ถึงอยากตอบตกลง เขาก็หมดหนทางอยู่ดี

สุดท้ายครอบครัวซางก็ด่าเขาเป็นคนเนรคุณ

หลัวฝาน อัดอั้นใจ เขาผิดตรงไหนกัน?

เมือง C อยู่ไกล แถมครึ่งเมืองยังล่มสลายแล้ว หากเขาไปก็เท่ากับไปตายเปล่า

คิดถึงตรงนี้ หลัวฝานก็ยิ่งหงุดหงิด

เขามองแอปเปิ้ลที่กอดอยู่ในอ้อมแขน ตัดสินใจจะไม่แบ่งให้ครอบครัวซางแม้แต่ลูกเดียว

เขาไม่ใช่ลูกเขยของตระกูลนั้นจริงๆ เสียหน่อย ทำไมต้องทนให้พวกเขารังแกตลอดด้วย

วิลล่า

ในขณะที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองกลายเป็นหัวข้อร้อนแรงของทั้งฐานทัพ ซางลั่ว หันไปมองสัตว์สามตัวในกรง

พวกมันยังคงเงียบงัน เพียงแต่ร่างกายสั่นเทาเบาๆ

ระบบอุทานเบาๆ “พวกเขา…เหมือนกับหลินอีถาน?”

ซางลั่วตอบเรียบๆ “อืม”

ระบบว่า “ฉันลองหาดูก่อนว่ามีพรสวรรค์ติดตัวอันไหนแก้สภาพนี้ได้บ้าง…”

มันไม่คิดจะให้เธอไปนั่งศึกษาเองทีละห้าสิบห้าอย่างแน่

ใช้เวลาสักพัก ระบบก็เจอหนึ่งพรสวรรค์: [การต่อกิ่งที่สมบูรณ์แบบ]: มือของคุณจะสร้างสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ได้ ส่วนจะสร้างอย่างไร ก็ใช้จินตนาการของคุณเถอะ

นี่คงเป็นความสามารถที่ไป๋ลู่ใช้หลอมรวมหลินอีถานเข้ากับร่างหมูป่า

ระบบบ่นพึมพำพลางหาต่อ แต่หาจนหมดก็ไม่พบวิธีแก้ไข

มันจึงรายงานผลให้ซางลั่วฟัง

ในอพาร์ตเมนต์ก็มีหมูอยู่แล้ว หากเพิ่มสุนัข กระต่าย ลิงเข้าไปอีก… ระบบไม่กล้าคิดภาพเลย

ที่เธอยอมรับหมูได้ เพราะอยากศึกษาการหลอมรวมระหว่างคนกับสัตว์ ไม่ได้หมายความว่าจะอยากเลี้ยงสัตว์เพิ่มอีกหลายตัว

ทว่าไม่มีวิธีแก้ไข [การต่อกิ่งที่สมบูรณ์แบบ] จะปล่อยพวกนั้นทิ้งไว้เฉยๆ ก็คงไม่ได้

ถูกเปลี่ยนร่างเป็นสัตว์ก็ทุกข์พออยู่แล้ว ถ้าออกไปข้างนอก มีสิทธิ์ถูกจับไปทำอาหารทันที—ใครจะรู้ว่าภายในจริงๆ เป็นมนุษย์

ระบบจ้องเธออย่างเว้าวอน พรสวรรค์ติดตัวทั้งห้าสิบห้าอันนี้ ต้องมีของพวกเขาสามคนแน่ๆ เมื่อเธอได้มาก็ควรรับผิดชอบบ้างไม่ใช่หรือ? อย่างน้อยก็พากลับไปที่วิลล่าก่อน

แต่ระบบไม่กล้าพูดตรงๆ กลัวว่าเธอจะดื้อรั้น

ซางลั่วเอ่ยเสียงเย็น “ระบบ รุ่นพี่นายไม่เคยสอนเรื่องเพิ่มระดับสติปัญญาเลยเหรอ”

ระบบ อยู่ดีๆ มาว่ามันอีกแล้ว

ซางลั่วไม่สนใจ ระบบได้แต่คิดเองเงียบๆ

พักหนึ่งก็แวบไอเดียขึ้นมา จริงสิ…

[การต่อกิ่งที่สมบูรณ์แบบ] ไม่จำเป็นต้องแก้! เพียงแค่ใช้มันอีกครั้ง ย้ายจิตวิญญาณของคนที่อยู่ในร่างสัตว์กลับสู่ร่างมนุษย์ก็พอ —แม้จะหาคืนร่างเดิมไม่ได้แล้วก็ตาม

อืม…เหตุผลมันง่ายมาก เพียงแต่ระบบคิดไม่ทัน

มันเลยเงียบกริบ ครุ่นคิดว่าควรอัปเกรดตัวเองดีหรือไม่ แต่ไม่มีแต้ม เลยทำไม่ได้…

ซางลั่วเอ่ยว่า “พวกนายสามคน เล่าเรื่องของตัวเองมา”

สัตว์ทั้งสามเงยหน้าขึ้นทันที

กระต่ายสีเทาพูดเสียงสั่นแผ่วบางของผู้หญิง “คุณ…คุณฟังที่เราพูดรู้เรื่องด้วยเหรอ?”

ซางลั่วตอบ “ไม่รู้เรื่อง”

ระบบ “……” แกล้งแบบนี้ดีจริงเหรอ?

แต่กระต่ายสีเทากลับไม่ทันคิด พอได้ยินคำว่า “ไม่รู้เรื่อง” เธอก็สั่นหูแล้วเงียบไป

แต่ตาลูกหมาสีดำกลับตาเป็นประกาย ถ้าไม่เข้าใจจริง ทำไมถึงตอบว่า “ไม่รู้เรื่อง”? “ผะ…ผม ผม…” เจ้าหมาน้อยตื่นเต้นจนพูดไม่เป็นคำ

“ฉันชื่อ จางจิ้งชิว” ลิงตัวผอมเอื้อมกรงเล็บเกาะซี่กรง เสียงผู้หญิงเยือกเย็นพยายามกดอารมณ์ไว้ “ฉันเป็นผู้มีพลังไฟระดับ B มีพรสวรรค์ติดตัวสองอย่าง สามีและลูกชายของฉันเป็นคนธรรมดา ถูกครอบครัวไป๋บังคับ…

“พวกเขาบอกว่า ถ้ายกพรสวรรค์ติดตัวให้ จะปล่อยฉันกับครอบครัวไป ฉันก็ยอมทำตาม…” เธอหยุด หายใจสั่นพร่า ก่อนพูดต่อเสียงแหบพร่า “แต่ผลสุดท้าย คุณก็เห็นแล้ว”

เจ้าหมาดำในที่สุดก็พูดออกมา เสียงสั่นสะอื้น “ผมชื่อ โจวอวี่เฟย ครอบครัวผมไม่เหลือแล้ว ผมตื่นพลังสายลมระดับ B เรื่องราวก็คล้ายๆ กัน”

ส่วนกระต่ายสีเทาได้แต่นิ่งค้าง สักพักก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างเจ็บปวด

โจวอวี่เฟยพูดด้วยความเศร้า “แฟนของเธอ…เพื่อปกป้องเธอ ถูกกินไปแล้ว”

ระบบฟังแล้วโกรธแทบระเบิด เกือบเผลอหลุดคำหยาบออกมา

มันอยากลากซากห้าศพที่นอนอยู่บนพื้นมาขยี้ซ้ำจริงๆ