บังอาจ! นี่คือองค์ชายใหญ่แห่งอียิปต์!
ตอนที่ 1 — 001
บทที่ 1 คนอยู่ไหน! ข้าไม่เป็นมัมมี่แล้ว!
รัศมีแห่งราจักสาดส่องเหนือข้าชั่วนิรันดร์
ฮอรัสได้รับผืนทะเลทราย เหล่าบุตรแห่งฮอรัสจักพิทักษ์ตับ ปอด กระเพาะ และลำไส้ของข้า
ด้วยเหตุนี้ แม้ชีวิตจักเน่าเปื่อย แต่ข้าจักไม่เสื่อมสลาย
ข้า...กำลังจะเป็นอมตะ! —《วาระสุดท้ายของรัศมีอมตะแห่งราผู้หวนคืนองค์ที่สิบแปด》
“ข้า...กำลังจะเป็นอมตะ...” หลินเคอพึมพำถ้อยคำที่ดังก้องอยู่ในหัว ภายในใจเต็มไปด้วยความอับจนหนทาง
เขาเพิ่งทะลุมิติมาถึงที่นี่ได้ไม่นาน ก็ถูกข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองทำเอาตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ฐานะของเขาในเวลานี้ หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายก็คือ พระราชโอรสองค์โตของกษัตริย์แห่งอารยธรรมอียิปต์โบราณ อยู่ต่ำกว่าคนเพียงผู้เดียว แต่สูงส่งเหนือผู้คนนับหมื่นนับแสน เป็นองค์ชายผู้ปกครองทะเลทรายและมหานที บุรุษ สตรี ตลอดจนแมวทั้งหลาย มีนามว่า...
รัศมีอมตะแห่งราผู้หวนคืนองค์ที่สิบแปด
ใช่แล้ว ชื่อของเขาคือรัศมีอมตะแห่งราผู้หวนคืนองค์ที่สิบแปด
เหมือนกับพระนามของพระบิดาไม่มีผิด...อ้อ ไม่สิ ก็ยังมีส่วนที่ต่างกันอยู่
พระบิดาของเขามีพระนามว่า “รัศมีอมตะแห่งราผู้หวนคืนองค์ที่สิบเจ็ด”
แม้เมื่อนำชื่อนี้มาแปลเป็นภาษาจีนแล้วจะยาวเหยียด แต่เวลาออกเสียงจริงกลับง่ายมาก เพียงนำพยางค์ “รา” ซึ่งหมายถึงสุริยเทพ มารวมเข้ากับคำในภาษาอียิปต์โบราณที่มีความหมายว่า “รัศมีหวนคืนและเป็นอมตะ” ก็พอ ทั้งหมดรวมกันมีเพียงสามพยางค์เท่านั้น
แน่นอน สิ่งที่ทำให้เขาพูดไม่ออกที่สุดไม่ใช่วิธีตั้งชื่อเช่นนี้ หากแต่เป็นที่มาของชื่อนี้ รวมถึงสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่ต่างหาก
รา สุริยเทพผู้เป็นเทพสูงสุดแห่งอารยธรรมอียิปต์โบราณ ดับสูญไปแล้วหลายพันปี แม้แต่เทพองค์สุดท้ายในหมู่เทพแห่งอียิปต์โบราณก็ดับสูญไปเมื่อหนึ่งพันปีก่อน อย่างน้อย ในคัมภีร์ก็บันทึกเอาไว้เช่นนั้น
ตระกูล “รัศมีอมตะแห่งราผู้หวนคืน” ของพวกเขาปกครองอียิปต์ในปัจจุบันสืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือทำให้รัศมีอมตะแห่งราหวนคืนมาอีกครั้ง
หากทั้งหมดนี้เป็นเพียงวาทกรรมของศาสนาที่ใช้ครอบงำสามัญชน หลินเคอก็คงไม่ได้ใส่ใจนัก
ปัญหาก็คือ...โลกนี้มีเทพอยู่จริง!
รา ฮอรัส เวเรตเฮคาอู เซคเมต ธอธ...
เทพผู้ยิ่งใหญ่ เป็นอมตะ และรุ่งโรจน์เหล่านี้ ต่างทิ้งปาฏิหาริย์ของตนเอาไว้บนโลกมากมาย
และมันไม่ใช่สิ่งที่ในชาติที่แล้วของหลินเคอเรียกกันว่า “ปาฏิหาริย์” ทั้งที่ความจริงถูกสร้างขึ้นจากเลือดและน้ำตาของผู้คน แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่ฝ่าฝืนกฎแห่งฟิสิกส์อย่างแท้จริง!
ยกตัวอย่างเช่น...เหนือสถานที่ที่เขากำลังนอนราบอยู่ในเวลานี้ ภายในระยะสายตาของเขา มีพีระมิดหลังหนึ่งลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
“อื้อ! อื้ออื้อ อื้ออื้ออื้อ!”
หลินเคอเบิกตากว้าง อ้าปากพยายามพูดอะไรบางอย่าง ทว่าสุดท้ายกลับเปล่งออกมาได้เพียงเสียงอื้ออึง
“องค์ชายผู้สูงศักดิ์ โปรดอย่าทรงรีบร้อน พระองค์จะทรงได้รับพระพรแห่งความตายต่อจากพระราชบิดาและพระราชมารดา”
เสียงชราดังขึ้นจากข้างกาย น้ำเสียงนั้นผสมผสานทั้งความเมตตา อ่อนโยน อิจฉา และเอ็นดูไว้ด้วยกัน
ข้าไม่ได้รีบร้อน!
ข้าไม่อยากถูกทำเป็นมัมมี่ทั้งเป็นต่างหาก! หลินเคอหมดคำจะกล่าวอยู่ในใจ
สิ่งที่ทำให้เขาหมดคำพูดและสิ้นหวังที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะนี่เป็นโลกที่ปกครองโดยเทพ แต่เทพของพวกเขากลับดับสูญไปหมดแล้ว หากแต่เป็นเพราะ...
เขากำลังจะถูกทำเป็นมัมมี่!
เทพราเป็นพยาน...ถุย! มหาเทพผานกู่ เจ้าแม่หนี่วาโปรดเป็นพยาน ข้าไม่อยากถูกทำเป็นมัมมี่!
ร่างของหลินเคอซึ่งถูกพันแน่นด้วยผ้าลินินเนื้อละเอียดสั่นอย่างบ้าคลั่ง เขาพยายามดิ้นให้ตัวเองกลิ้งตกจากแท่นอันมืดสลัวและเย็นเฉียบนี้ หากเทพอย่างรายังคงดำรงอยู่ หากกระบวนการทำมัมมี่จากคนเป็นเช่นนี้ไม่ขัดต่อข้อห้ามใด และหากหลังจากนั้นเขาจะได้กลายเป็นเทพและมีชีวิตอมตะจริงๆ เขาก็คงยอมรับได้
ปัญหาคือวิญญาณของเขามาจากฮวาเซี่ย!
ใครจะรู้ว่าเทพราอะไรนั่นกับมหาเทพผานกู่และเจ้าแม่หนี่วาแห่งฮวาเซี่ยจะอยู่ฝ่ายเดียวกันหรือไม่ หากเกิดมีความแค้นต่อกันขึ้นมาจะทำอย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น เวลานี้เทพราและเทพองค์อื่นๆ ก็ดับสูญไปหมดแล้ว กษัตริย์สิบหกพระองค์ก่อนหน้านี้หลังจากถูกทำเป็นมัมมี่ก็ไม่เคยปรากฏกายขึ้นมาอีกเลย หากตอนนี้เขาถูกทำเป็นมัมมี่ แทบไม่ต่างอะไรกับคำว่า “ตาย”
ใครจะยอมกัน? อย่างไรเสียเขาก็ไม่ยอม เขาไม่ได้เป็นศาสนิกผู้ศรัทธาแรงกล้าเสียหน่อย
“ตุ้บ!!!”
ท่ามกลางเสียงอุทานตกใจที่ดังขึ้นเป็นระลอก ร่างของหลินเคอในที่สุดก็ดิ้นกระเด้งราวกับปลาที่ถูกโยนขึ้นฝั่ง ก่อนจะร่วงจากแท่นแคบๆ ลงสู่พื้น ส่งเสียงกระแทกทึบหนัก
เขาล้มคว่ำหน้าลงไปเต็มแรง จนศีรษะมึนงงและตาพร่า แต่ในที่สุดก็ทำสำเร็จ!
“พระวรกายศักดิ์สิทธิ์ขององค์ชายใหญ่ตกลงไปแล้ว! สัมผัสฝุ่นทรายแล้ว!”
“‘บา’ ของกษัตริย์กำลังมุ่งสู่ปรโลก พวกเราไม่มีเวลาสร้างพระวรกายศักดิ์สิทธิ์อันบริสุทธิ์องค์ใหม่ให้องค์ชายใหญ่แล้ว!”
“โอ้ ไม่! พวกเราทุกคนจะถูกแอมมิตกลืนกิน!”
“ความชั่วร้ายจะกลับมารุกรานอาณาจักรของเราอีกครั้ง!”
“บา” คือส่วนหนึ่งของดวงวิญญาณที่บรรจุตัวตนและบุคลิกของผู้ตายเอาไว้ ระหว่างการเดินทางไปสู่ปรโลก มันจะต้องเผชิญกับบททดสอบต่างๆ มากมาย
หากไม่สามารถผ่านบททดสอบเหล่านั้นไปได้ ก็หมายถึงการตายครั้งที่สอง ความทรงจำของผู้ตายที่มีต่อโลกมนุษย์จะถูกลบเลือน และพวกเขาจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่ต้องพเนจรไปชั่วนิรันดร์
ส่วนบททดสอบที่ว่านั้น ก็คือการที่อนูบิสใช้ตาชั่งชั่งน้ำหนักบาปของดวงวิญญาณเทียบกับขนนกหนึ่งเส้น เพื่อดูว่าสิ่งใดหนักกว่ากัน
หากบาปหนักกว่า “บา” ของผู้ตายก็จะถูกปีศาจหัวจระเข้ที่มีนามว่าแอมมิตกลืนกิน
เพียงแต่ว่าอนูบิส แอมมิต และเทพเหล่านั้น ต่างดับสูญไปตั้งแต่หลายพันปีก่อนแล้ว
นอกจากนี้ ผ้าลินินเนื้อละเอียดยังถูกมองว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์อีกด้วย
เวลานี้ผ้าลินินที่พันร่างของเขาเปื้อนเสียแล้ว เพราะสัมผัสเข้ากับฝุ่นทราย
ตามธรรมเนียมของพวกเขา ผ้าพันเหล่านี้ห้ามแปดเปื้อนโดยเด็ดขาด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ้าชุดใหม่
มิฉะนั้น “พระวรกายศักดิ์สิทธิ์” ของเขาจะกลายเป็น “ร่างปีศาจ” เขาจะไม่สามารถกลายเป็นเทพ แต่กลับจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตดุจปีศาจแทน
พรึ่บ... ร่างของหลินเคอพลันลอยขึ้นจากพื้น ผ้าลินินเนื้อละเอียดที่พันอยู่ทั่วร่างคลายออกอย่างรวดเร็ว ราวกับเส้นด้ายที่กำลังถูกลูกข่างม้วนพัน มันหลุดออกจากร่างของเขาทีละชั้น ก่อนจะไปรวมกันอยู่กลางอากาศ
เพียงไม่กี่วินาที ผ้าพันทั้งหมดก็ถูกปลดออกจนหมด
ในที่สุดเขาก็พูดได้อีกครั้ง! ทว่าเขายังไม่ทันอ้าปาก ร่างกายก็ยังไม่ได้ขยับ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้างเสียก่อน
“องค์ชายใหญ่ผู้สูงศักดิ์ ข้าปฏิบัติหน้าที่บกพร่องจนทำให้พระวรกายศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์แปดเปื้อน โปรดประหารข้าเถิด ข้าจะไปยังปรโลกเพื่อชดใช้บาป”
เสียงชราที่อยู่ข้างกายเมื่อครู่ดังขึ้นอีกครั้ง เต็มไปด้วยความโศกเศร้า สำนึกผิด และศรัทธาอย่างแรงกล้า
ในเวลาเดียวกัน เสียงคุกเข่าดังตุบๆ ก็ดังขึ้นตามกันมาเป็นชุด
หลินเคอสูดลมหายใจ สมองพลันมีข้อมูลนานาชนิดแล่นผ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ในใจจะเกิดความคิดขึ้นมา เขาลองขยับร่างกาย แต่กลับพบว่าทั้งร่างไร้เรี่ยวแรง ทั้งยังแข็งทื่อ เพียงชั่วพริบตาก็เข้าใจสาเหตุ
ดังนั้นเขาจึงเอ่ยว่า
“หนานถง ใช้เวทมนตร์ของเจ้าพยุงข้าขึ้นมา! ข้ามีเรื่องจะกล่าว!”
ทว่าชายชรานามหนานถงดูเหมือนจะยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น เขาถอนใจพลางกล่าวว่า
“องค์ชายใหญ่ผู้สูงศักดิ์ เวทมนตร์ของข้านั้นต่ำต้อย ไร้ค่า และโสโครก ไม่คู่ควรแตะต้องพระวรกายศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์!”
“ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็เข้ามาพยุงข้าขึ้น!”
“องค์ชายใหญ่ผู้สูงศักดิ์ ข้าจะไปแจ้งกององครักษ์เดี๋ยวนี้ ให้คัดเลือกสาวพรหมจารีที่บริสุทธิ์ที่สุดมาพยุงพระองค์ขึ้น...”
“ข้าบอกว่า เดี๋ยวนี้! ทันที! ณ บัดนี้!”
“องค์ชายใหญ่ผู้สูงศักดิ์ ข้าจะให้...”
หลังโต้ตอบกันอยู่พักหนึ่ง ร่างอันสูงศักดิ์ของหลินเคอก็โกรธเสียจนลุกพรวดขึ้นนั่งได้เอง
“บัดซบเอ๊ย เจ้านี่จะเถียงข้าทุกคำให้ได้ใช่ไหม...”
เขาเบิกตากว้าง มองลงไปเบื้องล่าง ตรงนั้นมีชายชราสวมอาภรณ์สีขาวคนหนึ่งหมอบคุกเข่าอยู่ บนศีรษะสวมหมวกที่ทำจากหนังจระเข้กับเปลือกไข่จระเข้ ข้างกายยังมีก้อนผ้าที่เกิดจากผ้าลินินเนื้อละเอียดเมื่อครู่ลอยกระเพื่อมขึ้นลงอยู่กลางอากาศ
ชายชราคนนั้นก็คือหนานถง!
รอบตัวหนานถงยังมีคนอีกกว่าสิบคนหมอบคุกเข่าอยู่กับพื้น ใช้เข่าและปลายเท้ายันพื้น สะโพกยกสูง มือทั้งสองข้างเหยียดยาวไปด้านหน้า หลังมือและใบหน้าแนบติดกับพื้น ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้ามองเขา แม้แต่หายใจแรงก็ยังไม่กล้า
บรรยากาศแห่งลำดับชนชั้นอันเคร่งครัดกดทับเข้ามาอย่างชัดเจน
คนเหล่านี้ แม้จะครอบครองเวทมนตร์อันทรงพลังและวิชาการต่อสู้ระดับสูง ก็ยังไม่กล้าล่วงเกินขอบเขตแห่งฐานันดรแม้แต่น้อย
พวกเขาต่ำต้อยดุจธุลี เล็กจ้อยประหนึ่งเม็ดทราย
หลินเคอเบิกตากว้าง ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวออกมา ความคิดที่จะถือสาเรื่องที่โต้เถียงกับหนานถงเมื่อครู่พลันหายไป เขาเพียงแค่นเสียงเย็นชาแล้วกล่าวว่า
“คนอยู่ไหน!”
“เอาสมองกับเครื่องในของข้ามา!”
“ข้าไม่เป็นมัมมี่แล้ว!”
หมายเหตุ : ที่จริงตัวละครเป็นชื่ออียิปต์ แต่เนื่องจากหลินเคอตัวเอกเป็นคนจีน จึงออกเสียงแบบคนจีน ดังนั้น ผู้แปลจึงจะใช้ชื่อที่หลินเคอเรียก ตามสำเนียงที่เขาออกเสียง แต่ในความเป็นจริง ในเรื่องคือชื่ออียิปต์นะคะ
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-684b0d61/1
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย